หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 19 สํารับยามเย็น
19 สํารับยามเย็น
ยามตะวันลาลับ เหล่าคนในจวนต่างทยอยเข้าสู่ห้องโถงรับประทาน อาหาร ตามธรรมเนียมของจวนไปซื้อ ทุกคืนวันเพ็ญกลางเดือน เจ้านาย ฝ่ายในจะมารวมตัวกันกินสํารับเย็นพร้อมหน้า เป็นกฎเก่าแก่ที่สืบต่อกันมา
หลายปี
จ้าวเย่อหรันกวาดตามองรอบด้าน คนมากันครบถ้วนจริงดังว่า ทว่า แม้จะร่วมโต๊ะกันในคืนเดียวกัน มิได้หมายความว่าจะนั่งเสมอกันทั้งสิ้น ภาย ในห้องโถงมีโต๊ะใหญ่สองตัว แบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างสายเอกกับสาย รอง ผู้ใดเป็นภรรยาเอก บุตรธิดาโดยชอบธรรม จึงจะได้ขึ้นโต๊ะหลัก ส่วน อนุและลูกอนุย่อมต้องถอยไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง
โต๊ะรองนั้น มีภรรยารองของจ้าวซึ่งอยู่ครบ จางอี้เหนียง หลี่อี๋ เหนียง หลิวอี้เหนียง พร้อมบุตรธิดาของพวกนาง
จางอี้เหนียงเป็นญาติฝ่ายมารดาของจ้าวซง ครอบครัวตกอับในภาย
หลัง มารดาของจ้าวซึ่งเวทนาจึงรับเข้ามาเป็นอนุ เพราะเป็นผู้ใหญ่จัดการ ให้ จางซื่อจึงถือเป็น “อนุดี” นางให้กําเนิดบุตรสาวหนึ่งคน นามว่า จ้าวอิง อายุสิบสองปี เป็นคุณหนูสามสายรองแห่งจวน
หลี่อี๋เหนียง เดิมทีเป็นสาวใช้ติดตามสินเดิมของฉินเซียงเหอ ภรรยา เอก ต่อมาถูกยกฐานะเป็นอนุ ได้บุตรสาวสองคน คือคุณหนูห้าและหก จ้าวหลิน กับ จ้าวเหมย
ส่วนหลิวอี้เหนียง แต่ก่อนเป็นนางร้องเพลงแห่งหอว่านฮวา ถูก จ้าวซงหมายตา จึงพาเข้าจวนเป็นอนุ ทว่าอยู่มาหลายปี กลับไร้บุตร นั่นเป็น หนามตําใจที่ทําให้นางกัดฟันกรอดทุกค่ําคืน
สําหรับโต๊ะหลักนั้น แน่นอนว่านั่งด้วยจ้าวซง ฉินเชียงเหอ และบุตร สาวทั้งสอง จ้าวเย่อหรัน กับ จ้าวเย่อเหริน ฉินเชียงเหอเป็นภรรยาเอกโดย ชอบธรรม นอกจากฝีมือบริหารเรือนหลังที่แนบเนียนแล้ว สิ่งสําคัญยิ่งกว่า คือ นางเป็นบุตรสาวสายตรงแห่งจวนกั๋วกง พี่ชายแท้ ๆ ของนาง คือกั่วกงคนปัจจุบัน ฐานะเช่นนี้ทําให้นางหนักแน่นในสายตาจ้าวซึ่ง
บนโต๊ะหลักยังมีซุนอี้เหนียงและบุตรชายของนาง จ้าวเย่อเฟิง ซุนอี้ เหนียงถือว่ามีอํานาจที่สุดในหมู่อนุ เพราะตระกูลเดิมเป็นขุนนาง พี่ชาย หลายคนรับราชการ พี่ชายคนโตถึงขั้นเป็นรองเสนาบดีกระทรวงคลัง เดิมที
หญิงเช่นนี้ย่อมมีคุณสมบัติเป็นภรรยาเอกได้ หากแต่ว่าตอนแต่งกับ จ้าวชงนั้น ตระกูลตกต่ํา ภายหลังอาศัยแรงหนุนของจ้าวชงจึงฟื้นตัวขึ้นมา
ได้
ประกอบกับนางให้กําเนิดบุตรชายเพียงคนเดียวของจวน จึงได้รับ
ความเอ็นดูเป็นพิเศษ ถูกยกเป็น “กุ้ยเขี่ย” และได้รับอนุญาตให้นั่งโต๊ะหลัก ทุกคืนวันเพ็ญ เกียรตินี้เอง กลับยิ่งทําให้ฉันเชียงเหอเกลียดชังซุ่นอี้เหนียง มากกว่าเดิม
ภาพเบื้องหน้าดูราวครอบครัวสมัครสมาน กลิ่นอาหารลอยกรุ่น เสียงพูดคุยแผ่วเบา จ้าวเข่อหรันนั่งสงบนิ่ง มุมปากยกยิ้มบาง ๆ ทว่าภายใน ใจกลับหัวเราะเย็นชา “ครอบครัวอบอุ่น” อย่างนั้นหรือ?
เบื้องหลังรอยยิ้มแต่ละคน ล้วนซ่อนการคํานวณร้ายกาจ หญิงใน เรือนหลังยิ่งมาก สงครามก็ยิ่งลุกโชน ภายนอกอาจสงบงาม แต่แท้จริงคลื่น ใต้น้ําเชี่ยวกรากไม่แพ้สนามรบ บุรุษก็เช่นนี้ อยากมีหญิงรายล้อมมากเท่าไร ยิ่งดี แต่ก็ใฝ่ฝันให้พวกนางอยู่ร่วมกันอย่างสงบ…. ฝันที่งดงามและโง่เขลาใน
คราวเดียวกัน
G?”
“พี่หญิง เป็นอะไรหรือเจ้าคะ? หรือไข้ลมหนาวคราวก่อนยังไม่หาย
เสียงใสกังวานดังข้างหู จ้าวเข่อหรันหันไป เห็นจ้าวเย่อเหรินมองมา ด้วยสีหน้าห่วงใย ทว่าลึกลงในดวงตานั้น กลับมีประกายเย้ยหยันแฝงเร้น
“ไม่เป็นไร”
นางยิ้มบางเบา
“เย่อหรัน ไข้หายดีแล้วหรือ?”
จ้าวซงเอ่ยถาม น้ําเสียงเรียบเฉยดุจถามตามมารยาท มิได้อบอุ่น
อย่างบิดาควรมี
“ขอบพระคุณท่านพ่อที่ห่วงใย ลูกติ นแล้วเจ้าค่ะ”
จ้าวเย่อหรันเงยหน้ามองด้วยแววซาบซึ้ง หากเป็นนางในอดีต คงเจ็บ ปวดกับความเฉยเมยของบิดา แล้วเงียบงันไม่ตอบสิ่งใด ทําให้บรรยากาศ กระอักกระอ่วน และท้ายที่สุดก็ยิ่งห่างเหินกันมากขึ้น แต่นางในวันนี้ มิใช่ เด็กโง่ผู้นั้นอีกแล้ว ไม่ว่าคําถามนั้นจะจริงใจหรือเพียงพิธีการ นางก็ต้องรับ ไว้ด้วยความกตัญญู เพราะการยอมรับ คือเกราะกําบังที่ดีที่สุด
“ดีแล้ว… ก็ดีแล้ว”
จ้าวชงชะงักเล็กน้อย สายตาที่มองบุตรสาวคนโตพลันอ่อนลง แต่ ก่อน ไม่ว่าเขาจะพูดสิ่งใด นางก็เฉยเมยดุจท่อนไม้ ไร้สีหน้า วันนี้เพียงคํา ถามหนึ่งกลับทําให้นางซาบซึ้งถึงเพียงนี้ หรือเขาจะละเลยบุตรสาวผู้นี้มา
นานเกินไป? ความรู้สึกผิดวาบขึ้นในอกชายชรา
“ดูแลร่างกายให้ ต่อไปอย่าซุ่มซ่าม หน้าอีก
เขากําชับเพิ่มอีกคํา ด้านจ้าวเย่อเหรินที่นั่งข้าง ๆ เห็นพี่สาวตอบ
อย่างสง่างาม ก็ถึงกับตั้งตัวไม่ทัน
“น้องหญิง… เป็นอะไรหรือ?”
จ้าวเย่อหรันเอ่ยเรียกเสียงอ่อน
“เอ่อ… ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ”
จ้าวเย่อเหรินขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาที่มองพี่สาวแฝงความระแวง
จ้าวเข่อหรันมิหลบเลี่ยง เพียงยิ้มละมุนตอบกลับ
“จริงสิ ได้ยินมาว่าในงานฉลองวันเกิดของท่านป้าหลินเมื่อหลายวัน ก่อน น้องหญิงสร้างความประทับใจแก่แยกเหรื่อจนได้รับคําชมทั่วงานเลยนี่
นา?”
แยบคาย
น้ําเสียงอ่อนหวานนัก
แต่ปลายคํา… กลับคมดั่งปลายเข็มที่กําลังรอแทงเข้าสู่จุดอ่อนอย่าง