หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 62 จุดจบของหลิงเอ๋อร์ (ตอนต้น)
62 จุดจบของหลิงเอ๋อร์ (ตอนต้น)
เมื่อเห็นสีหน้าของจ้าวเข่อหรัน หลิงเอ๋อร์ก็ใจหายวาบ ตั้งแต่รับใช้ มา นางไม่เคยเห็นคุณหนูใหญ่โกรธถึงเพียงนี้ ปกติหากไม่พอใจก็เพียง ตําาหนีไม่กี่คํา มิได้ตั้งทัพเช่นวันนี้ นางรีบทบทวนความผิดที่ตนก่อไว้ในระยะ นี้ในใจอย่างรวดเร็ว ทว่ากลับมืดมนไปหมด จ้าวเข่อหรันเห็นท่าทางนั้นก็ หัวเราะเย็นชา
“อย่างไรเล่า ทําผิดไว้มากเสียจนจําไม่ได้แล้วหรือว่าเป็นเรื่องใด?”
หลิงเอ๋อร์รู้ดี หากยังไม่ตั้งสติ เวลานี้คือหายนะ นางสูดลมหายใจลึก เงยหน้าขึ้นตอบด้วยนํ้าเสียงเรียบ
“คุณหนูพูดสิ่งใด บ่าวไม่เข้าใจเจ้าค่ะ”
จ้าวเข่อหรันเลิกคิ้วน้อย ๆ ดูท่าหลิงเอ๋อร์จะมีได้โง่เขลานัก ยังพอมี
ไหวพริบ ในสถานการณ์เช่นนี้ยังสงบได้รวดเร็ว ไม่น่าแปลกใจที่จ้าวเย่อเหรีย เลือกนางเป็นสายสืบ ทั้งโลกง่าย ทั้งพอมีสมอง น่าเสียดาย คนทรยศเช่นนี้ นางไม่มีวันปรานี
“หลิงเอ๋อร์ เจ้าคิดจะปากแข็งจนถึงที่สุดจริงหรือ?”
หลิงเอ๋อร์ร้องโวย
“บ่าวถูกใส่ร้ายเจ้าค่ะ! ตลอดมาบ่าวรับใช้คุณหนู แม้ไม่ถึงกับไร้ที่ติ แต่ก็เต็มใจเต็มกําลัง ไม่ทราบว่าผู้ใดปั้นน้ําเป็นตัวใส่ร้ายบ่าว จึงทําให้คุณหนู ระแวงเช่นนี้”
นางเหลือบมองจ้าวเข่อเฟิงอย่างมีนัย ในใจนางแน่ชัด ต้องเป็นเขายุ ยงแน่ ทั้งที่ปกติสองพี่น้องแทบไม่ข้องเกี่ยวกัน เหตุใดวันนี้เขาจึงมาถึงสวน ชุนฮุย พอเขามา คุณหนูใหญ่ก็ลงมือจัดการนางทันที จ้าวเข่อเฟิงแทบหลุด ด่า สายตานั่นหมายความว่าอย่างไร? ราวกับเขาเป็นตัวร้ายเสียเอง!
คนทําผิดยังหน้าด้านโยนความผิดให้ผู้อื่น! เขาฝันเก็บอารมณ์ไว้ มี เอ่ยสักคํา จ้าวเข่อหรันขมวดคิ้ว เมื่อครู่ยังคิดว่านางฉลาด ที่แท้ก็เขลานัก คิดว่านางเป็นคนโง่ถึงเพียงนั้นหรือ? เป็นคนที่ใครพูดอะไรก็เชื่อหมดหรือ?
“ดูท่าหากไม่เห็นแม่น้ําฮวงโห เจ้าคงไม่หลั่งน้ําตา”
หลิงเอ๋อ ยังยืนกราน
“บ่าวมิได้ทําสิ่งใด จะให้รับโทษใดเล่าเจ้าคะ”
จ้าวเข่อหรันแสยะยิ้ม
“ไม่ได้ทํา…อย่างนั้นหรือ?”
ๆ
นางหยิบกล่องไม้บนโต๊ะ เปิดช้า ๆ แล้วหยีบปั่นปักผมลาย ดอกโบตั๋นขึ้นมา แสงแดดส่องต้อง ตัวปืนสุกปลั่งระยับ ทันทีที่เห็น หลิงเอ๋อร์หน้าซีดเผือด หัวใจหล่นวูบ แต่ในใจยังมีความหวังริบหรี่ แม้หา ยองคืนได้ ก็ใช่ว่าจะรู้ว่าใครนําไปจํานํา นางเพียงต้องกัดฟันไม่รับ ก็ไม่มีใคร ทําอะไรได้
“หลิงเอ๋อร์ เจ้าจําปั่นนี้ได้หรือไม่?”
“นี่มิใช่ของคุณหนูหรือเจ้าคะ บ่าวเคยเห็นคุณหนูสวมอยู่หลายครา มี
สิ่งใดผิดปกติหรือ?”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง
“ข้าเองก็อยากรู้ เพราะปีนนี้เก็บในหีบเครื่องประดับมาโดยตลอด แต่ไม่รู้เหตุใดจึงไปโผล่ที่โรงรับจํานํา เจ้าพอจะรู้หรือไม่?”
หลิงเอ๋อร์กัดฟัน โรงรับจํานําเล็กเช่นนั้น เจ้าของคงจําหน้าไม่ได้ หรอก นางไม่ใช้ชื่อจริง อีกทั้งเวลาผ่านมานาน เพียงปฏิเสธให้ถึงที่สุด ก็
พอ
“บ่าวจะรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ”
“จริงหรือ?”
จ้าวเข่อหรันหยิบภาพวาดม้วนหนึ่ง คลี่ออกแล้วส่งให้หลงเอ๋อ น่าไป ให้หลิงเอ๋อร์ตู ทันทีที่เห็นภาพ ใบหน้าของตนถูกวาดอย่างชัดเจน หลิงเอ๋อ ยาอ่อน ทรุดลงกับพื้น จ้าวเข่อเฟิงหัวเราะหยัน
เรียบ
“จ้าหน้าตัวเองไม่ได้หรือ? จะให้ข้าเอากระจกมาให้ดูชัด ๆ หรือไม่?”
ๆ
เขาภูมิใจนัก หลักฐานนี้เขาเป็นผู้ไปตามหามา จ้าวเข่อหรันกล่าว
“เจ้าคงไม่รู้ว่า เจ้าของโรงรับจํานําเคยเป็นบัณฑิต และวาดภาพเก่ง นัก วันนั้นเจ้าสวมชุดสาวใช้ แต่ถือเครื่องประดับล้ําค่าไปจํานํา เขาจึงจ๋าเจ้า ได้แม่นยําา เพียงเราถาม เขาก็วาดภาพนี้ทันที หากเจ้ายังไม่ยอม ข้าจะเชิญ เขามาเผชิญหน้ากับเจ้าก็ได้”
เมตตา!”
หลิงเอ๋อ หมดหนทาง
“คุณหนู บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ! บ่าวเพียงโลกชั่ววูบ ขอคุณหนู
จ้าวเข่อหรันถอนหายใจ
“เมื่อครู่ยังยืนยันว่าบริสุทธิ์ เหตุใดตอนนี้ยอมรับเล่า?”
“บ่าวยอมแล้วเจ้าค่ะ! บ่าวทําไปเพราะความโลภ ขอคุณหนูไว้ชีวิต บ่า
วจะรับใช้ตอบแทนจนตาย!”
จ้าวเข่อหรันยิ้ม แต่ถ้อยคําเย็นเฉียบ
“ข้าจะไว้ชีวิตเจ้าด้วยเหตุใด? เมื่อครู่ยังปฏิเสธมิใช่หรือ? พอหนีไม่
พันจึงร้องยอ?”
หลิงเอ๋อ ร้องให้โยกศีรษะ
“คุณหนูได้โปรด เห็นแก่ที่เราเติบโตมาด้วยกันเถิดเจ้าค่ะ!”
คําว่า เติบโตมาด้วยกัน ทําให้จ้าวเย่อหรันใจสะท้าน ในชาติที่แล้ว นางก็คุกเข่าเช่นนี้ ขอความเมตตาจากบิดามารดา แต่หลิงเอ่อร์ในวันนั้น เล่า? นางขายความภักดีเพื่อคําสัญญาจากจ้าวเข่อเหริน ร่วมมือใส่ร้าย จน ตนถูกกรอกสุราพิษ ครานั้น หลิงเอ๋อร์เคยคิดถึงสายใยที่เติบโตมาด้วยกัน บ้างหรือไม่? หากวันนี้ปล่อยไป วันหน้าจะไม่ช้ารอยเดิมหรือ? คนเห็นแก่ตัว ย่อมเลือกตนก่อนผู้อื่นเสมอ จ้าวเข่อหรันกล่าวนิ่ง
“เรื่องนี้เกินกว่าข้าจะตัดสินใจเอง ต้องให้ท่านพ่อท่านแม่จัดการ”
ได้ยินดังนั้น หลิงเอ๋อร์แทบสิ้นแรง หากถึงหูนายท่านและฮูหยิน นางต้องถูกขับไล่แน่ สาวใช้มือไม่สะอาด ใครจะกล้ารับ? ปลายทางอาจถูก ขายเข้าช่อง กลายเป็นหญิงที่ “แขนหยกหมอนคนพัน ปากแดงชิมคนหมื่น ชีวิตจมดิ่งในความมืดตลอดกาล จ้าวเข่อหรันชูปื่นขึ้น
ไทเฮา”
“เจ้ารู้หรือไม่ ปี่นนี้มิใช่ของธรรมดา มันคือของพระราชทานจาก
คําว่า ของพระราชทาน ทําให้หลิงเอ๋อ หนาวไปทั้งร่าง หากเป็น เครื่องประดับทั่วไป โทษเพียงเมียนแล้วขายออก แต่ของพระราชทาน… ลัก ลอบจําหน่าย เท่ากับลบหลู่พระบารมี โทษถึงตัดศีรษะ หลิงเอ๋อ หน้าซีดราว
กระดาษ
ทันใดนั้น นางนึกถึงจ้าวเข่อเหริน ใช่แล้ว! คุณหนูรองต้องช่วยนาง แน่ นางทํางานให้มานาน ย่อมมีบุญคุณ จ้าวเข่อหรันเห็นสายตานั้นก็เข้าใจ ทุกอย่าง นางจึงสั่งให้คนไปเชิญบิดามารดา และ
“เรียกจ้าวเย่อเหรินมาด้วย”
จ้าวเย่อเฟิงงุนงง
“เหตุใดต้องเรียกนาง?”
จ้าวเข่อหรันเพียงยิ้ม หลิงเอ๋อ หวังพึ่งจ้าวเข่อเหรินหรือ? นางรู้จัก ฝาแฝดของตนดีที่สุด จ้าวเข่อเหรินเป็นคนเห็นแก่ตัว เมื่อได้หมั้นหมาย ง ใจ หลิงเอ๋อร์ก็หมดประโยชน์ ยิ่งเคยสัญญาจะพาไปเป็นสาวใช้ติดตาม นาง ยิ่งไม่อาจปล่อยให้มีหญิงใดแบ่งสามีในอนาคต
หลิงเอ๋อร์…เป็นหมากที่หมดค่าแล้ว ดังนั้นวันนี้ นางจะ ให้หลิงเอ๋อร์ตาสว่างเสียที ไม่นาน หลิงเอ๋อร์ถูกคุมขังในห้อง มีหลีผัวจื่อเฝ้า อยู่ อีกหนึ่งสายของจ้าวเข่อเหริน หลิงเอ๋อร์ขอให้ช่วยไปแจ้งคุณหนูรอง หลี่ พัวจ่อหัวเราะเยาะ
ได้เล่า?”
“เมื่อครู่ยังวางท่า วันนี้กลับมาขอร้อง คนหยาบอย่างข้าจะช่วยอะไร
หลิงเอ๋อ จึงข่มขู่
“หากข้าพูดเรื่องสายสืบออกไป เจ้าคิดว่าจะรอดหรือ?”
หลีผัวจื่อหน้าเสีย สุดท้ายจ๋าต้องยอมไปแจ้งข่าว แต่ทันทีที่นางออก จากห้อง หลงเอ๋อ ก็รีบไปรายงานจ้าวเข่อหรัน จ้าวเข่อหรันเพียงยกถ้วยชา
จีบอย่างสงบ จ้าวเย่อเฟิงถามด้วยความสงสัย
“นางไปหาจ้าวเย่อเหรินหรือ?”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง
“ดูท่า…ละครฉากใหญ่กําลังจะเปิดม่านแล้ว”
รอยยิ้มนั้นอ่อนโยน แต่ใต้ความอ่อนโยน คือคลื่นพายุที่กําลังจะถา
โถมอย่างไร้ปรานี