หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 165 บังเอิญพบพาน
165 บังเอิญพบพาน
เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง จ้าวเย่อหรันจึงหันกลับไปโดย สัญชาตญาณ แต่ไม่คาดคิดเลยว่า คนที่ปรากฏตรงหน้าจะเป็นใบหน้าที่คุ้น เคยถึงสองคน ผู้มาใหม่ก็คือ หลินซิ่วซิ่ว และ หยุนอีอี
ทันทีที่เห็นคนที่ตนพยายามหลบเลี่ยงอยู่หลายวันยืนอยู่ตรงหน้า
จ้าวเข่อหรันก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ทว่าการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ นั้น กลับไม่พ้นสายตาของ อือกูชวี่ เมื่อเห็นภาพจ้าวเข่อหรันยืนอยู่เคียง ช้างฮือถูซวี่ แววตาของหลินซิ่วซิ่วก็วาบผ่านความริษยาอย่างรวดเร็ว แม้จะ เป็นเพียงชั่วพริบตา แต่ความอิจฉานั้นก็ถูกกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มสดใสใน
ทันที
นางยกยิ้มแล้วก้าวเดินเข้าไปหาจ้าวเข่อหรัน ตลอดช่วงเวลานี้ หลินซิ่วซิ่วพยายามนัดพบจ้าวเข่อหรันหลายครั้ง แต่ทุกครั้งกลับถูกอีกฝ่าย บ่ายเบี่ยงด้วยข้ออ้างต่าง ๆ เรื่องนี้ทําให้นางรู้สึกคลางแคลงใจ นางไม่แน่ใจ ว่าจ้าวเข่อหรันเริ่มรู้เรื่องบางอย่างแล้วหรือไม่ จึงจงใจหลบเลี่ยงนางเช่นนี้ ดังนั้นนางจึงคิดหาโอกาสมาทดสอบดูเสียหน่อย เพียงแต่ จ้าวเข่อหรันไม่เคยยอมพบหน้าเลย วันนี้เดิมทีนางนัดหยุนอีอีมาเที่ยวล่อง
เรือชมทะเลสาบ ทว่ากลับไม่คิดว่าจะได้พบจ้าวเข่อหรันที่นี่
และยิ่งไม่คาดคิดว่า จะเห็นนางยืนอยู่กับ ท่านอ๋องซวี่ เพียงภาพ นั้น ก็ทําให้ไฟริษยาในใจหลินซิ่วซิ่วลุกโชนขึ้นมาทันที แต่ตอนนี้ยังไม่ถึง
เวลาฉีกหน้ากัน นางจึงฝันข่มอารมณ์เอาไว้ได้อย่างรวดเร็ว
เย่อหรัน เจ้า ช่างโชคดีจริง ๆ” หยุนอีอีพูดขึ้นด้วยความยินดีแทนเพื่อน
ท่านอ๋อง วีดูแลเจ้าดีเหลือเกิน พวกเจ้าสองคนยืนด้วยกันแล้ว บรรยากาศช่างอบอุ่น เหมือนสามีภรรยาที่ใช้ชีวิตร่วมกันมานานเลยนะ”
นางหัวเราะเบา ๆ
เย็นเยียบ
“พูดก็แปลก ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน แต่กลับเข้ากันได้ดีขนาดนี้ จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง ๆ ไม่ตอบอะไร แต่สายตากลับวูบผ่านความ
“เย่อหรัน ไม่ได้เจอกันตั้งนานเลยนะ”
หลินซิ่วซิ่วทําท่าราวกับเด็กสาวไร้เดียงสา นางท้าปากงอนเล็กน้อย
“ตั้งแต่วันงานคัดเลือกพระชายา เราก็ไม่ได้พบกันอีกเลย ทุกครั้งที่
านัน้ตเจ้า เจ้าก็ไม่ว่างตลอด”
นางหัวเราะอย่างสดใส
แต่ดูเหมือนพวกเราจะมีวาสนาต่อกันนะ ถึงได้มาเจอกันแบบ
บังเอิญเช่นนี้”
จ้าวเข่อหรันยิ้มตอบอย่างสุภาพ
“จริงหรือ พวกเจ้าก็มาเที่ยวทะเลสาบเหมือนกันหรือ”
นางกวาดตามองผืนน้ํากว้าง
“ดูเหมือนวันนี้จะเป็นวันเหมาะแก่การล่องเรือจริง ๆ”
“งั้นพวกเราไปล่องเรือด้วยกันเถอะ!”
หยุนอีอีพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น
‘พูดแล้วก็จริง เราไม่ได้เจอกันตั้งนาน เจ้าคนนี้ยังกล้าเรียกตัวเอง ว่าเพื่อนอีก นัดทีไรก็ไม่เคยมาเลย!”
เวลา”
สนุกกว่า”
จ้าวเย่อหรันหัวเราะอย่างจนใจ
“ข้าไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ช่วงนี้มีเรื่องให้จัดการมากมายจนแทบไม่มี
หลินซิ่วซิ่วฉวยจังหวะนั้นทันที
“เอาอย่างนี้ดีไหม เราไปคุยกันบนเรือ ล่องทะเลสาบไปคุยไป น่าจะ
ๆ
ไม่นานนัก ทุกคนก็ขึ้นเรือ เรือลางานค่อย ๆ ลอยออกจากฝั่ง แล่น เอื้อยไปบนผืนน้ําาสงบ ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง ทะเลสาบจึงไม่มีดอกบัวบาน สะพรั่งเหมือนฤดูร้อน ริมฝั่งก็ไม่มีต้นหลิวเขียวสด ต้นไม้สองฝั่งกลับกลาย
เป็นสีทองอร่าม
สายนํ้าใสจนมองเห็นปลาตัวเล็ก ๆ แหวกว่ายอยู่ด้านล่าง ลมเย็น แห่งฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านหน้าต่างเรือเข้ามา ทําให้ผู้คนรู้สึกสดชื่นอย่างบอก ไม่ถูก ภายในห้องเรือ ซือ ชวี่นั่งเคียงข้างจ้าวเข่อหรัน ส่วนหลินซิ่วซิ่วกับหยุนอีอีนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ส่วนใหญ่เป็นหญิงสาวสามคน
ที่พูดคุยกัน
ชื่อ ซวี่แทบไม่ได้เอ่ยคําใด เพียงนั่งเงียบ ๆ อยู่ตรงนั้น แต่เขากลับ คอยหยิบขนมให้จ้าวเข่อหรันเป็นครั้งคราว การกระทําเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้น ไม่ ได้ดูหวานชัดเจน แต่กลับอบอุ่นอย่างประหลาด จนหยุนอีอือดพูดไม่ได้ “เย่อหรัน ยัาอิจฉาเจ้าจริง ๆ ความสัมพันธ์ของเจ้ากับท่านอ๋องซวี่ดิ เหลือเกิน”
จ้าวเย่อหรันยิ้ม
“เจ้าจะอิจฉาอะไรเล่า เจ้าเองก็หมั้นกับท่านอ๋อง แล้วไม่ใ หรือ สิ่ง
ที่พวกเราหาใต้ พวกเจ้าก็ทําได้เหมือนกัน”
แต่หยุนอีอีกลับถอนหายใจเบา ๆ
“ย้าเองก็อยากเป็นแบบนั้นเหมือนกัน…”
นางก้มหน้าลง
“แต่ไม่รู้ทําไม ข้ารู้สึกว่าพี่อี้ ไม่ได้ใส่ใจข้าเท่าไรนัก
เพราะดื่มสุราไปหลายถ้วย แก้มของนางจึงแดงระเรื่อ สายตาก็เริ่ม
พร่าเลือนเล็กน้อย จ้าวเข่อหรันเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะ
ห่วง
“เจ้านี่คงเมาแล้วจริง ๆ ถึงได้คิดฟุ้งซ่านเช่นนี้
เวลาผ่านไปพักใหญ่ หลินซิ่วซิ่วก็ยังไม่กลับมา หยุนอีอีเริ่มเป็น
“เข่อหรัน นางออกไปนานแล้ว ข้าเป็นห่วง ข้าจะไปดูหน่อย”
จ้าวเย่อหรันรีบห้าม
“เจ้านั่งพักเถอะ เดี่ยวข้าไปเอง”
ชือดูชวี่เองก็คิดจะลุกขึ้นตามไป แต่จ้าวเข่อหรันแอบส่งสายตาให้
เยา ไม่ต้องตามมา เยาจึงทําได้เพียงนั่งลงอีกครั้ง จ้าวเข่อหรันเดินมาถึง ท้ายเรือ ตรงนั้นไม่มีใครเลย มีเพียง หลินซิ่ว ว ยืนอยู่ลําพัง นางจ้องผืน นํ้าเงียบสงบด้วยสายตาแข็งกร้าว ใบหน้าที่เคยใสชื่อบัดนี้บิดเบี้ยวเพราะ
ความริษยา
เพราะไม่รู้ตัวว่ามีคนมา นางจึงไม่ได้ปกปิดสีหน้าที่แท้จริงเลย จ้าวเข่อหรันมองภาพนั้นแล้วเข้าใจทันที นี่ต่างหาก ตัวตนที่แท้จริง ของหลินซิ่วซิ่ว ความไร้เดียงสาที่ทุกคนเห็นก่อนหน้านี้ เป็นเพียงหน้ากาก
เท่านั้น
‘ซิ่วซิ่ว ที่แท้เจ้าก็อยู่ตรงนี้
เสียงจ้าวเข่อหรันดังขึ้น หลินซิ่ว วสะดุ้งเล็กน้อย รีบเก็บสีหน้าน ที เมื่อหันมาอีกครั้ง ใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใสเหมือนเติม
“เย่อหรัน ดีจริง ๆ ที่มีเจ้า ไม่อย่างนั้นบ้าคงตกน้ําไปแล้ว” แต่จ้าวเข่อหรันกลับยืนมองนางนิ่ง ๆ สายตาเย็นเฉียบ ไม่มีท่าทีจะ ช่วยพยุง หลินซิ่วซิ่วรู้สึกหนาววาบในใจทันที จ้าวเข่อหรันแค่นเสียงเบา ‘หลินซิ่วซิ่ว เจ้าคิดว่าการแสดงละครเช่นนี้ มันมีความหมายหรือ
ใช่หรือไม่
มา”
รอยยิ้มของหลินซิ่วซิ่วแข็งค้าง
“เจ้า…หมายความว่าอย่างไร ข้าไม่เข้าใจเลย”
จ้าวเย่อหรันหัวเราะเย็น
“ไม่ต้องแกล้งแล้ว ข้าเห็นทุกอย่างหมดแล้ว เจ้าคิดจะทําให้ข้าตกน้ํา
หลินซิ่วซิ่วหน้าเปลี่ยนสี แต่ยังคงฝืนหัวเราะ
‘เจ้าคิดมากไปแล้ว”
จ้าวเย่อหรันยิ้มบาง ๆ
“งั้นหรือ แต่เจ้าคงไม่ลืมว่า เมื่อครู่บ้าเตะยาเจ้า ก่อนจะดึงเจ้ากลับ
หลินซิ่วซิ่วกัดฟันแน่น
“จ้าวเย่อหรัน…เจ้าจงใจใช่ไหม!
จ้าวเย่อหรันมองนางด้วยสายตาเย็นชา
“ใช่ ช้าแค่เดือนเจ้าเท่านั้น ไม่ได้คิดจะมาเจ้า”
คําพูดเรียบง่าย แต่เย็นเฉียบจนเหมือนนํ้าแข็ง หลินซิ่ว วมองนาง
วยสายตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
“จ้าวเข่อหรัน ข้าคิดผิดจริง ๆ ที่มองเจ้าต่ําาเกินไป ข้านึกว่าเจ้าเป็น
แค่คุณหนูโง่ ๆ ที่ไม่รู้อะไร แต่ที่แท้…เจ้ารู้ทุกอย่างมาตลอด แล้วยังแกล้ง
เล่นละครกับข้า!”
จ้าวเข่อหรันยิ้มเย็น
‘โครกันแน่ที่เล่นละคร เจ้าต่างหากที่เสแสร้งใสชื่อ ทั้งที่ในใจเต็มไป
ด้วยพิษ หากข้าไม่ระวังตัว…
นางมองไปยังผืนนํ้า
“ตอนนี้คงเป็นย้าที่กําลังดิ้นรนอยู่ในทะเลสาบ
หลินซิ่วซิ่วก้าหมัดแน่น ความริษยาเหมือนเถาวัลย์ เลื้อยพันหัวใจ นางจนแน่น เหตุใดกัน…จ้าวเข่อหรันเป็นเพียงบุตรสาวเอกของไท่ซือ บิดา ยังไม่ได้ บ าแหน่งโหว แต่นางกลับได้ทุกอย่าง ตําาแหน่งชายา ความรัก ของท่านอ๋องซวี่ ส่วนตนเองต้องดิ้นรนแทบตายกว่าจะได้เป็นบุตรสาวเอก
แต่สิ่งที่จ้าวเย่อหรันไดัมาอย่างง่ายดาย กลับเป็นสิ่งที่นาง…ไม่มีวัน เอื้อมถึง ดวงตาของหลินซิ่วซิ่วเต็มไปด้วยไฟริษยา กัดกินสติของนางทีละ น้อย ราวกับหนอนพิษ กําาลังกัดแทะหัวใจไม่หยุด…