หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 61 ที่มาของปิ่นปักผมลายโบตั๋น
61 ที่มาของปิ่นปักผมลายโบตั๋น
จ้าวเย่อเฟิงมองสีหน้าของจ้าวเข่อหรัน เห็นนางนิ่งเฉยราวกับมิได้
แปลกใจแม้แต่น้อย จึงอดสงสัยไม่ได้
“ท่านพี่ใหญ่ เหตุใดท่านไม่ตกใจเลย หรือท่านรู้อยู่ก่อนแล้วว่า เป็นหลิงเอ๋อร่ขโมยปีนโบตั๋น?”
เพียงประโยคเดียวทําให้แม่นมเยวกับหลงเอ๋อ หันมองจ้าวเข่อหรัน
พร้อมกัน แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ที่แท้…คุณหนู สงสัยหลิงเอ๋อร์มานานแล้วหรือ? จ้าวเข่อหรัน มิได้อธิบาย เพียงยิ้มบาง ๆ
อย่างสงบ
“อ๋อ…ที่แท้คุณหนูถึงสั่งให้ข้าคอยจับตาดูความเคลื่อนไหว
ยองหลิงเอ๋อร์”
อ่อน
หลงเอ๋อร์เพิ่งนึกขึ้นได้ บัดนี้จึงเข้าใจเจตนาในวันนั้นเสียที
“แต่ท่านพี่ ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นนาง?”
จ้าวเข่อเฟิงถามต่อ นั่นคือคําถามที่ทุกคนอยากรู้ จ้าวเข่อหรันยกยิ้ม
“ง่ายมาก คนที่เข้าออกห้องย้าได้มีไม่กี่คน นอกจากแม่นมเยว่และ หลงเอ๋อร์ ก็มีเพียงหลิงเอ๋อร์ ข้าเชื่อใจสองคนแรก เพราะฉะนั้น…ผู้ต้อง
ยยน
“ง่ายมาก คนที่เข้าออกห้องย้าได้มีไม่กี่คน นอกจากแม่นมเยว่และ หลงเอ๋อร์ ก็มีเพียงหลิงเอ๋อร์ ข้าเชื่อใจสองคนแรก เพราะฉะนั้น….ผู้ต้อง สงสัยก็เหลือเพียงคนเดียว อีกทั้งหลงเอ๋อ ก็สืบได้ว่าช่วงนี้นางใช้เงิน ฟุ่มเฟือยเกินฐานะ ตอนนั้นข้าก็แทบจะแน่ใจแล้ว”
คํายืนยันนั้นทําให้แม่นมเยว่กับหลงเอ๋อ ซาบซึ้งในใจ พร้อมกันนั้นก็ ให้คําสัตย์เงียบ ๆ ว่าจะปกป้องคุณหนูให้ดีที่สุด
“แต่ก็อาจเป็นโจรก็ได้มิใช่หรือ?”
จ้าวเย่อเฟิงยังไม่วางใจ
“หรือบางทีพี่น้องคนอื่นอาจชอบ เลยแอบหยิบไป?”
แม่นมเยว่ ายหน้า
“คุณชายใหญ่ยังไม่ทราบ ที่จริงไม่มีเจ้านายในจวนคนใดกล้าแตะต้อง
ปีนโบตั๋นคู่นั้น เพราะทุกคนรู้ดีว่ามันมีที่มาอย่างไร”
จ้าวเย่อเฟิงขมวดคิ้ว เขาเคยรู้สึกแปลกใจมานานแล้ว เหตุใดทุกคนดู ให้ความสําคัญกับปี่นนี้นัก ทั้งที่ดูเผิน ๆ ก็เป็นเพียงเครื่องประดับงดงามชิ้น หนึ่งเท่านั้น
“ท่านพี่ ปี่นนี้มีอะไรพิเศษหรือ? เหตุใดท่านแทบไม่เคยสวม แต่กลับ
หวงแหนนัก?”
แม่นมเยว่ถอนหายใจ
“ปิ่นนี้มิใช่ชิ้นเดียว แต่เป็นหนึ่งในคู่
“แล้วอีกอันเล่า?”
“อยู่ที่คุณหนูรอง”
แม่นมเยว่ตอบ
“เดิมที นโบตั๋นคู่นี้เป็นสินเดิมที่ท่านย่าแห่งจวนถั่วกงมอบให้ฮูหยิน
ต่อมาเมื่อฮูหยินให้กําเนิดคุณหนูใหญ่กับคุณหนูรองในวันเดียวกัน ครั้นถึง
วันเกิตครบสามขวบ ก็แบ่งให้คนละอัน
หลงเอ๋อ พยักหน้า
“อ๋อ เป็นของที่ฮูหยินให้….มิน่าทุกคนจึงให้ความสําคัญ
แต่แม่นมเยว่กลับสายหน้า
“ที่ล้ําค่ามิใช่เพราะเป็นของฮูหยิน หากแต่เพราะ…เป็นของพระราช
ทานจากไทเฮา”
“อะไรนะ? พระราชทาน?”
จ้าวเย่อเฟิงกับหลงเอ๋อ ร้องพร้อมกันอย่างตกตะลึง แม่นม
เยว่อธิบายว่า แม้ตนไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด แต่ปิ่นนี้เป็นของพระราชทาน แท้แน่นอน คราวนี้จ้าวเข่อหรันจึงเอ่ยต่อ น้ําเสียงราบเรียบ
เยว่อธิบายว่า แม้ตนไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด แต่ปิ่นนี้เป็นของพระราชทาน แท้แน่นอน คราวนี้จ้าวเข่อหรันจึงเอ่ยต่อ น้ําเสียงราบเรียบ
เมื่อครั้งใทเฮายังมิได้เข้าวัง ท่านกับท่านยายของข้าเป็นสหายสนิท ครั้นภายหลังไทเฮาได้เป็นฮองเฮา แม้ฐานะเปลี่ยน แต่สายใยมิตรภาพยังไม่ ยาต ปิ่นคู่นี้คือของที่ฮองเฮาพระราชทานแก่ท่านยายในวันอภิเษก โดยทรง สั่งให้ช่างหลวงสร้างขึ้นเป็นพิเศษ เพราะทั้งสองต่างรักดอกโบตั๋น และปั่นคู่ หมายถึงมิตรภาพดุจพี่น้อง
ทุกคนฟังอย่างเงียบงัน
“เมื่อมารดาออกเรือน ท่านยายจึงมอบปีนนี้เป็นสินเดิม เพื่อให้นางมี หลักยึดในจวนสามี ภายหลังเมื่อมารดาให้กําาเนิดข้ากับเย่อเหรินแล้ว สุขภาพ ก็ทรุด ไม่อาจมีบุตรอีก ปิ่นคู่นี้จึงถูกแบ่งให้พวกเราคนละอัน หวังให้พี่น้อง รักใคร่ดั่งไทเฮากับท่านยาย…
คําพูดนั้นจบลงพร้อมรอยยิ้มบางที่เจือความเย้ยตนเอง พี่น้องรักใคร่ หรือ? ช่างเป็นความหวังที่งดงาม….และช่างห่างไกลความจริง ในชาติที่แล้ว เย่อเหรินเคยทําปั่นของตนหาย แล้วผลักความผิดมาให้นาง นางถูกเฆี่ยนสิบ ไม้ นอนชมครึ่งเดือน ความจริงถูกเปิดโปงภายหลัง แต่สิ่งที่ได้รับมีเพียงคํา สําหนิแผ่วเบาต่อเย่อเหรีนเท่านั้น ตอนนั้นนางยังโง่งม คิดว่าตนได้ความรัก คืนมา บัดนี้หวนคิด…ก็เพียงความฝันของคนที่กระหายความอบอุ่นจนยอม หลอกตัวเอง คราวนี้ นางจะไม่โง่ช้าสอง
“ท่านพี่! ท่านพี่!”
“ท่านพี่! ท่านพี่!”
จ้าวเย่อเพิงเรียกหลายครั้ง
“มีอะไรหรือ?”
นางสะดุ้งเล็กน้อย
“ข้าเรียกตั้งหลายหน ท่านคิดอะไรอยู่?”
จ้าวเข่อหรันยิ้มเย็น
“ก็คิดอยู่ว่าจะจัดการหลิงเอ๋อ อย่างไร”
“ต้องลงโทษให้หนัก!”
จ้าวเย่อเฟิงว่าอย่างจริงจัง นางพยักหน้า ก่อนสั่งแม่นมเยว่ให้ไป
เรียกบ่าวหญิงมาลากหลิงเอ๋อร์มา ไม่นาน หลิงเอ๋อร์ถูกลากตัวมา นางยัง ตะโกนโวยวาย อ้างตนเป็นสาวใช้คนสนิทของคุณหนูใหญ่ กล้าดีอย่างไรจึง
จับตัวนาง
เมื่อถูกผลักให้คุกเข่าต่อหน้าโต๊ะหิน นางเงยหน้าขึ้นสบสายตาเย็นชา
ยองจ้าวเข่อหรัน พลันใจหายวาบ จ้าวเข่อหรันหยิบถ้วยชาร้อนจัด าดใส่นาง โดยไม่ลังเล น้าชาร้อนลวกผ่านเนื้อผ้า ความเจ็บแสบทําให้นางร้องลั่น
“เป็นอย่างไร เลิกเหม่อลอยได้หรือยัง?”
เสียงนั้นเย็นเฉียบ
“ตัวอยู่ตรงนี้ ใจลอยไปไหน? หรือยามทํางานก็สะเพร่าเช่นนี้? ข้าคง
ตามใจเจ้ามากเกินไป จนเจ้าลืมว่าใครเป็นนาย
หลิงเอ๋อ หน้าซีด รีบก้มศีรษะ
“บ่าวไม่กล้า…”
“ไม่กล้าหรือ?”
เสียงหัวเราะเย็นดังขึ้น
“เรื่องใดเจ้าก็กล้า ทําเป็นลืมเสียแล้วหรือ?”
คําพูดนั้นทําให้หัวใจหลิงเอ๋อร์กระตุกแรง นางพยายามนึกว่าถูกจับ
ได้เรื่องใด แต่กลับลืมสนิทว่าตนเคยหยิบปิ้นโบตั๋นไปขายเสียแล้ว จ้าวเข่อหรันมองนางอย่างเย็นชา ก่อนตวาดก้อง
“หลิงเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนมีความผิดใด!”