หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 5 ถูกใส่ร้าย (5)
ไม่นาน หญิงรับใช้ร่างใหญ่สองคนที่ทํางานหนักประจําเรือนก็เข้า
มาล็อกแขนจ้าวเข่อหวั่นจากด้านหลัง กดร่างบางของนางไว้แน่นจนขยับ
ไม่ได้ อีกคนหนึ่งยกเหยือกสุราขึ้น กระชากทางนางแล้วกรอกของเหลว ขมปร่าลงไปอย่างโหดเหี้ยม จ้าวเข่อหรันพยายามดิ้นรนสุดกําลัง ทว่า สตรีในห้องหอผู้บอบบาง จะต้านแรงของหญิงใช้แรงงานได้อย่างไร เพียงครู่เดียว สุราพิษก็ไหลลงคอไปไม่น้อย
เจ็บ…เจ็บลึกถึงกระดูก เจ็บราวถูกมีดกรีดหัวใจทีละเส้น ความ เจ็บปวดนั้นกัดกินสติของนางจนแทบแหลกสลาย เมื่อเห็นร่าง จ้าวเข่อหรันทรุดฮวบลงกับพื้น ลมหายใจแผ่วเบาราวด้ายไหม ลับไร้แม้เงาแห่งความสะทกสะท้าน
จ้าวชงก
“นายพี่ แล้วเรื่องการแต่งงานระหว่างจวนไปซื้อกับจวนโหวจะจัด
การอย่างไรดีเจ้าคะ?”
ฉินเซียงเหอเอ่ยถาม น้ําเสียงเรียบเฉยยิ่งกว่าสายลมฤดูหนาว
ราวกับร่างที่กําลังจะสิ้นใจเบื้องหน้าเป็นเพียงเงาไร้ค่า สําหรับนาง สิ่ง
สําคัญมีเพียงผลประโยชน์ของจวน
“ก็ให้เฃอเหรินแต่งแทนเข่อหรันเถิด”
จ้าวซงตัดสินใจเด็ดขาด
“การแต่งงานครั้งนี้มีผลต่ออนาคตของข้า ข้าไม่มีวันปล่อยมือ อีกอย่าง เทียบกันแล้ว เข่อเหรินโดดเด่นกว่า โหว คงไม่คิดมาก” “ท่านพี่ ช่างเฉลียวฉลาดยิ่งนัก
หวาน
ฉินเซียงเหอยิ้มรับ ก่อนหันไปถามบุตรสาวด้วยแววตาอ่อน
“เอ่อเหริน ลูกเห็นอย่างไร?”
“ทุกอย่างแล้วแต่ท่านพ่อเจ้าค่ะ”
จ้าวเข่อเหรินตอบเสียงอ่อน สายตาก้มต่ําอย่างนอบน้อม รอยยิ้ม พึงพอใจปรากฏบนใบหน้าบิดามารดา ในห้วงสุดท้ายของชีวิต
จ้าวเข่อหรันเห็นบิดามารดากําลังถกเถียงเรื่องการแต่งงานอย่าง
กระตือรือร้น ความโกรธแค้นพลุ่งพล่านจนเลือดลมตีกลับ ลําคอเต็มไป ด้วยรสคาวหวาน นางกระอักเลือดออกมาค่าหนึ่ง
“พาซุน เหนียงกับคุณชายน้อยกลับสวนสุ่ยเพิ่ง!”
จ้าวซึ่งขมวดคิ้วอย่างรังเกียจ ก่อนสั่งคนพาซุน เหนียงกับ จ้าวเข่อเฟิงที่ยังร้องไห้ไม่หยุดกลับเรือน จากนั้นก็หันหลังจากไปโดยไม่
เหลียวแล
“ช่างอัปมงคลเสียจริง”
ฉินเซียงเหอสะบัดชายแขนเสื้ออย่างรังเกียจ มองจ้าวเข่อหรัน ราวสิ่งสกปรก ก่อนเดินจากไปเช่นกัน เมื่อทั้งสองลับสายตาแล้ว จ้าวเข่อ เหรินกลับยังคงยืนอยู
“พวกเจ้าออกไปให้หมด”
นางสั่งเรียบเฉย
“ข้ามีถ้อยคําสุดท้ายจะกล่าวกับพี่สาว”
บ่าวไพร่ทยอยถอยออกไป แม้แต่หลงเอ๋อร์ที่กอดจ้าวเข่อหรัน
แน่นไม่ยอมปล่อย ก็ถูกลากออกไปอย่างหยาบกระด้าง ก่อนออกไปยัง หอบศพของเยว่กูไปด้วย เตรียมนําไปทิ้งยังป่าช้าร้าง ไม่นาน ห้องที่เคย อึกทึกก็เหลือเพียงสองพี่น้อง หนึ่งยืนสูงส่ง หนึ่งนอนรอความตาย “พี่สาวที่รัก บุตรสาวคนโตแห่งจวนไท่ซื้อ… ผู้สูงศักดิ์เพียงนั้น ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้”
จ้าวเข่อเหรินยืนมองร่างบนพื้น ดวงตาเย็นเยียบ นางค่อย ๆ ย่อ ตัวลง ยิ้มอ่อนหวานราวบุปผาแรกแย้ม
กะ?”
“พี่รู้หรือไม่ ละครฉากนี้ ข้าวางแผนมานานนัก สนุกไหมเจ้า
“เจ้า…!”
จ้าวเข่อหรันส่งเสียงแหบพร่า พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่
ร่างกายไร้เรี่ยวแรง
“เจ้า… ทําไม… ทําไมต้องทําถึงเพียงนี้…”
รอยยิ้มของจ้าวเข่อเหรินยังคงอ่อนโยน ทว่าประกายตากลับดํา
มืดดุจหุบเหว
“ตั้งแต่เกิดมา ข้าก็เกลียดเจ้าแล้ว รู้หรือไม่เพราะเหตุใด? เรา
เป็นฝาแฝดกัน เจ้าเพียงเกิดก่อนข้าแค่ชั่วเค่อเดียว แต่กลับได้หมั้น
หมายกับชื่อจื่อแห่งจงอี้โหว ข้าสวยกว่า มีพรสวรรค์กว่า เป็นที่รักของผู้ คนมากกว่า ไม่ว่ามองด้านใด ข้าก็เหนือกว่าเจ้าพันเท่า แต่เหตุใดคู่หมั้น
นั้นต้องเป็นของเจ้า? เพียงเพราะเจ้าเกิดก่อน ข้าต้องยอมรับชะตานั้น หรือ? มันยุติธรรมหรือ?”
เสียงของนางอ่อนหวาน ทว่าทุกถ้อยคําคมดุจมีด
“ตอนอยู่ในครรภ์ เจ้ายังแย่งสารอาหารของข้า ทําให้ข้าต้องดื่ม
ยาขมตั้งแต่ลืมตาดูโลก ส่วนเจ้ากลับได้ร่างกายแข็งแรง ครั้นเกิดมา เจ้า ก็แย่งโอกาสทองไปอีก ชีวิตของข้าถูกบดบังด้วยเงาของเจ้ามาตลอด ข้า จะไม่คับแค้นได้อย่างไร?”
นางยื่นมือแตะปลายคางพี่สาวเบา ๆ ราวล้อเล่น
“ของของเจ้า ข้าจะเอามาให้หมด ความรักของบิดามารดา สาย ตาชื่นชมของผู้คน ความโปรดปรานของชื่อจื่อ…. แม้แต่ลมหายใจของ
เจ้า ข้าก็จะช่วงชิง บางครา ข้าคิดว่า ฟ้าดินคงล้อเล่นกับพวกเรา สองคน นี้ไม่อาจอยู่ร่วมโลกเดียวกันได้ แต่ดันเกิดเป็นฝาแฝด ช่างน่าขันเสีย
จริง”
หรือไม่?”
“เจ้า…”
จ้าวเข่อหรันจ้องนางด้วยแววตาแตกสลาย
“ที่ผ่านมานี้…ที่เจ้าทําดีต่อข้า… ทั้งหมด… ล้วนเสแสร้ง… ใช่