หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 41 พบหน้าครั้งแรก (2)
41 พบหน้าครั้งแรก (2)
“หากข้าไม่ถาม แล้วท่านจะไม่คิดอธิบายหรือ?”
จ้าวเย่อหรันเอ่ยอย่างยุ่นเคือง
“ยามดึกเช่นนี้ท่านบุกรุกเข้าห้องของข้า อย่างน้อยในฐานะเจ้าของ
ห้อง ย้าก็ควรได้รู้มิใช่หรือว่าท่านเป็นใคร”
นี้หรือ?”
บุรุษตรงหน้าหุบรอยยิ้มล้อเล่น สีหน้ากลับจริงจังขึ้นทันตา
“แล้วสําหรับผู้ที่บุกเข้าห้องสตรีในยามวิกาล เจ้ายังสงบนิ่งได้ถึงเพียง
“สมมติฐานนั้นใช้ไม่ได้
จ้าวเย่อหรัน สบตาเขาโดยไม่หลบเลี่ยง ความโกรธเมื่อครู่จางหาย กลายเป็นความนิ่งลึก
“ข้าเชื่อว่า ไม่มีสุภาพบุรุษคนใดจะเยือนห้องคุณหนูในยามค่ําคืน”
เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย
“เช่นนั้นความหมายของเจ้าคือ ข้าไม่ใช่สุภาพบุรุษ?”
น้ําเสียงนั้นเจือรอยท้าทาย
“แล้วเมื่อเจอคน ไม่ใช่สุภาพบุรุษ ปรากฏตัวในห้องเจ้าเช่นนี้ เจ้าไม่ กลัวเลยหรือว่าข้าจะคิดร้าย?”
“ท่านจะทําหรือ?”
นางย้อนถาม แน่นอนว่าไม่ เยาคิดในใจ แต่ริมฝีปากยังคงแข็งกร้าว
“แล้วถ้าย้าจะทําเล่า?”
ท่านไม่ทําหรอก”
จ้าวเย่อหรันตอบมั่นคง ความมั่นใจนั้นมิได้มาจากความไร้เดียงสา
หากเป็นสัญชาตญาณของคนที่เคยผ่านความตายมาแล้วหนึ่งหน
วิญญาณของนางหาใช่เด็กสาววัยสิบสามไม่ หากเป็นหญิงที่ผ่านไฟแห่งการ ทรยศมาแล้วหนึ่งชาติ นางมองคนไม่ใช่เพียงด้วยตา หากด้วยหัวใจที่เคยถูก เหยียบย่ําจนแตกสลาย
บุรุษผู้นี้แม้บุกรุกยามค่ําคืน ทว่าในแววตากลับไร้เงาร้ายกาจ บนกาย เขามีกลิ่นอายสูงศักดิ์บางเบา แผ่วราวสายหมอกแต่ชัดเจน และสําคัญที่สุด ไม่มีเจตนาร้าย เมื่อเห็นสายตาเชื่อมั่นของนาง ชื่องูซวี่ กลับรู้สึกลําบากใจ ควรดีใจหรือควรถอนหายใจ? การที่เด็กหญิงตรงหน้าเชื่อใจเขานั้นเป็นเรื่อง
ดี แต่ความไว้ใจที่มอบให้คนแปลกหน้าเพียงครั้งแรก ก็น่าห่วงเสียยิ่งกว่า
“ยังไม่คิดแนะนําตัวอีกหรือ?”
นางถามเรียบ ๆ
“ซือถูซวี่”
เพียงได้ยินนามนั้น คิ้วของจ้าวเย่อหรันก็ขมวดทันที
“ซือดู”
แช่แห่งราชวงศ์ ในแผ่นดินต้าลี่ มีเพียงเชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่ใช้นาม
นี้ เช่นนั้นบุรุษตรงหน้าคือผู้ใดกันแน่?
“ฐานะของท่านเล่า?”
นางถามต่อ เขามองนางอย่างประหลาดใจ
“เจ้ามิรู้จักข้าหรือ?”
“ข้าจําเป็นต้องรู้จักท่านด้วยหรือ?”
นางย้อนอย่างไม่ใส่ใจ ความจริงแล้วชื่อนี้คุ้นหูอยู่บ้าง แต่ความทรง จํากลับเลือนราง อย่างไรก็ดี เพียงแช่นั้นก็เพียงพอจะบอกได้ว่า เขามิใช่คน
สามัญ ชีอดูช หัวเราะเบา ๆ
“ก็จริง เจ้าไม่จําเป็นต้องรู้จัก ย้าบอกเพียงชื่อก็พอ ฐานะของข้า…เอา ไว้ให้เจ้าค่อย ๆ คิดเอาเองเถิด”
“ตามสบาย”
นางยักไหล่ราวไม่ใส่ใจ แต่ในใจกลับตัดสินแน่วแน่ว่าต้องสืบให้รู้ความ
จริง จู่ ๆ นางนึกถึงปิ่นหยกดําที่ปรากฏบนหัวเตียงเมื่อเช้า
ๆ
“ท่านแอบเข้ามากี่ครั้งแล้วกันแน่? เหตุใดต้องมาในยามดึก? เราเคย
รู้จักกันหรือ? ในความทรงจําของข้า ไม่เคยพบหน้าท่านมาก่อน”
สายตาของนางจับจ้องเขาไม่วาง เมื่อครู่ที่เขาเข้ามา ท่วงท่าราวกับ คุ้นเคยทางเดินเป็นอย่างดี ชัดเจนว่าไม่ใช่ครั้งแรก ทว่านางมั่นใจ ไม่ว่าชาติ ก่อนหรือชาตินี้ นางไม่เคยพบเขา ยิ่งประหลาดเข้าไปอีก คือความรู้สึกในอก เมื่อเห็นเขาปรากฏในห้อง นางมิได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับมี ความรู้สึก…อบอุ่นใจอย่างประหลาด อบอุ่นใจ?
นางหัวเราะเยาะตนเองในใจ ตั้งแต่ฟื้นคืนชีพมา นางยังไม่เคยรู้สึก ปลอดภัยแม้ในบ้านของตน ต้องระแวดระวังบิดามารดา ต้องระวังพี่น้อง ทว่าในห้องเดียวกันกับผู้บุกรุกยามวิกาล กลับเกิดความรู้สึกวางใจ ช่างน่าขัน
เสียจริง
เผชิญคําถามต่อเนื่อง ซื้อถูซวี่ถึงกับหน้าอุ่นวาบ จะให้ตอบอย่างไร เล่า? จะให้บอกว่า ตั้งแต่ได้ยินเสียงพิณของนางในคืนนั้น เขาก็แวะมาเยือน บ่อยครั้งเพียงเพื่อฟังเสียงดนตรีหรือ? หากพูดเช่นนั้น นางคงมองเขาเป็น พวกบุรุษเสเพลไร้ยางอายแน่
“ก็แค่มาบ้างเป็นครั้งคราว”
เยาตอบเลี่ยง ๆ
“เราไม่เคยรู้จักกันจริง ๆ ครั้งหนึ่งข้าเผลอเข้ามาโดยบังเอิญจึงจําที่นี่ ได้ เจ้าสบายใจได้ ย้าไม่มีเจตนาคิดร้าย และจะไม่ทําอันตรายเจ้าเด็ดยาด เจ้าสามารถเชื่อข้าได้”
เชื่อ? จ้าวเย่อหรัน นิ่งงัน ในโลกใบนี้ แม้แต่บิดามารดาและพี่น้องยัง มิอาจเชื่อใจ ต้องคอยระวังทุกย่างก้าว กลัวเพียงว่าเผลอเมื่อใดจะถูกผลักลง เหวอีกครั้ง แล้วเหตุใดบุรุษผู้นี้จึงเอ่ยคําว่า “เชื่อ” ได้อย่างง่ายดายเช่นนั้น? ที่น่าประหลาดยิ่งกว่า คือหัวใจของนาง มันกลับอยากเชื่อ….อย่างไร้เหตุผล ความสับสนบางเบาแผ่ซ่านในอก
ท่ามกลางราตรีเงียบงัน สายตาของทั้งสองประสานกัน หนึ่งคู่เย็นชา แต่ซ่อนความอ่อนล้า อีกคู่แน่วแน่แต่แฝงความอ่อนโยน ในความเงียบงัน นั้น คล้ายมีบางสิ่งกําลังงอกงาม ช้า ๆ แผ่วเบา ทว่าลึกซึ้งเกินกว่าจะปฏิเสธ
ได้