หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 26 หลินซีหร่านมาเยือน
26 หลินซีหร่านมาเยือน
จ้าวเย่อหรันจึงพาหลงเอ๋อร์กลับถึงจวน เพิ่งก้าวพ้นประตูใหญ่ ก็มี
บ่าวชายผู้หนึ่งรีบร้อนวิ่งเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียด
“คุณหนูใหญ่ ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้วขอรับ”
“มีเรื่องใดหรือ?”
จ้าวเย่อหรันเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ซื่อจื่อหลินมาเยือนขอรับ ตอนนี้อยู่ที่โถงหน้า คุณหนูรองกําลังต้อน
รับอยู่ นางสั่งไว้ว่า หากท่านกลับมาแล้วให้เชิญไปทันที”
หลินซีหร่านมา… และเย่อเหรินกําลังต้อนรับ? ดวงตาของ จ้าวเย่อหรันเย็นวาบ คงสนทนากันชื่นมื่นอยู่กระมัง เย่อเหรินให้ตนรีบไปโถง หน้าเช่นนี้ หากไม่ไปก็คงเป็นการ “เสียมารยาท” ต่อความหวังดีของน้องสาว เกินไป
“หลงเอ๋อร์ เจ้านําหนังสือกลับไปก่อน ข้าจะไปโถงหน้าเอง”
กล่าวจบ นางจึงเดินตามบ่าวไป ยังไม่ทันก้าวเข้าโถง เสียงหัวเราะ เบิกบานก็ลอยออกมาเสียก่อน ดูท่า นางคาดไม่ผิด สองคนนั้นกําลังสนทนา กันอย่างเพลิดเพลิน หากเป็นอดีต นางคงยินดีที่คู่หมั้นกับน้องสาวเข้ากันได้ ดี คิดว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ “ว่าที่พี่เขย” กับน้องสาวสนิทสนมกัน
แต่ใครจะรู้ ว่าที่สามีของนางกลับหมายตาน้องสาว ส่วนน้องสาวก็ กําลังคิดชิงตําแหน่งของนาง ทั้งสองลอบคบหากันมานาน มีเพียงนางที่โง่งม คิดว่าเป็นเพียงความสัมพันธ์อันบริสุทธิ์ มุมปากจ้าวเข่อหรันยกขึ้นเป็นรอย
ยิ้มเย้ยหยัน
บ่าวที่นําทางเห็นเงารอยยิ้มนั้นจากหางตา รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าผู้ทํางานในจวนไท่ซื้อย่อมรู้จักเอาตัวรอด เรื่องใดไม่เกี่ยวข้องก็ไม่ควร รับรู้ เขาจึงทําเป็นไม่เห็น เดินนําทางต่อไปอย่างสงบ ก่อนก้าวเข้าโถงเพียง ชั่วอึดใจ รอยเย้ยหยันบนใบหน้าจ้าวเย่อหรันเลือนหาย กลายเป็นสีหน้ายวย เยินอ่อนหวาน
ทันทีที่เข้าไป นางเห็นหลินซีหร่านกับจ้าวเย่อเหรินนั่งจิบชาพูดคุยกัน อยู่ จ้าวเย่อเหรินแก้มแดงเรื่อ ดวงตาเปี่ยมประกายหวานล้ํา งดงามดุจ บุปผาแรกแย้ม หลินซีหร่านในอาภรณ์ยาวเข้ารูป ยืนสง่างาม ใบหน้าหล่อ เหลา สายตาที่มองจ้าวเย่อเหรินเต็มไปด้วยความเอ็นดูและเสน่หา
หากคนนอกเห็น คงต้องทอดถอนใจว่า ช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันยิ่ง นัก ทว่าในสายตาจ้าวเย่อหรัน กลับเย็นเยียบราวน้ําแข็ง
“พี่หญิง ท่านกลับมาแล้ว”
อ้าวเข่อเหรินลุกขึ้นทันที
“ชื่อจื่อได้ยินว่าท่านป่วยหลายวัน จึงมาเยี่ยม แต่ท่านบังเอิญไปวัด
ว่านอันเสียก่อน”
มาเยี่ยมหรือ…มาเยี่ยมใครกันแน่? จ้าวเข่อหรันหัวเราะเย็นในใจ แต่ ใบหน้ากลับเปี่ยมด้วยความปลาบปลื้มขวยเขิน นางย่อกายคํานับเล็กน้อย
“ขอบพระคุณชื่อจื่อที่เป็นห่วง บัดนี้ข้าหายดีแล้วเจ้าค่ะ”
ในดวงตาหลินซีหร่านวูบหนึ่งฉายแววรังเกียจและเย็นชา แม้จะเลือน
หายรวดเร็ว แต่จ้าวเย่อหรันจับได้ชัดเจน
“เจ้าหายดีแล้วก็ดี”
“ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องขอบคุณในความเมตตาของชื่อจื่อ”
นางตอบอย่างอ่อนหวาน เขาไม่ชอบนาง เรื่องนี้ชัดเจน เพียงแต่ สัญญาหมั้นหมายไม่อาจล้มเลิกง่ายดาย
“เอาล่ะ อย่ายืนคุยกันเลย มานั่งก่อนเถิด”
จ้าวเย่อเหรินเอ่ยแทรกอย่างน่ารักสดใส แท้จริงแล้ว นางตั้งใจตัด บท เมื่อเห็นภาพทั้งสองสนทนากัน แม้รู้ว่าหลินซีหร่านรักตน แต่ในสายตา คนนอก คู่หมั้นของเขาคือจ้าวเย่อหรัน มิใช่นาง ความจริงข้อนี้แทงใจยิ่งนัก ทั้งสามจึงนั่งลง
“พี่หญิง ท่านดูสิ ชื่อจื่อมีใจนัก เพียงรู้ว่าท่านป่วยก็รีบมาเยี่ยม ข้าละ อิจฉาเสียจริง”
จ้าวเย่อเหรินเอ่ยเสียงหวาน อิจฉา? ป่วยมาหลายวัน หายแล้วจึงมา ช่าง “ใส่ใจ” เหลือเกิน จ้าวเย่อหรันยิ้มหวาน
“น้องไม่ต้องอิจฉา วันหน้าเมื่อน้องได้หมั้นหมาย ด้วยความงามและ ความสามารถของเจ้า ว่าที่สามีคงรักใคร่ยิ่งกว่าชื่อจื่อเสียอีก ถึงครานั้น ข้า คงเป็นฝ่ายอิจฉาเจ้าแทน”
จ้าวเย่อเหรินชะงัก
“พี่หญิงกล่าวเกินไป เรื่องนั้นยังไม่มีเค้าเลย”
“อย่าเขินเลย”
จ้าวเข่อหรันยิ้มลึกลับ
“จะว่าไม่มีเค้าได้อย่างไร”
ז
นางจิบชาอย่างเอื่อยเฉื่อย ก่อนวางถ้วยลงเบา ๆ แล้วปล่อยคําพูด
ประหนึ่งสายฟ้าฟาด
ๆ
“น้องยังไม่รู้กระมัง ท่านพ่อท่านแม่ เห็นว่าเจ้าโตพอจะพูดคุยเรื่อง หมั้นหมายแล้ว กําลังคิดจะเลือกคู่ครองดี ๆ ให้เจ้าอยู่”
สิ้นคํา ใบหน้าจ้าวเย่อเหรินซีดเผือด หลินซีหร่านก็ขมวดคิ้วแน่น มือ ที่ถือถ้วยชาสั่นไหวเกือบทําตก ทว่าผู้จุดชนวนกลับหยิบถ้วยชาขึ้นดื่มอย่าง สงบ ราวไม่รู้เลยว่าคําพูดตนเพิ่งก่อพายุลูกใหญ่ หากเป็นชาติที่แล้ว เรื่อง หมั้นหมายของจ้าวเย่อเหรินคงยังไม่เกิดขึ้นเร็วเช่นนี้ แต่ครานี้ จ้าวเข่อหรัน ไม่คิดยืนรอให้ผู้อื่นวางหมากอีกต่อไป ไม่กี่วันก่อน นางได้เปรยเรื่องนี้ต่อ ท่านพ่อท่านแม่ และดูเหมือนทั้งสองก็เริ่มสนใจแล้ว
“พี่หญิง เรื่องนี้จริงหรือ?”
จ้าวเย่อเหรินเสียงสั่น
“ใครบอกท่าน?”
“จะใครเล่า ก็ท่านพ่อท่านแม่เอง”
จ้าวเย่อหรันตอบอย่างสบาย
“ไม่ต้องห่วง ท่านทั้งสองรักเจ้าปานแก้วตา ย่อมเลือกตระกูลสูงศักดิ์ ให้สมศักดิ์ศรีเจ้าแน่นอน อย่างน้อยก็ระดับขุนนางใหญ่หรือราชวงศ์ จึงจะคู่ ควรกับความงามของน้องรอง”
“จริงหรือ…”
จ้าวเย่อเหรินยิ้มแข็ง ๆ
“พี่หญิงคงไม่ได้ฟังผิดกระมัง?” “เรื่องใหญ่เพียงนี้ ข้าจะฟังผิดได้อย่างไร”
จ้าวเย่อหรันตอบหนักแน่น
“น้องก็รอฟังข่าวดีเถิด”
หลังจากนั้น ทั้งจ้าวเย่อเหรินและหลินซีหร่านดูเหม่อลอย ไร้สมาธิ มี เพียงจ้าวเข่อหรันที่นั่งจิบชาอย่างสําราญ สูดกลิ่นหอมก่อนชิมรส ละเลียด เค้กชิ้นเล็กเคียงชาอย่างเอร็ดอร่อย นางทําราวไม่เห็นความผิดปกติของอีก
สองคนแม้แต่น้อย
พึงพอใจ
ช่างเป็นยามบ่ายที่งดงามเสียจริง จ้าวเย่อหรันทอดถอนใจในใจอย่าง