หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 17 ฟื้นคืน
17 ฟื้นคืน
หลายวันต่อมา จ้าวเข่อหรันเก็บตัวพักฟื้นอยู่ในเรือนชุนฮุยอย่างสงบ เสงี่ยม กลายเป็นคุณหนูใหญ่ที่ “ไม่ก้าวออกประตูหน้า ไม่ย่างผ่านประตูใน อย่างแท้จริง ชีวิตราวถูกตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก ตลอดหลายวัน นั้น มีเพียงฉินเซียงเหอ มารดาของนาง กับจ้าวเย่อเหรินที่แวะเวียนมาเยี่ยม เป็นครั้งคราว นอกนั้นแทบไม่มีผู้ใดก้าวเท้าเข้าสวนชุนฮุยเลย
ทว่าความเงียบสงบเช่นนี้ กลับเป็นสิ่งที่จ้าวเข่อหรันโหยหามานาน นางซึมซับมันอย่างเงียบงัน ราวกับกลีบบุปผาที่ได้พักตัวท่ามกลางสายลม อ่อน แม้มิได้ก้าวออกจากเรือน แต่เรื่องราวภายนอกกลับมิได้หลุดรอดจากหู ตานาง ทั้งหมดต้องยกความดีให้หลงเอ๋อร์ สาวใช้ตัวน้อยผู้ชอบข่าวลือเป็น
ชีวิตจิตใจ
ที่ขยันขันแข็งนําทุกเรื่องราวมารายงานอย่างละเอียด
ไม่รู้เพราะเหตุใด บางทีอาจเป็นเพราะคําพูดจากใจในวันนั้นที่คุณหนู เอ่ยกับนาง หลงเอ๋อร์จึงตั้งมั่นว่าจะไม่ทําให้ความไว้วางใจของคุณหนูใหญ่ ต้องสูญเปล่า ไม่ว่าสิ่งใดก็ทําอย่างกระตือรือร้นเกินหน้าเกินตา บางครั้ง จ้าวเข่อหรันมองท่าทางเอาเป็นเอาตายของเด็กน้อย ก็อดหัวเราะทั้งน้ําตาไม่
ได้ ก็เพราะหลงเอ๋อร์นี่เอง นางจึงรู้ข่าวคราวมากมาย
ทุกอย่างยังคงดําเนินไปดังชาติภพก่อน จ้าวเย่อเหรินใช้ภาพ “ชุน เกอเหยียบหิมะ” คว้าความโปรดปรานจากหลินเหล่าฟูเหรินได้สําเร็จ ทว่า ต่างกันตรงที่ครานี้ ภาพที่มอบให้กลับเป็นของปลอม ในงานเลี้ยงอายุยืน ไม่ มีผู้ใดมองออกแม้แต่คนเดียว จ้าวเข่อหรันเพียงแย้มยิ้มบาง มิคิดเปิดโปง เพราะยิ่งถูกยกย่องสูงเท่าใด เมื่อตกลงมาก็ยิ่งเจ็บปวดยิ่งนัก…. มิใช่หรือ?
เดิม
หลังจากพักฟื้นหลายวัน ในที่สุดร่างกายของนางก็กลับมาแข็งแรงดัง
“คุณหนู วันนี้พวกเราออกนอกจวนไปเดินเล่นดีหรือไม่เจ้าคะ?”
หลงเอ๋อร์เอ่ยอย่างตื่นเต้น
“ท่านนอนพักมาหลายวันแล้ว เพิ่งหายดี อย่ายังตัวเองอยู่แต่ในจวน
เลย ออกไปสูดอากาศบ้างเถิดเจ้าค่ะ”
ยังไม่ทันที่จ้าวเย่อหรันจะตอบ เสียงตําหนิเคร่งขรึมของแม่นมเยว่ก็
ดังขึ้นเสียก่อน
“พูดจาเหลวไหลอะไร คุณหนูเป็นสตรีสูงศักดิ์ จะออกนอกจวนตามใจ
ชอบได้อย่างไร”
“แต่ว่าคุณหนูท่านอื่นก็ออกไปเที่ยวบ่อย ๆ นี่เจ้าคะ…”
หลงเอ๋อ พิมพ์า
“ยังกล้าเถียงอีก”
แม่นมเยว่ถลึงตาใส่ เด็กน้อยรีบหุบปากทันที จ้าวเย่อหรันส่ายหน้า
อย่างเอ็นดู
“พอเถิดแม่นมเยว่ อย่าตําหนินางเลย นางยังเด็ก ใจย่อมรักสนุกเป็น ธรรมดา เพียงแต่วันนี้ออกไปไม่ได้จริง ๆ วันนี้เป็นวันขึ้นสิบห้า ทุกคนใน จวนต้องร่วมรับประทานอาหารเย็นพร้อมหน้า ดังนั้นวันนี้คงไปมิได้”
หลงเอ๋อ ทําท่าห่อเหี่ยวลงทันที
“แต่หลังอาหารค่ํา ข้าจะขอท่านแม่ว่า อีกสองสามวันจะไปไหว้พระที่
วัดว่านอัน”
ดวงตาหลงเอ๋อร์พลันเปล่งประกาย
“ขอบคุณคุณหนูเจ้าค่ะ!”
“ท่านไม่ควรตามใจนางเกินไป”
แม่นมเยว่ ยังรู้สึกไม่สบายใจ จ้าวเข่อหรันยิ้มอ่อน
“ไม่เป็นไรหรอกแม่นมเยว่ บ้าป่วยมาหลายวัน เพิ่งหายดี ก็ควรไป
ขอบคุณพระพุทธองค์ที่คุ้มครองมิใช่หรือ”
เด็กน้อย
แม่นมเยว่ ถอนใจเบา ๆ
“เช่นนั้นก็แล้วแต่คุณหนู”
“แม่นมเยว่ ดีที่สุดแล้ว!”
หลงเอ๋อร์รีบประจบ แม่นมเยว่หัวเราะอย่างเอ็นดู ใช้นิ้วจิ้มหน้าผาก
“เจ้านี่นะ….”
จ้าวเย่อหรันมองท้องฟ้าใสกระจ่าง พลางเอ่ยเบา ๆ
“วันนี้อากาศดีนัก แม้ออกนอกจวนไม่ได้ แต่ก็ควรออกไปสูดลมบ้าง หลงเอ๋อร์ ไปเอาพิณของข้ามา เราจะไปตีดพิณที่ศาลาริมสระ”
“เจ้าค่ะ!”
หลงเอ๋อ ยิ้มกว้าง
“ไม่ได้ฟังคุณหนูดีดพิณมานานแล้ว เสียงพิณของท่านไพเราะที่สุด บ่าวไม่เข้าใจเลย ทั้งที่ท่านเก่งกว่าคุณหนูรองเสียอีก เหตุใดในเมืองหลวงจึง มีแต่ชื่อของคุณหนูรองในฐานะสตรีมากความสามารถ ส่วนคุณหนูกลับไร้ผู้
กล่าวยาน”
จ้าวเย่อหรันเพียงยิ้มบาง มิได้ตอบ คําพูดนั้นมิได้เกินจริง ในฐานะ บุตรสาวภรรยาเอกแห่งจวนไท่ซือ นางและจ้าวเย่อเหรินร่ําเรียนมาพร้อม กัน หากกล่าวถึงพรสวรรค์ นางกลับมีมากกว่าเสียอีก เพียงแต่นางขี้อาย เงียบขรึม ไม่เคยแสดงความสามารถต่อหน้าผู้คน
ดังนั้น นอกจากคนใกล้ชิด ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า จ้าวเย่อหรันก็เป็นสตรี มากความสามารถอย่างแท้จริง ทว่า ชื่อเสียงจอมปลอมเหล่านั้น นางหาได้ใส่ ใจไม่ เพราะหลังจากตายครั้งหนึ่งแล้ว นางย่อมรู้ว่า สิ่งใดคือภาพลวงตา
และสิ่งใดคือความจริง
และครานี้… นางจะไม่ยอมเป็นเพียงเงาของใครอีกต่อไป