หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 177 พิธีปักปิ่น
177 พิธีปักปิ่น
แยกเหรือทยอยกันมาถึงอย่างต่อเนื่อง ไม่นานนัก ท่านผู้เฒ่าฉิน แห่งจวนทั่วกง ก็เดินทางมาถึงเช่นกัน นางคือผู้ที่ฉินเสียงเหอเชิญมาเป็น ประธานพิธีปักปั่นของจ้าวเย่อเหริน ในวันนี้ เดิมทีฉินเสียงเหอคิดว่าตน เลือกคนได้เหมาะสมที่สุดแล้ว แต่ทันทีที่เห็นว่า ไทเฮาเสด็จมาด้วยพระ องค์เอง สีหน้าของนางก็พลันเปลี่ยนไป ความรู้สึกขมฝาดแล่นวาบขึ้นในอก ต่อให้เป็นท่านผู้เฒ่าฉิน ก็ยังเทียบไม่ได้กับไทเฮาเลยแม้แต่น้อย
ทว่าความกระอักกระอ่วนในใจของจีนเชียงเหอกลับมิได้ปรากฏบนใบหน้า
ของทั้งสองผู้เฒ่า เพราะทันทีที่ไทเฮากับท่านผู้เฒ่าจีนพบหน้ากัน ทั้งคู่ก็ สนทนากันอย่างสนิทสนมราวสหายเก่าที่ห่างหายไปนาน เมื่อท่านผู้เฒ่าฉัน ได้ยินว่า ในเฮาเสด็จมาเพื่อเป็นประธานพิธีปักปิ่นให้จ้าวเย่อหรัน นางก็ยิ่ง ยืน นัก
ในที่สุด ฤกษ์งามยามดีก็มาถึง พิธีปักปิ่นของสองพี่น้อง จ้าวเข่อหรันและจ้าวเย่อเหรินก็เริ่มต้นขึ้น พิธีของจ้าวเข่อหรันถูกจัดขึ้น ก่อน ไทเฮาประทับนั่งในตําแหน่งประธานพิธี แขกผู้มีเกียรติทั้งหลายต่าง เข้าประจํา สําหรับชมพิธี เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว จ้าวซงกับฉินเสียงเหอ จึง ค่อยนั่งลงในตาแหน่งเจ้าภาพ
จ้าวเข่อหรับลุกขึ้นอย่างสง่างาม รับคํานับแสดงความยินดีจากแยก ทั้งหลาย ก่อนจะถอยไปยืนด้านข้าง เพราะพิธีของนางได้เสร็จสิ้นแล้ว แต่ ถึงอย่างนั้น นางก็ยังต้องรออยู่ที่เดิม เนื่องจาก พิธีของจ้าวเย่อเหรินยังไม่ เริ่ม และในช่วงเวลานั้นเอง จ้าวเข่อหรันจึงเพิ่งได้รู้ว่า คนที่ซื้อชวี่เชิญมา ช่วยในพิธีนั้น หนึ่งในนั้นคือ ซือหยวน และที่สําคัญ…นางยังเป็น จวิ้นจี่ อีก
ด้วย
ทว่าต่างจากตําแหน่งจวิ้นจี่ของจ้าวเข่อหรันที่ได้รับพระราชทาน ภายหลัง ซือหยวนผู้นี้คือ จวิ้น สายเลือดแท้แห่งราชวงศ์ เป็นธิดาของท่าน อ๋องพระองค์หนึ่งโดยตรง เมื่อจ้าวเย่อเหรินรู้เรื่องนี้เข้า สีหน้าของนาง พลันบิดเบี้ยว
“จ้าวเข่อหรัน เจ้า!”
คําพูดติดอยู่ในลําคอ ความอับอายแปรเป็นความโกรธจนพูดอะไร ไม่ออก เรื่องนี้..เป็นบาดแผลที่ฝังลึกอยู่ในใจนาง แท้จริงแล้ว ซ๊อกูชวี่รู้ เรื่องนี้ดี เขาจึงตั้งใจเชิญ ไทเฮา มาดําารงตําแหน่งประธานพิธีด้วยตนเอง เพราะพิธีปักปิ่นของ ฉินอี้เหมียว กับของจ้าวเข่อหรันอยู่ใกล้กันเกินไป หาก ปล่อยให้ผู้คนเปรียบเทียบกัน จ้าวเข่อหรันย่อมเสียเปรียบ
และวันนี้ คือวันสําคัญที่สุดวันหนึ่งในชีวิตของนาง เขาจึงอยากให้ มันสมบูรณ์แบบที่สุด ทว่าเรื่องนี้ จ้าวเย่อหวั่นกลับไม่รู้เลย หลังจากรับรู้ว่า สถานการณ์ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ จีนเซียงกับชื่อเสียงจึงถอยมายืนอยู่ด้านหลัง จ้าวเข่อหรันอย่างเงียบ ๆ แต่สายตายังคงจับจ้องการเคลื่อนไหวของ จ้าวเย่อเหรินไม่วาง
วันนี้เป็นวันพิเศษ และที่สําคัญ ฮือ ชวี่ก็อยู่ที่นี่ หากเกิดเรื่องไม่คาด คิดขึ้น พวกนางคงไม่อาจรับผิดชอบไหว เมื่อเห็นสีหน้าบิดเบี้ยวของ จ้าวเย่อเหริน จ้าวเย่อหรันกลับไม่โกรธแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นางยิ้ม ละมุน พลางเอ่ยเสียงเบา
หรือ”
“หรือว่าน้องมาที่นี่…เพียงเพื่อมายืนจ้องหน้าพี่เฉย ๆ เท่านั้นหรือ” คําพูดเรียบง่าย แต่แฝงความเย้ยหยัน
‘น้องสาว’
นํ้าเสียงนางอ่อนโยนยิ่ง
“ไม่กลับไปเรีอนเซียอวี่เพื่อแต่งองค์เสียก่อน มาทําอะไรอยู่ตรงนี้
จ้าวเข่อหรันก้าวเข้าไปในโถงใหญ่ วันนี้เครื่องแต่งกายของนางแตก ต่างจากวันปกติอย่างสิ้นเชิง ชุดพิธีการสีชมพูอ่อนปักลายดอกไม้หรูหรา คลุมด้วยแพรบางสีม่วงอ่อน ชายกระโปรงกว้างปักลายดอกไม้สีม่วงอย่าง
ประณีต เส้นผมยาวสามพันสายถูกเกล้าเพียงบางส่วน ที่เหลือปล่อยสยาย
ลงตามแผ่นหลัง
บนหน้าผากมีอัญมณีสีแดงเม็ดเล็กประดับอย่างพอดี งดงามแต่ไม่
โอ้อวด เครื่องประดับผมมีเพียงเล็กน้อย แต่กลับยิ่งยับความงามให้เด่น ชัด จ้าวเข่อหรันหันไปค้านับแยกทางทิศใต้ จากนั้นจึงหันไปนั่งประจํา
ตําาแหน่งตามพิธี จ้าวเย่อเหรินกัดฟันแน่น
“จ้าวเย่อหรัน อย่าหลงระเริงนัก”
จ้าวเข่อหรันได้ยินคําาพูดเหลวไหลนั้นแล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้ นาง มองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนเอ่ยทีละค่า
“จ้าวเย่อเหริน อย่าล้ําเส้นให้มากนัก ความอดทนของผู้อื่น ไม่ได้ หมายความว่าเจ้ามีสิทธิ์เหยียบย่ําาได้ตามใจ
สายตาของนางเย็นเฉียบ
“ข้าเองก็มีขอบเขต ถ้าเจ้ายังไม่รู้จักหยุด…ก็อย่าโทษว่าย้าไร้ไมตรี
จ้าวเย่อเหรินแค่นหัวเราะ
“ฟ้าหมุนเวียน น้ําขึ้นน้ําลง ใช่หรือไม่”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง ราวกับกําาลังครุ่นคิด
“คําพูดนั้น…ถูกต้องยิ่งนัก
นางจ้องอีกฝ่ายด้วยสายตา ก ง
“จ้าวเชยเหริน เจ้ายังจําได้หรือไม่ เมียก่อน…เจ้าพยายามกดย้าไว้ใ
ฝ่าเท้าอยู่เสมอ”
เสียงนางเบา แต่คมราวมิต
“แต่ดูวันนี้สิ…ตําแหน่งของพวกเรา…เหมือนจะสลับกันแล้วนะ”
คําพูดนั้นแทงลึกเข้าไปในใจของจ้าวเย่อเหรินทันที หลังจากนั้น
หยุนอีอี ในฐานะผู้ช่วยพิธีเดินเข้ามา หวีผมให้จ้าวเข่อหรันอย่างเบามือ ไทเฮาทรงล้างพระหัตถ์ด้วยน้ํากุหลาบ ก่อนจะเปล่งพระสุรเสียงสวดคํา อวยพรอย่างช้า ๆ
“วันมงคลแห่งเดือนดี วันนี้เริ่มสวมมงกุฎแห่งวัยผู้ใหญ่ จงละทิ้ง ความไร้เดียงสา ยึดมั่นในคุณธรรม ขอให้เจ้ายืนยาวเป็นสิริมงคล และได้ รับพรอันยิ่งใหญ่ตลอดชีวิต”
จากนั้น หญิงสาวผู้หนึ่งที่จ้าวเย่อหวั่นไม่รู้จัก ก็ย่อตัวลง ถือถาดลง รักสีแดงประดับทอง บนถาดนั้นคือ ปิ่นหยกเหอเถียนลายหงส์คู่ ไทเฮาทรง หยิบปิ้นนั้นขึ้นมา ก่อนจะปักลงบนเรือนผมยองจ้าวเย่อหรันอย่างสง่างาม
พิธีเสร็จสิ้นลงท่ามกลางสายตาของแยกทั้งหลาย
แต่สําหรับจ้าวเย่อเหริน ทุกเสียงชื่นชมกลับเหมือนคมมีดกรีดหัว
ใจ ยิ่งได้ยินผู้คนพูดถึงความยิ่งใหญ่ของพิธีจ้าวเข่อหรันมากเท่าไร ไฟ
ริษยาในใจนางก็ยิ่งลุกโชน
“จ้าวเข่อหรัน เจ้าอย่ามากเกินไป!”
จ้าวเย่อหรันยิ้มอย่างเย็นชา
“ข้าเกินไปตรงใหน หรือเพราะข้าไม่ยอมเป็นเงาของเจ้าอีกแล้ว”
ในที่สุด พิธีของจ้าวเย่อเหรินก็เริ่มต้น แม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าของ จ้าวเข่อหรัน แต่หากไม่เอามาเปรียบเทียบกับพี่สาว ก็ถือว่างดงามสมฐานะ แล้ว หลังจากพิธีเสร็จสิ้น สองพี่น้องต่างค้านับแยก ก่อนจะกลับไปแต่ง องค์ใหม่ในเรือนของตน
ทว่า ระหว่างที่จ้าวเย่อหรันเดินผ่านสวนด้านหลัง จู่ ๆ ก็มีเงาคนพุ่ง ออกมาขวางทาง ฉินเสียงกับชื่อเสียงรีบก้าวขึ้นมาปกป้องนายหญิงทันที เมื่อจ้าวเข่อหรันตั้งสติได้ คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็คือ จ้าวเย่อเหริน ดวงตา ของนางแดงก๋าด้วยความโกรธ
“จ้าวเข่อหรัน เจ้าตั้งใจทําให้ย้ายายหน้าใช่หรือไม่!”
จ้าวเข่อหรันเลิกคิ้ว
“เจ้าพูดเรื่องอะไร”
จ้าวเย่อเหรินกัดฟันแน่น
“วันนี้เป็นพิธีของพวกเราสองคน! แต่เจ้ากลับเชิญไทเฮามา เพื่อกด
ย้าให้ต่ําลงต่อหน้าทุกคน!”
จ้าวเข่อหรันหัวเราะเบา ๆ
เจ้าเข้าใจผิดแล้ว” รอยยิ้มของนางเย็นเฉียบ
ไทเฮาไม่ได้มาด้วยค่าเชิญของข้า เรื่องนี้ เจ้าก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ
จากนั้นนางก็พูดอย่างเชื่องช้า
ถ้าเจ้าไม่พอใจ…ก็ไปขอให้ ว่าที่สามีของเจ้า จัดพิธีให้เจ้าสิ ในเมื่อ
องค์รัชทายาทรักเจ้ามากนัก…คงไม่ทําให้เจ้าผิดหวังหรอก”
คําพูดนั้นแทงใจจ้าวเย่อเหรินทันที
“จ้าวเข่อหรัน!”
จ้าวเข่อหรันยิ้มเยาะ
“จริงสิ”
“ข้าได้ยินมาว่า…ในพิธีปักปิ่นของ ฉินอี้เหมี่ยว นั้น แม้ข้าจะไม่ได้ไป
แต่ก็ได้ยินว่า ฮองเฮา เสด็จไปเป็นประธานด้วยพระองค์เอง ทั้งยังมีพระ สนมในวังอีกหลายพระองค์”
เลยเล่า”
นางเอียงศีรษะเล็กน้อย
“ในเมื่อองค์รัชทายาทรักเจ้าถึงเพียงนั้น เหตุใดวันนี้เขาจึงไม่มา
คําถามนั้นเหมือนมีดกรีดหัวใจ ใบหน้าจ้าวเย่อเหรินซีดเผือดทันที
“จ้าวเย่อหรัน ช้าจะตบปากเจ้า!” จ้าวเย่อเหรินพุ่งเข้าไปอย่างเสียสติ แต่จินเซียงกับชัอเชียงรีบจับตัว
นางไว้ทันที
‘ปล่อยช้า!”
จ้าวเย่อเหรินดิ้นรน พร้อมตะโกนด่า
‘พวกเจ้ากล้าดียังไง ถ้าเป็นว่าที่ชายารององค์รัชทายาท! ถ้าพวกเจ้า
ล่วงเกินบ้า ข้าจะเอาเรื่องพวกเจ้าให้ถึงที่สุด!”
แต่สองสาวใช้กลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย พวกนางยังคงจับตัว
จ้าวเย่อเหรินไว้แน่น จ้าวเย่อหรันมองภาพนั้นด้วยสายตาเย็นชา
“จ้าวเย่อเหริน เจ้าควรไปส่องกระจกดูตัวเองเสียก่อน ท่าทางเช่น นี้..ยังสมกับเป็นบุตรสาวตระกูลจ้าวอยู่หรือ”
รอยยิ้มของนางคมกริบ
“เหมือนหญิงตลาดมากกว่าจะเป็นคุณหนูแห่งจวนไท่ซือ ถ้าองค์รัช
ทายาทเห็นเจ้าตอนนี้..เจ้าคิดว่าเขาจะยังโปรดปรานเจ้าอยู่หรือไม่” คําพูดนั้นเหมือนตบหน้าอย่างแรง ทันใดนั้น จ้าวเย่อเหรินก็เหมือน
เข้าใจบางอย่าง ดวงตานางแดงก๋าด้วยความแค้น
“อ้ารู้แล้ว…”
“ที่แท้ก็เป็นเพราะเจ้า! เพราะเจ้าทั้งนั้น! ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า ชีวิตย้า
จะไม่กลายเป็นแบบนี้! จ้าวเย่อหรัน..ความโชคร้ายทั้งหมดของช้า ล้วนเป็น
เพราะเจ้ามอบให้!”
นางจ้องอีกฝ่ายอย่างเคียดแค้น
“เจ้าท่าทุกอย่างก็เพราะต้องการแก้แค้นใช่หรือไม่ เพราะเมื่อก่อน…
จําเหนือกว่าเจ้า ข้าสวยกว่า เก่งกว่า และมีคนรักมากกว่า!”
เสียงนางสั่นด้วยความเกลียดชัง
“เจ้าจึงทําลายทุกอย่างของข้า!” สวนด้านหลังเงียบงัน สายลมพัดผ่านเบา ๆ จ้าวเข่อหรันยืนอยู่ตรง
นั้น ใบหน้าสงบนิ่งราวสระนํ้าลึก แต่แววตาเย็นเฉียบราวหิมะกลาง
เหมันต์…