หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 2 ถูกใส่ร้าย (2)
“ถ้าเช่นนั้น เอ่อเหริน เจ้าคิดว่าควรทําอย่างไรดี?”
น้ําเสียงของจ้าวางที่หันไปถามจ้าวเข่อเหริน อ่อนลงผิดกับตอนที่ เขาตวาดจ้าวเข่อหรันเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว จ้าวเข่อเหรินงามล้ําและ
เฉลียวฉลาด เป็นดั่งไข่มุกเม็ดงามในดวงใจบิดามาโดยตลอด ด้วยรูป
โฉมสะคราญและสติปัญญาเหนือผู้ใด วันหน้าหากได้นั่งเคี้ยวเข้าจวน ของอ๋องหรือขุนนางใหญ่ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อเส้นทางขุนนางของเขา อย่างหาประมาณมิได้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเอ็นดูนางเป็นพิเศษ
“ท่านพ่อ ไม่รู้ไต่สวนบ่าวในเรือนดีหรือไม่เจ้าคะ?”
จ้าวเข่อเหรินเอ่ยอย่างนุ่มนวล
“บ่าวในชุนฮุยหยวนคอยปรนนิบัติพี่สาวทุกวัน ต่อให้ไม่รู้ความ
ทั้งหมด ก็ต้องเห็นพิรุธบ้างเป็นแน่เจ้าค่ะ”
เอง”
จ้าว งพยักหน้าด้วยแววตาชื่นชม ก่อนออกคําสั่งเสียงเข้ม “มา! ลากบ่าวที่เฝ้าประตูเมื่อครู่เข้ามา ข้าจะสอบสวนด้วยตน
ไม่นาน หลี่หัวอกับสาวใช้หลิงเอ๋อร์ก็ถูกพาตัวเข้ามาคุกเข่ากลาง
โถงใหญ่ ก้มหน้ารอคําถาม
“พวกเจ้าว่าเหตุใดในห้องของคุณหนูใหญ่จึงมีบุรุษปรากฏตัว เป็นพวกเจ้าปล่อยเขาเข้ามาใช่หรือไม่? ชายผู้นั้นเป็นใคร เหตุใดจึงกล้า ให้เข้ามาโดยไม่เกรงว่าจะทําลายเกียรติคุณของคุณหนูใหญ่? หรือพวก
เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว!”
เสียงของจ้าวซงเย็นเฉียบดั่งคมดาบ
“พูดความจริงมา หากมีแม้เพียงคําเดียว โกหก จะโบยจนตาย
สถานเดียว!”
หลี่หัวจื่อเหลือบมองจ้าวเข่อหรันอย่างรู้สึกผิดแวบหนึ่ง ก่อนกัด
ฟันตอบเสียงแข็ง
“เรียนนายท่าน บ่าวรู้ว่าชายผู้นั้นเป็นใคร เพียงแต่คุณหนูใหญ่ สั่งให้ปล่อยเขาเข้าไป หลังจากนั้นยังให้บ่าวเฝ้าประตู ห้ามผู้ใดล่วงล้ําเข้า ไปเจ้าค่ะ”
ประตูให้
“ใชเจ้าค่ะ!”
หลิงเอ๋อร์รีบเสริม
“เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรก มีหลายหนแล้วที่บ่าวกับหลีตัวจื่อเฝ้า
“อะไรนะ!”
จ้าววงเดือดดาลจนหน้าดําคล้ํา คว้าถ้วยกระเบื้องบนโต๊ะปาใส่
จ้าวเข่อหรันโดยไม่ลังเล ถ้วยนั้นกระแทกหน้าผากนางเต็มแรง เลือดสด
ไหลรินลงมาตามแก้มขาวซีด น่าหวาดหวั่นจนผู้คนสะท้าน
“ลูกมิได้ทําเจ้าค่ะ ท่านพ่อ ลูกมิได้ทํา!”
จ้าวเข่อหรันรีบส่ายหน้า น้ําเสียงสั่นเครือ หันไป
มองหลิงเอ๋อ อย่างเจ็บปวด
“พวกนางโกหกเจ้าค่ะ ต้องการใส่ร้ายลูก ท่านพ่อโปรดเชื่อเถิด
ลูกไม่มีวันทําเรื่องอัปยศเช่นนั้น”
“คุณหนูใหญ่เอ๋ย ทําคนต้องมีมโนธรรม!”
หลี่หัวจ่อร้องไห้คร่ําครวญราวฟ้าถล่ม
“บ่าวจะกล้าใส่ร้ายคุณหนูได้อย่างไรเจ้าคะ!”
“จริงเจ้าค่ะ!” หลิงเอ๋อร์พยักหน้ารัว
“บ่าวก็ไม่อยากพูด แต่เมื่อนายท่านกับฮูหยินถาม บ่าวมิอาจปิด
บังได้เจ้าค่ะ”
“เฮ้อ….พี่สาว ท่านไยจึงทําเรื่องเช่นนี้ลงได้?”
จ้าวเข่อเหรินยกผ้าเช็ดหน้าซับน้ําตาเบา ๆ สีหน้าปวดร้าวราวหัว
ใจแหลกสลาย
“ท่านทําเช่นนี้ จะตอบแทนบุญคุณบิดามารดาอย่างไร แล้วจะ
เผชิญหน้าชื่อจื่อได้อย่างไรเล่า?”
“ข้าไม่ได้ทํา! พวกนางโกหก!”
จ้าวเข่อหรันจ้องหลี่หัวจื่อและหลิงเอ๋อร์ด้วยสายตาเจ็บแค้น โดย
เฉพาะหลิงเอ๋อร์… สาวใช้ที่ติดตามนางมาตั้งแต่เยาว์วัย ผู้ที่นางไว้ใจที่สุด
“หลิงเอ๋อร์ ข้าไม่เคยปฏิบัติต่อเจ้าอย่างเลวร้าย เหตุใดจึงทํากับ
ข้าเช่นนี้?”
ค่ะ!”
เสียงของจ้าวเข่อหรันแตกพร่า
“ผู้ใดสั่งให้เจ้าพูดเช่นนี้?”
“คุณหนู บ่าวมิได้โกหก!”
หลิงเอ๋อร์ตะโกนปฏิเสธ
“ทําแล้วก็ต้องกล้ารับ บ่าวไม่อาจโกหกเพื่อปกป้องคุณหนูได้เจ้า
“เจ้ากําลังพูดเท็จ!”
ในจังหวะนั้นเอง สาวใช้อีกคนหนึ่งของจ้าวเข่อหวั่นหลงเอ๋อร์ วิ่ง
เข้ามาคุกเข่าลงอย่างแรง
“นายท่าน คุณหนูต้องถูกใส่ร้ายแน่นอนเจ้าค่ะ! พวกนางต้องถูก ใครบางคนบงการให้มาทําลายชื่อเสียงของคุณหนู ขอท่านโปรดไต่สวน
อย่างเป็นธรรมเถิดเจ้าค่ะ!”
จ้าวเข่อหรัน มองหลงเอ๋อร์ด้วยแววตาซาบซึ้ง หลิงเอ๋อร์ปาก หวาน เอาอกเอาใจเก่ง นางจึงมักไว้ใจหลิงเอ๋อร์มากกว่า และเพราะคํายุ ยงของหลิงเอ๋อร์ นางจึงเผลอเหินห่างจากหลงเอ๋อร์มาโดยตลอด ทว่า
เมื่อถึงคราวคับขัน คนที่หันหลังใส่กลับเป็นคนที่นางรักใคร่ที่สุด ส่วนผู้ ที่ยืนหยัดปกป้องโดยไม่หวั่นเกรง กลับเป็นคนที่นางเคยทอดทิ้ง
ในห้องโถงใหญ่ บรรยากาศหนักอึ้งราวเมฆดําทับถม หัวใจของ จ้าวเข่อหรัน ราวถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดแน่น เลือดที่ไหลจากหน้าผาก ยังอุ่น ทว่าความหนาวเหน็บในอกกลับเย็นเยียบยิ่งกว่าเหมันตฤดู
ความเจ็บปวดมิใช่เพียงบาดแผลบนกาย แต่คือการถูกทรยศจาก ผู้ใกล้ชิดที่สุด เจ็บแสบยิ่งกว่าคมมีดใดในใต้หล้า