หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 25 ชือกูอี๋
25 ชือกูอี๋
จ้าวเข่อหรันหันไปตามเสียง เห็นบุรุษผู้หนึ่งในอาภรณ์ม่วงเข้มก้าวมา อย่างสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาได้รูป เรือนผมยาวปลิวไสว เสื้อคลุมสีม่วงตัด เย็บประณีตขับเน้นบุคลิกสูงศักดิ์ ทุกย่างก้าวและท่วงท่าล้วนเผยให้เห็นชาติ กําเนิดที่มีธรรมดา มิใช่บุตรขุนนางก็ต้องเป็นเชื้อพระวงศ์
“อีอี เหตุใดซื้อปิ่นเพียงอันเดียวถึงใช้เวลานานนัก?”
บุรุษชุดม่วงเอ่ยถามพลางเดินเข้าใกล้ โดยยังมิทันสังเกตเห็น
จ้าวเข่อหรันที่ยืนอยู่อีกด้าน อีอี…ชื่อคุ้นหูแล่นผ่านห้วงคิด จ้าวเข่อหรันฉับ พลันนึกออก หยุนอีอี! ธิดาคนโปรดของอัครมหาเสนาบดีหยุน หนึ่งในสี่โฉม งามแห่งเมืองหลวง เคียงคู่กับจ้าวเย่อเหริน กําเนิดสูงศักดิ์ เพียบพร้อมทั้ง รูปโฉมและปัญญา ครั้นหยุนอีอีเห็นบุรุษชุดม่วง แววตาแข็งกร้าวเมื่อครู่ พลันเลือนหาย แทนที่ด้วยความอ่อนหวานและชื่นชมรักใคร่
“ก็เพราะนางสิเจ้าคะ มาชิงปืนกับคุณหนูของพวกเรา”
สาวใช้อาภรณ์สีน้ําเงิน ปิงเอ๋อร์ รีบฟ้องเสียงแจ้ว จ้าวเข่อหรันเพียง ยิ้มเย็น มิคิดแก้ต่าง คนที่คิดจะใส่ร้าย ต่อให้พูดมากเพียงใดก็ไร้ค่า หยุนอีอี ถลึงตาใส่สาวใช้ อย่างไม่พอใจ ก่อนจะคล้องแขนบุรุษชุดม่วง ออดอ้อน
“พี่อี้ มิเป็นไรเจ้าค่ะ ข้าซื้อได้แล้ว ไปกันเถิด”
นางพยายามลากเขาออกไป ไม่อยากให้สายตาเขาหยุดอยู่ที่สตรีตรง
หน้า นางสังเกตเห็นตั้งแต่ครู่ก่อนว่าเขามองจ้าวเข่อหรันอยู่ ทว่าสิ่งที่นางไม่ ปรารถนา กลับเกิดขึ้น บุรุษชุดม่วงมองเห็นจ้าวเย่อหรันแล้ว
ครู่หนึ่งเขาชะงัก ก่อนประกายบางอย่างจะวาบขึ้นในดวงตา แท้จริง ก่อนหน้านี้เขาเห็นนางเดินเลือกของอยู่แล้ว มิใช่เพราะความงามสะดุดตา
หากเป็นเพราะความสุขบริสุทธิ์ในดวงตายามเลือกของที่ดึงดูดใจเยา
บัดนี้ ใบหน้านางมิได้งามล้ํา แต่ดวงตานั้นกลับนิ่งสงบและเย็นลึกดุจ บ่อน้ําใส หากสบมองนานเกินไป ราวจะถูกดูดกลืนลงสู่ห้วงลึกนั้น รอยยิ้ม มุมปากเจือแววประชดและล้อเล่น ท่วงท่ามั่นใจ สงบเยือกเย็น ประหนึ่งทุก สรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนเป็นเพียงฝุ่นผงเบาบาง เมื่อถูกจ้องมองตรง ๆ จ้าวเข่อหรัน รู้สึกไม่สบอารมณ์ คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย
“พี่อี้”
หยุนอีอีออดอ้อนอีกครั้ง เสียงหวานใส ทว่าแววตาที่มอง จ้าวเย่อหวั่นกลับเย็นเยียบดุจน้ําแข็ง จ้าวเข่อหรันแทบหัวเราะออกมา นาง หาได้ไปยั่วให้บุรุษผู้นั้นมองเสียหน่อย กลับต้องมารับสายตาอาฆาตของสตรี ตรงหน้า ช่างน่าขันยิ่งนัก
“หลงเอ๋อร์ ไปกันเถิด”
นางหมุนกายเตรียมจากไป
“แม่นาง โปรดรอสักครู่”
บุรุษชุดม่วงเร่งตาม
“ข้าน้อย อ อี๋ ไม่ทราบว่าคุณหนูมีนามว่า”
ซือถูอี้…จ้าวเข่อหรันชะงักเล็กน้อย “ซื้อถู” คือแช่ราชสกุล ไม่ต้องคิดก็ รู้ว่าเขาเป็นเชื้อพระวงศ์ นางไม่ปรารถนาเข้าใกล้ผู้ใดในราชวงศ์ ทั้งยังเห็นได้ ชัดว่าหยุนอีอีมีใจให้เขา นางไม่คิดเอาตัวไปพัวพันในเรื่องยุ่งยาก
“ข้าน้อยยังมีธุระ ขออภัยที่ต้องล่วงเกิน”
นางค้อมกายเล็กน้อย ประหนึ่งมิได้ยินคําถาม แล้วพาหลงเอ๋อร์จาก ไปอย่างรวดเร็ว ซือถูอี้มองตามแผ่นหลังบางนั้นครู่หนึ่ง ก่อนถอนสายตา จริงอยู่ เขารู้สึกว่านางพิเศษ แต่ก็เพียงเท่านั้น อีกทั้งนางดูไม่คิดผูกมิตรกับ เยา แล้วจะฝืนไปไย
หยุนอีอีรีบคว้าแขนเขาไว้ สีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนพากันจากไป ทว่าบน ชั้นสองของโรงเตียมฝั่งตรงข้าม ชายผู้ห งในอาภรณ์สีเงินยาวนั่งอยู่ริมหน้า ต่าง ทุกเหตุการณ์เมื่อครู่ตกอยู่ในสายตาเขาทั้งหมด มุมปากยกยิ้มบาง สาย ตาจับจ้องแผ่นหลัง จ้าวเข่อหรันอย่างอ่อนโยนปนเอ็นดู
ๆ
เขาคือชายชุดขาวที่บุกเข้าห้องนางในคืนนั้น จนเงาร่างนางเลือนหาย ลับมุมถนน เขาจึงค่อยละสายตา เจ้าตัวน้อย… ชอบปิ่นอันนั้นแท้ ๆ แต่กลับ ยอมปล่อย ไม่คิดแย่งชิง อีกทั้งพอได้ยินชื่อพี่รอง ก็คิดเพียงหลบหนี มิคิด ผูกสัมพันธ์เลยสักนิด หากวันหนึ่งเขาได้พบกับนางอย่างเป็นทางการ นางจะ ยังคิดหลบเลี่ยงเช่นวันนี้หรือไม่? เพียงคิดเช่นนั้น คิ้วเขาก็ขมวดแน่น แวว ตาฉายความไม่พอใจ เขาจะไม่ยอมให้นางหลบหนีเยาอีก
อีกด้านหนึ่งยองถนน
“คุณหนู น่าเสียดายจริง ๆ!”
หลงเอ๋อร์ถอนหายใจ
“ปิ่นงดงามเช่นนั้น กลับถูกแย่งไป แถมยังทําเหมือนเป็นความผิด
ยองเราอีก”
จ้าวเย่อหรันยิ้มบาง
“เพียงปิ่นหนึ่งอัน หากเขาอยากได้ ก็ให้เขาไปเถิด อีกอย่าง หากไม่จํา
เป็น ข้าไม่อยากผูกเวรกับคนเหล่านั้น”
“คนเหล่านั้น?”
หลงเอ๋อร์งุนงง
“หญิงชุดเหลืองคือธิดาอัครมหาเสนาบดีหยุน ส่วนบุรุษชุดม่วง…. แซ่ซือถู ย่อมเป็นเชื้อพระวงศ์ ผูกศัตรูกับพวกเขา มีแต่โทษไร้ประโยชน์”
“โอ้… ชาติกําเนิดสูงศักดิ์เพียงนั้น”
หลงเอ๋อร์ตบอกเบา ๆ โชคดีที่จากมาเร็ว
เช่นนั้นคุณหนูจะกลับจวนหรือไม่เจ้าคะ?”
“ออกมาทั้งที ไปแวะร้านหนังสือเถิด ข้าอยากซื้อสักสองสามเล่ม”
ทั้งสองจึงมุ่งหน้าไปยังร้านหนังสือ ทว่าขณะจ้าวเข่อหรันอยู่นอก จวน ภายในสวนชุนฮุย หลิงเอ๋อร์กลับมิได้สงบเสงี่ยม หลังถูกลงโทษเมื่อไม่ นานมานี้ นางทําตัวเรียบร้อยอยู่พักหนึ่ง ทว่าใจคนที่เคยถูกตามใจจะให้ชื่อ สัตย์แท้จริงได้อย่างไร ครั้นจ้าวเย่อหรันพาหลงเอ๋อร์ออกจากจวน หลิงเอ๋อร์ก็เริ่มกล้า
โดยเฉพาะคําพูดที่จ้าวเข่อหรันกล่าวกับนางยามเช้า ทําให้นางเข้าใจ
ผิด คิดว่าตนยังเป็นที่ไว้วางใจ จึงยิ่งฮึกเหิม แอบย่องเข้าไปในห้องส่วนตัว ของคุณหนู ห้องของจ้าวเข่อหรันสะอาดเรียบร้อย ประดับอย่างหรูหรา แม้ นางมิได้โดดเด่นนัก แต่ก็เป็นบุตรสาวภรรยาเอกของจวนไท่ซือ เสื้อผ้าแพร ไหม เครื่องประดับล้ําค่า มีมากมายจนลานตา
หลิงเอ๋อร์มองแล้วใจคับแค้น คุณหนูใหญ่หน้าตาก็มิได้งดงามนัก
ความสามารถก็ไม่โดดเด่น เพียงเพราะชาติกําเนิดดี จึงครอบครองสิ่งเหล่า นี้ ส่วนตนแม้หน้าตางดงามกว่า กลับต้องเป็นเพียงสาวใช้ คอยประจบเอาใจ
ผู้อื่น
หากนางเกิดในตระกูลใหญ่บ้างเล่า….ความคิดโลกแล่นวาบในใจ เห็น ว่าไร้ผู้ใดอยู่ในห้อง หลิงเอ๋อร์จึงเปิดกล่องเครื่องประดับ คัดเลือกซ้ายขวา ก่อนหยิบปิ่นปักผมทองคําสลักลายดอกโบตั๋นอันหนึ่ง ซ่อนในเสื้อข้างใน อย่างราบรื่น นางปิดประตูเบา ๆ แล้วลอบออกไป
ทุก
ที่กล้าทําเช่นนี้ เพราะรู้ว่าปกติจ้าวเข่อหรันมิได้ชอบแต่งกาย เครื่อง ประดับมากมายวางไว้ในกล่อง นางคงไม่รู้ด้วยซ้ําว่ามีเท่าใด หายไปสักชิ้น สองชิ้นคงไม่ทันสังเกต อีกทั้งปั่นนั้นจ้าวเข่อหรันแทบไม่เคยสวม คงมิได้ โปรดปรานนัก ต่อให้หายก็คงไม่ใส่ใจ หลิงเอ๋อร์คํานวณในใจว่าจะนําไปจํานํา
เมื่อใดดี ยิ่งคิดยิ่งไม่หวั่นเกรง หากมิใช่เพราะคําพูดของจ้าวเข่อหรันเมื่อเช้า นางคงไม่กล้าเพียงนี้ แต่คําเหล่านั้นกลับทําให้นางมั่นใจว่าตนยังเป็นที่เชื่อใจ
จึงยิ่งได้ใจ
ทว่าไม่รู้จะกล่าวว่านางตาถึงหรือโชคร้ายดี ของมากมายไม่เลือก กลับเลือกปั่นอันนั้น จริงอยู่ จ้าวเย่อหวั่นไม่ค่อยสวมใส่ แต่มิใช่เพราะไม่ ชอบ และที่สําคัญ จ้าวเย่อหรันในยามนี้ มิใช่คนเดิมอีกต่อไป ปิ่นเพียงอันเดียว… ก็เพียงพอจะผลักใครบางคนลงสู่เหวลึกไร้ทาง
กลับแล้ว.