หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 63 จุดจบของหลิงเอ๋อร์ (ตอนจบ)
63 จุดจบของหลิงเอ๋อร์ (ตอนจบ)
หลี่ วจื่อทําตามคําสั่งของหลิงเอ๋อร์ รีบมาขอความช่วยเหลือจาก จ้าวเข่อเหริน ถึงเรือนเชียอวี่ จ้าวเข่อเหรินนั่งฟังอย่างสงบนิ่ง ปล่อยให้นาง เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสวนชุนฮุยตั้งแต่ต้นจนจบ สีหน้าไม่ไหวถึงแม้แต่ น้อย แท้จริงก่อนหน้านี้ก็มีคนมาบอกแล้วว่า เมื่อท่านพ่อกลับมา จะให้ไปที่ โถงใหญ่ ตอนนั้นนางยังสงสัยว่าเกิดเรื่องอันใด บัดนี้จึงกระจ่าง พอฟังจบ นางเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วโบกมีอ
“ข้ารู้แล้ว เจ้ากลับไปก่อน ระวังอย่าให้ใครจับพิรุธ” หลี่หัวจื่อถอยออกไป เสียนอนที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ รีบถามเสียงต่ํา
“คุณหนู เราจะช่วยหลิงเอ๋อ หรือไม่เจ้าคะ?”
“ช่วยนาง?”
จ้าวเย่อเหรินหัวเราะเย็น
“เจ้าคิดว่าข้าควรช่วยหรือ?”
ดวงตานางเยียบเย็นราวนํ้าแข็ง
“เรื่องคราวก่อน ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับนางเลย ถ้าไม่ใช่เพราะข่าว ลวงที่นางเอามาให้ ข้าจะเข้าใจผิดว่า เข่อหรัน ยืนอยู่ข้างข้าได้อย่างไร? ถ้าไม่ ใช่เพราะนาง ข้าจะล้มเหลวจนถูกกักบริเวณนหรือ? ตอนนี้ยังคิดให้ไปช่วย นาง… ฝันไปเถิด”
เสียนอวิ๋นลังเล
“แต่คุณหนู นางยังพอมีประโยชน์ หากครานี้ถูกกําจัดไป จะหาคน สอดแนมใหม่คงยากนะเจ้าคะ”
จ้าวเข่อเหรินยิ้มบาง
“กลัวอันใด? ถึงไม่มีหลิงเอ๋อร์ ยังมีหลีพัวจื่อ อีกอย่าง บัดนี้ หลินชื่อจื่อถอนหมั้นกับจ้าวเข่อหรันแล้ว คู่หมั้นของเขาคือข้า ข้าจะต้อง
หวาดหวั่นสิ่งใด?”
คําพูดนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจ… และความทะเยอทะยาน
“เช่นนั้นก็ปล่อยนาง?”
“แน่นอน ข้าไม่มีวันช่วยนาง”
ดวงตานางวาบด้วยแสงอ้ามหิต
“อย่าลืมว่านางยังเพ้อฝันอยากเป็นอนุของชื่อจื่อหลินซีหร่าน ข้าจะ
ปล่อยงูพิษไว้ข้างกายหรือ?”
เสียงหัวเราะแผ่วเบา
“เดิมทีข้าก็ตั้งใจจะกําจัดนางอยู่แล้ว ครานี้ยิ่งดี ไม่ต้องเปื้อนมือเอง”
อีกฟากหนึ่ง หลิงเอ๋อ ยังเฝ้ารอความช่วยเหลือด้วยความหวังเต็ม อก หากไม่รู้เลยว่า ในเรือนเชียอวี่ คนที่นางฝากชีวิตไว้ กําลังตัดสินใจทอด ทิ้งนางอย่างเลือดเย็น ช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว
หลังเที่ยงไม่นาน จ้าวชงกลับถึงจวน และถูกเชิญไปโถงใหญ่ทันที ใน นั้นมี ฉินเชียงเหอและจ้าวเย่อเหรินนั่งรออยู่แล้ว ไม่นานจ้าวเข่อหรัน ก็เดิน เข้ามา พร้อมด้วย จ้าวเข่อเฟิงและด้านหลังคือหลิงเอ๋อ ที่ถูกมัดแน่น
เมื่อจ้าวเข่อหรันก้าวเข้ามา นางมองเห็นสายตาไม่พอใจของฉันเชียง เหอ และรอยยิ้มเยาะเย้ยของจ้าวเข่อเหริน แต่ใจนางสงบนิ่ง ในสายตาของ มารดา นางคงไม่มีค่าเท่าบุตรสาวคนโปรดอยู่แล้ว ต่อให้ทําดีเพียงใด ก็เป็น เพียงเศษเมตตาที่เหลือจากอีกคน เช่นนั้นจะต้องไขว่คว้าไปไย? จ้าวเข่อหรัน เอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ
แม่ตัดสิน
“เรื่องนี้ใหญ่หลวง ลูกมีกล้าตัดสินใจเอง จึงต้องเรียนให้ท่านพ่อท่าน
เมื่อเอ่ยถึงความผิด ทุกคนตกตะลึง หลิงเอ๋อร์ขโมยปิ่นดอกโบตั๋น…. ของพระราชทานจากไทเฮา ไปขาย ค้าว่า “ของพระราชทาน” ทําให้สีหน้าทุก คนซีดเผือด หากเรื่องนี้รั่วไหล จวนไท่ซือทั้งหลังคงพินาศ เมื่อปืนถูกนํากลับ มาได้ ความตึงเครียดจึงคลายลงเล็กน้อย แต่โทษ… ไม่อาจละเว้น
“โบยจนตาย”
ฉันเชียงเหอกล่าวเสียงเรียบ ค้าตัดสินตกลงดั่งสายฟ้า
หลิงเอ๋อ หน้าซีด ก้มกราบจนหน้าผากแตก เลือดไหลปะปนกับน้ําตา นาง มองไปยังจ้าวเข่อเหรินอย่างสิ้นหวัง แต่ผู้ที่เคยนับถือเป็นนาย กลับเพียงยิ้ม
อ่อน
“ข้าไม่อาจช่วยเจ้า เรื่องนี้ใหญ่เกินไป”
คําพูดนั้นราวมีดบางเฉือนลึก ความสิ้นหวังแปรเปลี่ยนเป็นความ
โกรธ หลิงเอ๋อ กัดฟัน หันไปทางจ้าวเข่อหรัน
“คุณหนูใหญ่ บ่าวมีเรื่องจะบอก”
ทั้งโถงเงียบงัน จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง
“พูดมาเถิด”
ทว่าจ้าวเย่อเหรินกลับไม่สะทกสะท้าน เพียงยกถ้วยชาจิบช้า ๆ มืออีก ข้างลูบปีนไม้ธรรมดาบนมวยผม สายตาหลิงเอ๋อร์พลันแข็งค้าง ปิ่นไม้นั้น บางสิ่งบางอย่างที่นางไม่อาจทรยศ สุดท้ายหลิงเอ๋อร์ก้มหน้า
บ่าว… ไม่มีอะไรจะพูดแล้วเจ้าค่ะ”
ไม่นาน เสียงไม้กระทบเนื้อดังสะท้อนจากลานด้านนอก เสียงกรีด ร้องค่อย ๆ แผ่วลง จนเหลือเพียงเสียงกระบอง แล้วก็เงียบ
“สิ้นใจแล้วขอรับ”
จ้าวชงโบกมืออย่างไม่ใสใจ เพียงสาวใช้คนหนึ่งตายไป จวนยังคงสงบ งเดิม ทว่าภายในใจของจ้าวเบ่อหรันกลับมิได้โล่งอย่างที่คิด นางนึกถึงวัน วานที่เคยหัวเราะร่วมกัน หากหลิงเอ่อ ไม่ทรยศ… จะดีเพียงใด นางถอน หายใจ สั่งให้ส่งเงินหนึ่งร้อยตาลิงไปให้ครอบครัวของหลิงเอ๋อร์ เป็นสิ่งเดียว
ที่ทําได้
คืนนั้นยามใหสีอ จ้าวเข่อหรันนอนพลิกไปมา หลับไม่ลง ภาพอดีต ชาติผุดขึ้น ภาพหลิงเอ๋อร์ร่วมมือกับจ้าวเข่อเหรินใส่ร้ายตน ความเหนื่อยล้า ถาโถม แต่หลับไม่ลง ทันใดนั้น เสียงแผ่วเบา ง น หัวใจนางเต้นแรง หรือ จะเป็นขโมย?
คู่หนึ่ง
ครู่ต่อมา เงาขาวแล่นผ่านในความมืด นางลืมตา สบกับดวงตาลึก ง
“ซือถชวี่!”
เสียงเรียกเต็มไปด้วยความตกใจ บุรุษผู้นั้นยืนอยู่ข้างเตียง รอยยิ้ม
เจ้าเล่ห์ประดับมุมปาก
“นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะจําชื่อข้าได้”
จ้าวเข่อหรันเกือบกลอกตา
“ผู้ใดเล่าจะลืมคนแปลกหน้าที่ชอบโผล่เข้าห้องสตรีกลางดึก?”
คําตอบนั้นทั้งประชดทั้งขุ่นเคือง แต่แฝงความคุ้นเคยอย่าง
ประหลาด ซ๊อกูลวี่ มกว้าง
“ได้อยู่ในความทรงจําของเจ้า ถือเป็นเกียรติของข้าแล้ว”
ใต้แสงจันทร์ ความเศร้าในใจนางค่อย ๆ จางลง ราวกับในคืนที่เปื้อน เลือดและทรยศ ยังมีบางสิ่งอ่อนโยน ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามา.