หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 21 จ้าวอิงเดือดดาล
21 จ้าวอิงเดือดดาล
หลังมื้อค่ําเพิ่งสิ้นสุด จ้าวอิงก็กลับถึงเรือนฉางอินเกือ พอก้าวเข้าไป ได้ไม่นาน เสียงแตกกระจายก็ดังสนั่น ข้าวของที่คว้ามือถึง ล้วนถูกปาใส่พื้น ไม่ยั้ง ราวกับจะระบายไฟโทสะที่สุมอกออกมาให้สิ้น
“โกรธจนจะตายอยู่แล้ว!”
นางตวาดเสียงแหลม
“ข้าเป็นใคร? ข้าคือคุณหนูสามแห่งจวนไท่ซือ!”
ถ้วยชาม แจกัน กระจกเครื่องแป้ง แตกกระจายเต็มพื้น
“นางจะวิเศษมาจากไหนกัน! แค่เชิญแม่นมจินมาได้คนหนึ่ง จะยิ่ง
ใหญ่อะไรนักหนา! ถึงกับกล้าดูแคลนผู้อื่น!”
เสียงสบถผสานกับเสียงของแตกกระทบพื้น ฟังแล้วบาดหูยิ่งนัก
“อิงเอ๋อร์ ลูกแม่ หยุดเถิด!”
จาง เหนียงที่ตามเข้ามารีบรั้งลูกสาวไว้
“โกรธก็โกรธเถิด ไยต้องทําลายของด้วยเล่า!”
สายตาของนางกวาดมองเค
งกวาดมองเศษชิ้นส่วนบนพื้นอย่างปวดใจ ของมีค่า กว่าครึ่งในฉางอินเก๋อล้วนเป็นของที่ฮูหยินผู้เฒ่าประทานให้ จางอี้เหนียง เป็นคนที่ฮูหยินผู้เฒ่ามอบให้จ้าวชง แม้ตระกูลนางจะตกอับ แต่นิสัยกลับไม่ รู้จักเกรงใจใครนัก จ้าวชง จึงมิได้โปรดปรานนัก ทว่าเพราะหลัก “ผู้ใหญ่ให้ มา มิอาจปฏิเสธ” เขาจึงรับไว้เพียงตามมารยาท ครั้นรับเข้าจวนแล้ว จางซื่อ ก็หาได้อ่อนหวานเอาใจ อีกทั้งรูปโฉมก็หาได้โดดเด่นนัก ไม่นานจ้าวงจึง แทบไม่เหยียบเรือนฉางอินเก๋ออีก
ยังดีที่ต่อมานางให้กําเนิดจ้าวอิง จึงพอมีที่ยืนในจวนไท่ซือ รางวัลที่ ได้รับก็น้อยอยู่แล้ว ครานี้ยังถูกลูกสาวทุบทําลายเสียมากมาย จะไม่ให้ปวดใจ ได้อย่างไร
ตานาง!”
“ท่านแม่”
จ้าวอิงทิ้งตัวลงนั่ง ในดวงตายังแดงก่ํา
“ท่านดูท่าทีของฉินชื่อสิ เหมือนข้าเป็นของต่ําต้อยที่ไม่ควรอยู่ในสาย
“เบาเสียงหน่อย!”
จาง เหนียงรับยกมือปิดปากลูกสาว
“หากคําพูดวันนี้เล็ดลอดออกไป แม้เทวดาก็มิอาจช่วยเจ้าได้”
“ก็แค่พูดในเรือนฉางอินเกือ นางจะไปรู้ได้อย่างไร?”
จ้าวอิงเชิดหน้า
“คนในเรือนนี้ล้วนเป็นคนของพวกเรา”
“เรือเล็กอย่าประมาทคลื่น
จางอี้เหนียงเตือนเสียงต่ํา
“เอาเถิด ท่านแม่ วันนี้ข้าเพียงโมโหจนเผลอปากไปเท่านั้น”
ระบายโทสะออกแล้ว อารมณ์ของจ้าวอิงดูจะสงบลงบ้าง นางดึงแขน เสื้อมารดา ทําท่าออดอ้อน จางอี้เหนียงทอดถอนใจ
“ก็โทษแม่ไร้ความสามารถ ไม่อาจให้เจ้าไปเรียนกับแม่นมจินได้”
ได้ยินดังนั้น จ้าวอิงยิ่งคับแค้น
“ท่านแม่จะไปขอท่านพ่อ หรือฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้หรือ? หากข้าได้เรียน กับแม่นมจิน ฐานะของข้าก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย นางสนิทกับบรรดาฮูหยิน ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง วันหน้าจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องคู่ครอง”
จางอี้เหนียงส่ายหน้า
“หากทําได้ แม่จะนิ่งดูดายหรือ? ครั้งนี้มิใช่ฮูหยินเชิญมาเอง แต่เป็น พี่สะใภ้ทางตระกูลมารดาของฮูหยินเชิญมา เพื่อสอนคุณหนูฝ่ายนั้นเป็น หลัก เพียงเพราะยังระลึกถึงบุตรสาวที่ฮูหยินให้กําเนิด จึงเรียกไปเรียนด้วย หากไปขอร้องท่านพ่อหรือฮูหยินผู้เฒ่า ก็พูดยากอยู่ดี เพราะมิใช่คนที่จวน
เราเชิญมาเอง”
คําพูดนั้นทําให้จ้าวอิงเงียบไปชั่วครู่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความท้อแท้ “เช่นนั้น ข้าคงไม่มีวาสนาได้เรียนกับแม่นมจินจริง ๆ หรือ?”
“อย่าเพิ่งกังวล”
จาง เหนียงปลอบ
“วันหน้า หากบิดาเจ้าได้สืบทอดตําแหน่งโหว เจ้าเป็นถึงคุณหนูแห่ง จวนโหว จะหาคู่ครองดี ๆ ไม่ได้เชียวหรือ?”
ภายนอกจ้าวอิงมิได้เอ่ยตอบ แต่ในใจกลับคํานวณเงียบ ๆ ตําแหน่ง โหวนั้น บิดามิใช่ผู้สืบทอดเพียงคนเดียว ใครจะรู้ว่าจะตกถึงมือหรือไม่ ดู ท่า…นางต้องหาทางให้ตนเอง พลันนึกถึงเหตุการณ์หนึ่งที่เห็นโดยบังเอิญ เมื่อไม่กี่วันก่อน ดวงตาของจ้าวอิงวาบแสงขึ้นมา ดูที นางคงต้องไปสนทนา
กับจ้าวเย่อเหรินเสียหน่อยแล้ว
อีกด้านหนึ่ง ในเรือนเฉินเซียงหยวนที่ฉันเชียงเหอพํานักอยู่ เจ๋งมา
มา แม่นมผู้เลี้ยงดูฉินเสียงเหยมาตั้งแต่วัยเยาว์ กําลังรายงานเหตุการณ์ใน ฉางอินเก๋อเมื่อครู่อย่างละเอียด ไม่มีตกหล่นแม้ถ้อยคําเดียว ฉันเชียงเหอฟัง พลางยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“ดูท่า นางจะไม่พอใจข้าไม่น้อยเลย”
“ฮูหยิน จะให้สั่งสอนนางสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ?”
เจิงมามาถาม
“ไม่จําเป็น”
ฉินเซียงเหอหัวเราะเบา ๆ
“แค่ตัวตลกกระโดดโลดเต้นตัวหนึ่ง มิคุ้มให้เราเสียแรง ตอนนี้เรื่อง สําคัญคือให้เย่อหรันกับเย่อเหรินเรียนกับแม่นมจินให้ราบรื่น”
นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาเย็นเฉียบแต่แฝงอํานาจ
“เจิงมามา ไปเตรียมของขวัญพบหน้าให้แม่นมจิน อย่าแพงเกินไป
แต่ก็อย่าให้ดูเบาเกินไป เข้าใจหรือไม่?”
“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” ฉินเชียงเหอพยักหน้าเบา ๆ
“ดีมาก”