หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 64 ความรู้สึกที่ก่อตัวเงียบงัน
64 ความรู้สึกที่ก่อตัวเงียบงัน
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฮือ ชวี่ก็แย้มยิ้ม
“หากเจ้าจดจําบ้าได้ นับเป็นเกียรติของข้าแล้ว”
จ้าวเข่อหรันส่ายหน้าอย่างขบขัน
“ท่านคิดหรือว่าข้าพูดชมท่านอยู่หรือ?”
“จะชมจะด่าไม่สําคัญ
ฮือถหวี่หัวเราะเบา ๆ
“อย่างน้อยก็แปลว่าเจ้าจ๋าข้าได้ ดูท่าวิธีมาเยือนกลางดึกจะได้ผลไม่
นางมองชายหนุ่มรูปงามตรงหน้า พลางเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ
“อือ ชวี่ ท่านเป็นใครกันแน่? เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือไม่? เหตุใด ท่านจึงมาหาข้าครั้งแล้วครั้งเล่า?”
“เรียกข้าว่า ‘ชวี่’ ก็พอ”
“อะไรนะ?”
จ้าวเข่อหรันชะงัก เขายิ้มบาง
“อย่าเรียกเต็มชื่อ”
นางหัวเราะเย็น
“ท่านอ๋อง เราสนิทกันถึงขั้นนั้นหรือ?”
อกูชวี่ทําท่าบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
“เจ้าว่าเราไม่สนิทกันหรือ? หลายคู่พบกันครั้งแรกคืนเข้าหอ เรายัง
โชคดีกว่านั้นเสียอีก อย่างไรเสีย ต่อไปเรายังต้องพบกันอีกมาก ทําความคุ้น เคยไว้ก่อนมิใช่หรือ?”
บุรุษรูปงามทําสีหน้าเช่นนั้น ต่อให้สตรีแข็งใจเพียงใดก็ยากจะไม่หวั่น ไหว จ้าวเย่อหรันก็ไม่ต่างกัน หัวใจเต้นแรง แก้มร้อนผ่าว ปีศาจจิ้งจอกเอ๊ย… นางด่าทอในใจ
“เด็กน้อย หน้าแดงแล้วนะ”
เขาแกล้งหยอก
“ท่านมองผิด!”
นางเข็นจนโกรธ เห็นท่าไม่ดี อวี่จึงเก็บท่า ทะเล้นลง
“ท่านจะตอบคําถามย้าหรือไม่?”
นางถาม
“ข้าก็บอกแล้ว ข้าชื่อชือก วี่”
“ข้ารู้ว่าท่านชื่ออะไร แต่ท่านคือใครกันแน่? มีจุดประสงค์ใด?” เขายกยิ้ม
“ฐานะของข้า อีกไม่นานเจ้าจะรู้เอง ส่วนจุดประสงค์… ข้าไม่ต้องการ
สิ่งใด นอกจากหัวใจของเจ้า”
จ้าวเข่อหรันขมวดคิ้ว
“อย่ามาล้อเล่น ข้าพูดจริงจังนะ”
“ข้าก็จริงจัง”
สายตาเขาแน่วแน่ หัวใจนางสะท้านวูบ อยากเชื่อ… แต่ไม่กล้าเชื่อ คนที่ผ่านสองภพชาติ เห็นความเย็นชาของมนุษย์มามาก ย่อมไม่ง่ายจะเปิด ใจ อีกทั้งครั้งก่อน นางตายเพราะความเชื่อใจง่ายเกินไป ความอ่อนโยนใน จวนนี้คือหนทางสู่ความตาย แม้ในใจต่อต้าน แต่โดยไม่รู้ตัว นางกลับลด ความระแวงต่อชายที่ยืนอยู่ในห้องนางยามดึกเสียแล้ว
“ข้าเชื่อท่านไม่ได้”
นางเอ่ยแผ่ว
“เราเพิ่งพบกันครั้งที่สองเท่านั้น”
“ข้าจะรอ ข้าชอบเจ้า”
เขากล่าวหนักแน่น
“ข้าจะพิสูจน์ด้วยเวลา ข้าจะไม่ทําร้ายเจ้า
จ้าวเข่อหรันส่ายหน้า
“อย่าชอบบ้าเลย”
เยาขมวดคิ้ว
“เจ้าจะไม่ชอบย้าก็ได้ แต่เจ้าห้ามข้าไม่ให้ชอบเจ้าไม่ได้
นางหันกลับมามองเยา
“ท่านจะเจ็บ”
คําสารภาพของเยาทําให้นางหวั่นไหว แต่ก็ฝืนกดมันไว้ ภาพในอดีต ผุดขึ้น คําพูดเย็นชาในวินาทีใกล้ตาย หลินซีหร่านไม่เคยรักนาง รักแต่ จ้าวเข่อเหริน ความทรยศจากคู่หมั้นและน้องสาวแท้ ๆ ทําให้นางไม่แน่ใจว่า ตนยังมีหัวใจพอจะรักใครอีกหรือไม่ ยิ่งบุรุษตรงหน้านี้ ทั้งรูปโฉม กิริยา ความสง่างามที่แผ่ฌาน บ่งบอกว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา เช่นนั้นจะมาชอบ หญิงธรรมดาอย่างนางได้อย่างไร?
“เจ้าลืมอดีตคู่หมั้นมิได้หรือ?”
เขาถามเสียง า นางชะงัก
“ท่านรู้ได้อย่างไร?”
เรื่องนั้นเป็นเพียงสัญญาปากเปล่าระหว่างสองตระกูล ไม่มีพิธี ไม่มีผู้ ใดรับรู้ เหตุใดเขาจึงรู้? ฮือ ชวี่รู้ตัวว่าพูดพลาด แต่ความหึงหวงแล่นวาบ
“ข้ารู้ก็แล้วกัน เขาเป็นบุรุษหลายใจ ไม่คู่ควรให้เจ้าคิดถึง”
“เหตุใดท่านถึงรู้ละเอียดเช่นนั้น?”
เยาไม่ตอบคําถามตรง ๆ เพียงเอ่ยต่อ
ๆ
“ก่อนถอนหมั้น เขาก็ลอบคบกับน้องสาวเจ้ามานานแล้ว”
จ้าวเข่อหรันเผลอหลุดปาก
“ท่านรู้ได้อย่างไร?”
สายตาเขาจับความผิดปกติได้
“เจ้ารู้มาก่อนแล้ว?”
นางพยักหน้า
“ใช่ และการถอนหมั้นนั้นตรงใจข้า
คําว่า ตรงใจ า ทําให้สีหน้าเขาสว่างวาบ ความหึงก่อนหน้าหายวับ
“ท่านได้ยินข้าหรือไม่?” นางถามเมื่อเห็นเขายิ้มคนเดียว
“วิธี ข้ารู้ ข้าไม่บอก”
เขามองนางด้วยแววตาร้อนแรง
“แต่ที่เจ้าบอกว่าไม่รักเขา ข้า ใจมาก”
จ้าวเข่อหรันหลบสายตา ใจหนึ่งเตือนว่าอย่าหลงเชื่อ แต่อีกใจกลับ
เห็นแววรักจริงในดวงตานั้น นางจึงเปลี่ยนเรื่อง
“วันนี้ท่านมาทําไม?”
เขายิ้มบาง
“มาดูเจ้า ข้ารู้เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ เจ้าคงไม่สบายใจ”
นางเงียบไปชั่วครู่ ก่อนฝันยิ้ม
“ข้าเองจงใจผลักเรื่องให้เป็นเช่นนี้
เสียงนั้นแฝงความเหนื่อยล้า ลึกในใจนางไม่มีความโล่งใจอย่างที่คิด
เมื่อหลิงเอ๋อ สิ้นใจ หัวใจนางกลับหนักอึ้งราวหินก้อนใหญ่
“ข้ารู้ตั้งแต่แรกว่าปิ่นดอกโบตั๋นหาย
นางเอ่ยต่อ
“วันที่พบปืนดอกเหมย ปิ่นนั้น… ท่านส่งมาใช่หรือไม่? คืนก่อนข้า
เห็นเงายาวผ่านหน้าต่าง”
เยาพยักหน้า
“เมื่อพบว่าปินโบตั๋นหาย ข้าไม่เอะอะ เพียงให้เฟิงเอ๋อ ช่วยตามคืน
หากข้าไม่บอกท่านพ่อท่านแม่ หลิงเอ๋อ คงไม่ตาย แต่ข้าบอก เพราะต้อง
การกําาจัดนางให้สิ้นชาก”
นางหัวเราะเย็นกับตนเอง
“เห็นหรือยัง ข้าโหดเหี้ยมเพียงใด แม้สาวใช้ที่เติบโตมาด้วยกันก็
ผลักสู่ความตาย”
อ้อมกอด
อือกูชวี่มีถอยหนี ตรงกันข้าม เขาก้าวมานั่งข้างเตียง ดึงนางเข้าสู่
“อย่าตื้น”
เสียงเยาเข้ม นางชะงัก
“ไม่ว่าเจ้าเป็นเช่นไร ข้าก็ชอบเจ้า และจะไม่เปลี่ยนใจ หากอยากร้อง
ก็ร้องเถิด”
คําพูดนั้นเหมือนเปิดประตูที่นางปิดตาย น้ําตาไหลอาบแก้ม นาง ร้องไห้เงียบ ๆ ในอ้อมแขนเขา ระบายความอัดอั้นทั้งหมด ครู่ใหญ่จึงหยุด และผลักเขาออกเมื่อรู้สึกถึงความใกล้ชิดเกินควร นางกอดเข่าตนเอง เล่าต่อ ถึงความทรงจําวัยเด็กกับหลิงเอ๋อร์ ความผูกพันที่เคยมี ความผิดหวังเมื่อถูก หักหลัง เพียงเพราะคําสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะได้เป็นอนุของหลินซีหร่าน “ข้าเรียกจ้าวเข่อเหรินมา เพื่อให้นางเห็นหลิงเอ๋อ สิ้นหวัง ข้าต้อง การให้นางตายในความสิ้นหวังนั้น
นํ้าตาไหลอีกครั้ง
“พอแล้ว”
เขากล่าวเสียงหนัก เขาเห็นความขัดแย้งในใจนาง ทั้งแค้น ทั้งอาลัย
เขาเช็ดนํ้าตาให้นางอย่างอ่อนโยน
“เจ้าทรมาน เพราะเจ้ายังมีความเมตตา อย่าโทษตนเอง คนที่เลือก
ทรยศคือหลิงเอ๋อร์ มิใช่เจ้า”
ค้าปลอบโยนทําให้นางโล่งขึ้นเล็กน้อย
“ข้าจะพยายามลืม”
บรรยากาศระหว่างทั้งสองพลันอ่อนหวานเงียบงัน
“เจ้า”
“ท่าน”
สองคน”
ทั้งคู่หลุดหัวเราะพร้อมกัน
“พูดเถิด”
เขายิ้ม
“ดึกแล้ว หากไม่มีธุระก็กลับเถิด”
เขาพยักหน้า
“ข้าจะไป แต่ยังมีเรื่องหนึ่ง สาวใช้เจ้าตายแล้ว ข้าจะคิดคนให้ใหม่
นางขมวดคิ้ว
“ไม่จําเป็น”
“จําเป็นสิ”
เปรียบ”
เขากล่าวเรียบ
“คนของเจ้ายังอ่อนประสบการณ์ หากมีมือ ช่วย เจ้าจะไม่เสีย
หลังจากสั่งใจ นางจึงยอม เขายิ้มอย่างพอใจ
“ข้าจะจัดการให้”
กล่าวจบ ฮือ ชวี่จิงจากไปอย่างอ้อยอิ่ง จ้าวเข่อหรันมองแผ่นหลัง
นั้น หัวใจที่เคยสั่นคลอนกลับสงบนิ่งสง
คืนนั้น นางหลับสนิทเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน และบางที… ความ
รู้สึกบางอย่างก็ได้หยั่งรากเงียบงันในหัวใจนางแล้ว