หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 57 ใครผิดใครถูก
57 ใครผิดใครถูก
ไม่นาน จ้าวเข่อหร้นก็มาถึงโถงใหญ่ ยังไม่ทันก้าวเข้าไปเต็มตัว ก็ สัมผัสได้ถึงบรรยากาศอึมครึมหนักอึ้งราวเมฆฝนก่อนพายุ ทันทีที่ย่างเท้า เข้าสู่ห้องโถง นางก็เห็นจ้าวชง นั่งอยู่บนที่นั่งประธาน สีหน้าเคร่งขรึมไร้รอย ยิ้ม ด้านข้างคือฉันเชียงเหอ สีหน้าเต็มไปด้วยโทสะ ส่วนอีกฟากหนึ่งมีเก้าอี้ ตั้งอยู่ จ้าวเข่อเหรินนั่งอยู่บนนั้นอย่างอ่อนแรง ใบหน้ายังมีคราบน้ําตาไม่
ทันแห้ง
เห็นท่าทางเช่นนี้ จ้าวเข่อหรันก็เข้าใจในทันที ดูท่าเย่อเหรินจะฟ้อง มารดาเรียบร้อยแล้ว ไม่เช่นนั้นฉินเสียงเหอคงไม่เดือดดาลถึงเพียงนี้ สาย
ตาของนางกวาดมองรอบโถงอย่างแนบเนียน นอกจากบิดามารดาและเย่อ เหรินแล้ว หลี่อี๋เหนียงกับบุตรสาวสองคน จ้าวหลินและจ้าวเหมย ก็มาด้วย หลิวอี้เหนียงก็นั่งอยู่ สีหน้าแฝงแววสะใจอย่างปิดไม่มิด มีเพียงจาง เหนียง กับจ้าวอิง ตัวละครเอกอีกฝ่าย ที่ยังมาไม่ถึง
“ช่างพร้อมหน้าพร้อมตาดีจริง”
จ้าวเข่อหรันคิดในใจ เรื่องนี้คงถูกทําให้ใหญ่โตไม่น้อย นางอด หัวเราะเย็นในใจไม่ได้ ก่อนหน้านี้ตอนตนตกน้ํา ทุกอย่างกลับถูกกลบ เกลื่อนง่ายดาย แต่พอเป็นเย่อเหรินตก า กลับเอิกเกริกถึงขั้น เชิญหลินชีหร่านมาด้วย เพียงเท่านี้ก็เห็นชัดแล้วว่า ในใจบิดามารดา บุตร สาวสองคนหนักเบาต่างกันเพียงใด
ที่ตําาแหน่งรองจากจ้าวชง หลิน หร่านก้าลังนั่งจิบชา สายตาของเขา มองไปทางจ้าวเย่อเหรินเป็นระยะ ความห่วงใยและความอาลัยรักในแววตา นั้น ปีตอย่างไรก็ไม่มิด เย่อเหรินเองก็เงยหน้ามองกลับด้วยสายตาอ่อน หวาน ทั้งสองแลกเปลี่ยนสายตากันต่อหน้าผู้คนอย่างไม่คิดปิดบัง
แต่ในบรรยากาศกดดันเช่นนี้ ไม่มีใครกล้ามองซ้ายขวา กลัวจะพลาด พลั้งเผลอสบตาใครแล้วต้องรับเคราะห์ มีเพียงจ้าวเข่อหรันที่เห็นทุกอย่าง ชัดเจน มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย ช่างกล้านัก…. หนึ่งคือคู่หมั้นของนาง
อีกหนึ่งคือน้องสาวของนาง
ครั้งหนึ่งนางเคยเชื่อว่าทั้งสองจริงใจต่อกัน ใช่… จริงใจจริง ๆ แต่
จริงใจที่จะใช้ประโยชน์จากนางเท่านั้นเอง
“ท่านพ่อ มีเรื่องใดหรือเจ้าคะ?”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง ราวกับไม่รู้สึกถึงความตึงเครียดใด ๆ
“เดี๋ยวเจ้าก็รู้”
จ้าวชงโบกมือ
“ไปยืนข้าง ๆ ก่อน”
ๆ
จ้าวเข่อหรันไม่พูดมาก เดินไปนั่งตําแหน่งตรงข้ามหลินชีหร่าน ใต้ ตําาแหน่งของเข่อเหริน ชุนอี้เหนียงกับจ้าวเข่อเฟิงที่ตามมาด้วยก็นั่งลงข้าง นาง ฉินเชียงเหอเห็นภาพนั้น คิ้วขมวดโดยไม่รู้ตั่ว ลูกสาวของตน ไปสนิท กับอนุภรรยาของสามีตั้งแต่เมื่อใด? การมีอยู่ของหญิงเหล่านั้น คือเครื่อง เตือนใจว่าสามีของนางมิได้เป็นของนางแต่ผู้เดียว แล้วลูกสาวแท้ ๆ กลับไป คบหากับพวกนั้น ไม่ต่างอะไรกับตบหน้านาง
แต่วันนี้เรื่องสําคัญคือทวงความยุติธรรมให้เย่อเหริน เรื่องอื่นไว้ที
หลัง จ้าวเข่อหรันเห็นแววไม่พอใจของมารดา แต่เพียงทําเป็นไม่รู้ไม่เห็น ชาติที่แล้วนางทุ่มเทเอาใจเพียงใด สุดท้ายยามคับขัน มารดาผู้ให้กําเนิดทา สิ่งใด? เย็นชา… หรือควรเรียกว่าช้าเติมดี?
ชาตินี้ นางจะไม่โง่อีกแล้ว ทันทีที่นั่งลง นางเอ่ยอย่างห่วงใย
“เชอเหริน เจ้าเพิ่งตกน้ํา ไฉนไม่พักในห้อง กลับออกมานั่งโถงใหญ่ เช่นนี้ หากอาการทรุดจะทําอย่างไร?”
เย่อเหรินยิ้มแผ่ว ในมุมที่ไม่มีใครเห็น แววตาฉายความพอใจ จากหลิงเอ๋อร์ นางรู้แล้วว่าจ้าวเข่อหรันเชื่อว่าจ้าวอิงเป็นคนผลัก เช้านี้ยังส่ง โสมมาให้ แถมตอนนี้ยังพูดจาเอ็นดู นั่นหมายความว่า พี่สาวยืนอยู่ข้างตน
“ขอบคุณท่านพี่ ข้าเพียงอยากทวงความยุติธรรมให้ตนเองเท่านั้น”
“เช่นนั้นก็รักษาตัวดี ๆ”
จ้าวเย่อหรันกล่าวด้วยสีหน้าอ่อนโยน แต่ในแววตากลับวาบเย็น ฉันเชียงเหอมองภาพพี่น้องรักใคร่กันด้วยความพอใจ หาได้รู้ไม่ว่า ทุกค้าคือ คําเสแสร้ง ไม่นาน จางอี้เหนียงพาจ้าวจึงเข้ามา ทันทีที่เห็นสองแม่ลูก ฉินเซี ยงเหอจ้องเขม็งด้วยความเกลียดชัง จาง เหนียงคุกเข่าลงทันที น้ําตาไหล
ริน
“ข้าพาบุตรสาวมาขอรับผิดเจ้าค่ะ”
จ้าวอิงก็คุกเข่าตาม
“เรื่องครั้งนี้เป็นความผิดของลูก ขอท่านพ่อโปรดลงโทษ
ฉินเชียงเหอแค่นเสียง
“แน่นอนว่าเป็นความผิดของเจ้า! หากเย่อเหรินของข้าเป็นอะไรไป
ข้าจะไม่ใว้ชีวิตพวกเจ้าแน่!”
สองแม่ลูกก้มหน้า ไม่เถียงสักค้า จ้าวเข่อหรันลอบชื่นชมในใจ ไม่ร้อง โวยวาย ไม่รีบแก้ตัว กลับก้มศีรษะก่อน ทําให้ดูน่าสงสาร เปรียบเทียบกับ ความเดือดดาลของมารดา น่าเห็นใจขึ้นโดยปริยาย ช่างวางหมากได้งดงาม จ้าวชงกล่าวเสียงหนัก “ลุกขึ้นได้”
จากนั้นประกาศว่าจะสืบความจริงให้ถึงที่สุด เย่อเหรินลุกขึ้นเล่าเรื่อง
อย่างอ่อนแรง กล่าวว่าจ้าวจึงขอให้นางช่วยพูดกับมารดาเรื่องเรียนปักผ้า นางไม่ยอม อีกฝ่ายโกรธจึงผลักลงน้า กล่าวจบก็สะอื้นไห้ จ้าวชงเดือดดาล ฟาดถ้วยชาลงพื้น
“เจ้ากล้าทําร้ายพี่สาว!”
จ้าวจึงร้องไห้ปฏิเสธ บอกว่าเป็นเพียงการยื้อยุดกันแล้วพลาดตกน้ํา แล้วดึงผ้าคลุมหน้าออก ทั่วโถงสูดลมหายใจพร้อมกัน แก้มบวมแดงราวถูก ตบอย่างแรง เห็นรอยฝ่ามือชัดเจน สายตาหลายคู่หันไปมองเย่อเหรินโดย ไม่รู้ตัว
จ้าวเย่อเหรินเองก็ตะลึง นางไม่ได้ตบแรงถึงเพียงนั้น… หรืออีกฝ่าย ตบตนเองเพิ่ม? เกมนี้… ดูท่าจะเตรียมการมาดี สถานการณ์พลิกผัน จ้าววงลังเล จ้าวเข่อหรันมองทุกอย่างราวชมละคร เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างยืน ยันความจริงของตน และไม่มีใครเห็นชัดเจน นางจึงก้าวออกมา
“ท่านพ่อ ลูกมีคําหนึ่ง ไม่ทราบควรพูดหรือไม่
“ว่ามา”
นางค้านับเบา ๆ
“เรื่องนี้ทั้งสองฝ่ายต่างมีคําของตน ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ชัดเจน
ต่อให้สืบอย่างไรก็ยากจะแยกถูกผิด
ทุกคนเงียบฟัง
“ในเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกัน ไยต้องแตกหัก? เย่อเหรินตก า บาดเจ็บแล้ว จ้าวอิงก็หน้าบวมปูด หากลงโทษซ้ําอีก จะได้สิ่งใดนอกจาก บาดหมาง?”
น้ําเสียงนางอ่อนโยน แต่เหตุผลคมกริบ จ้าวชงนิ่งคิด ก่อนพยัก
หน้า
“เช่นนั้นเรื่องนี้จบเพียงเท่านี้ แต่ทั้งสองมีส่วนผิด ลงโทษกักบริเวณ
คริงเตือน”
จางอี้เหนียงถอนหายใจโล่ง ฉันเชียงเหอไม่พอใจอย่างยิ่ง จ้าวชงมอง
นาง
“เจ้ามีหลักฐานหรือไม่ว่าใครผิด? หากไม่เห็นเอง ก็อย่าเพิ่งตัดสิน
กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อจากไป ก่อนจากยังมองจ้าวเข่อหรันอย่าง ชื่นชม หลังจากนั้น เย่อเหรินถูกพยุงออกไป ก่อนก้าวพ้นประตู นางเหลือบ มองพี่สาวด้วยสายตาเคียดแค้น แผนหนึ่งลูกศรสองนก กลับพังเพราะพี่สาว เพียงค่าเดียว จ้าวเข่อหรันยืนมองอย่างเรียบเฉย ความรักความสนใจจาก บิดามารดา นางไม่หวังอีกแล้ว แต่ในอกลึก ๆ ก็ยังเจ็บร้าวเล็กน้อย
“พี่ใหญ่ ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
จ้าวเข่อเพิ่งเข้ามาอย่างห่วงใย นางหันไปเห็นแววตาบริสุทธิ์ของน้อง ชาย ใช่… อย่างน้อยก็ยังมีคนหนึ่งจริงใจ นางยิ้ม พลางศีรษะเขาเบา ๆ
“ข้าจะเป็นอะไรได้เล่า เจ้านี่ชอบคิดมาก”
จ้าวเข่อเฟิงหน้าแดง ทําได้เพียงยืนยิ้มเย็น ชุน เหนียงมองภาพพ น้องด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ภายใต้โถงที่เพิ่งผ่านพายุแห่งคํากล่าวหา รอยยิ้ม เล็ก ๆ นี้ กลับอบอุ่นกว่าสิ่งใด