หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 65 แผนคํานวณของจ้าวเข่อเหริน ความอัดอั้นของ นินเชียงเหอ
- Home
- หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก
- 65 แผนคํานวณของจ้าวเข่อเหริน ความอัดอั้นของ นินเชียงเหอ
65 แผนคํานวณของจ้าวเข่อเหริน ความอัดอั้นของ
นินเชียงเหอ
ภายในเรือนเชียอวี่ เสียนอวิ๋นก๋าลังช่วยจ้าวเข่อเหรินสางผม เตรียม
ตัวเข้านอน บนโต๊ะเครื่องแป้งอันประณีต กลับมีปิ่นไม้ธรรมดาเล่มหนึ่งวาง อยู่เงียบ ๆ มันเป็นเพียงปืนไม้แกะสลักจากไม้เนื้อหยาบ งานฝีมือไม่ ประณีต มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นของราคาถูกจากแผงลอย ทว่ามันกลับวาง เคียงข้างเครื่องประดับล้ําค่าและเครื่องสําอางราคาแพงอย่างโดดเด่นราวกับ
จงใจ
“คุณหนู วันนี้ช่างเฉียดฉิวจริง ๆ นะเจ้าคะ”
เสียนอวิ๋นเอ่ยขณะหวีผม
“หากพวกเราไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน เกรงว่าวันนี้คงลําบากแล้ว”
จ้าวเข่อเหรินยิ้มอย่างมั่นใจ
“ข้าไม่เคยออกรบโดยไร้ความมั่นใจ หลิงเอ๋อร์เป็นคนเช่นไร ข้ารู้ดี คบหากันมานานเพียงนั้น นางเป็นคนเห็นแก่ผลประโยชน์ เพียงมีของล่อใจ ต่อให้เป็นเจ้านายเก่า ก็ขายได้โดยไม่กระพริบตา คนเช่นนั้น ฬ่าช้าเสียยิ่ง กว่าเศษธุลี”
เสียนอวิ่นพยักหน้าเห็นด้วย
“ถูกต้องเจ้าค่ะ ต่ําช้าโดยแท้”
“เพราะต่าช้า จึงสมควรตาย ไม่ใช่หรือ?”
จ้าวเข่อเหรินหยิบปิ่นไม้ขึ้นมาหมุนเล่น
ๆ
“โชคดีที่ข้าวางหมากไว้ก่อน หากวันนี้นางโพล่งออกมาจริง ๆ ต่อให้ ท่านพ่อท่านแม่ไม่เชื่อ ก็ย่อมเกิดรอยร้าวแห่งความระแวง และวันนี้ จ้าวเข่อหรันก็อยู่ด้วย หากนางเริ่มสงสัย ข้าจะทําอะไรต่อไปก็คงไม่สะดวก
ปี่นไม้นั้น คือของที่นางให้คนไปขโมยมาจากบ้านหลิงเอ๋อร์ เป็นปี่น ที่หลิงเอ๋อ ซื้อให้มารดาด้วยตนเอง วันนั้นก่อนเข้าโถงใหญ่ จ้าวเข่อเหรินตั้ง ใจปักมันไว้บนศีรษะ เพื่อใช้ข่มขู่ และก็ได้ผล หลิงเอ๋อร์เห็นปิ่นนั้นเพียงแวบ เดียว ก็หน้าซีดเผือด คิดว่ามารดาตกอยู่ในเงื้อมมือ จึงไม่กล้าเอื้อนเอ่ย
ความจริงอีก
เรียบ ๆ
“แล้วครอบครัวของหลิงเอ๋อ เล่า คุณหนูคิดจะทําอย่างไร?” เสียนอวินถามเสียงเบา จ้าวเข่อเหรินนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบ
“พรุ่งนี้เอาเงินหนึ่งร้อยตําลึงไปให้บ้านนางเถอะ อย่างไรเสีย ตอนมี
ชีวิต นางก็เคยรับ ข้าไม่น้อย
เสียนอวินยกยอทันที
“คุณหนูช่างมีเมตตาดุจพระโพธิสัตว์ ทั้งที่นางเคยทําให้แผนคุณหนู ฟังจนถูกกักบริเวณ ยังคิดถึงครอบครัวนางอีก”
จ้าวเย่อเหรินหัวเราะบางเบา
“ข้าชัดเจนเรื่องบุญคุณและโทษทัณฑ์ นางเคยทําร้ายข้าก็จริง แต่ก็ เคยทํางานให้ข้ามากเช่นกัน บัดนี้นางตายแล้ว ก็ถือว่าเป็นน้ําใจครั้งสุดท้าย”
พูดจบ นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามขึ้นอีก
“บ้านนางมีใครบ้าง?”
เสียนอวิ่นพยายามนึก
“มีมารดาที่ป่วยอ่อนแรง นอนติดเตียงมานาน น้องสาวสิบเอ็ดปี
น้องชายเก้าปี บิดาตายตั้งแต่นางยังเล็ก นางจึงเป็นเสาหลักเลี้ยงดูทั้งบ้าน”
จ้าวเย่อเหรินพยักหน้า ดวงตาวาววับแปลกประหลาด
“แล้วความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องล่ะ?”
“สนิทกันมากเจ้าค่ะ หลิงเอ๋อร์เป็นคนเลี้ยงดูสองคนนั้นแทบทั้งชีวิต”
เสียนอวิ่นถอนหายใจ
“คิดดูแล้วก็น่าสงสาร บ้านนั้นเสียเสาหลักไป ไม่รู้จะอยู่กันอย่างไร”
ใบหน้าจ้าวเย่อเหรินค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นลึกซึ้งยากหยั่ง เงียบไป พักใหญ่ ก่อนเรียกเรียนอวิ๋นให้โน้มตัวลง แล้วกระซิบถ้อยคําบางอย่างข้าง หู ยิ่งฟัง ดวงตาเสียนอนก็ยิ่งเบิกกว้าง ทว่าก็พยักหน้ารับ ไม่หยุด เมื่อ จ้าวเย่อเหรินพูดจบ นางเงยหน้าถามเรียบ ๆ
“เข้าใจแล้วใช่หรือไม่?”
“คุณหนูวางใจ บ่าวจะจัดการให้เรียบร้อย”
เสียนอวีนตอบ แม้ในใจจะลังเลอยู่บ้าง
“แต่…ทําเช่นนี้จะดีหรือเจ้าคะ? หลิงเอ๋อร์ก็ตายไปแล้ว เรายังจะ
“อะไร? เจ้าคิดว่าข้าโหดร้ายเกินไปหรือ?”
เสียงจ้าวเข่อเหรินเย็นลงฉับพลัน เสียนอวิ๋นหน้าชิด รีบคุกเข่าลง
“บ่าวมิกล้า!”
จ้าวเข่อเหรินเป็นคนหยิ่งทะนง เติบโตมาพร้อมค้าสรรเสริญ นางไม่ อาจทนต่อเสียงค้าน แม้แต่จากคนสนิท เมื่อเห็นเสียนอวิน ยอมจํานน สี หน้านางจึงอ่อนลง
“พรุ่งนี้ทําตามที่ข้าสั่งให้เรียบร้อยก็พอ”
“เจ้าค่ะ”
ไม่นาน บทสนทนาก็เปลี่ยนไปเรื่องงานวันเกิดของท่านยายแห่ง จวนถั่วกง จ้าวเข่อเหรีนนึกถึงงานเลี้ยงครั้งก่อนที่นางวางแผนผลัก จ้าวเข่อหรันตก า แย่งภาพ “ชุนเกอเหยียบหิมะ” ของแท้ไปมอบแก่ฮูหยิน ผู้เฒ่าหลิน จนได้รับคําชมล้นหลาม ครั้งนี้ นางจะต้องโดดเด่นกว่าเดิม โดย เฉพาะในฐานะคู่หมั้นของชื่อจื่อแห่งจงอี้โหว
“พรุ่งนี้ ข้าจะไปเรือนชุนฮุย”
นางกล่าว
“ไปทําไมหรือเจ้าคะ?”
“ไปหยั่งดู ว่าจ้าวเข่อหรันจะให้ของขวัญอะไร”
จากนั้น จ้าวเย่อเหรินก็เอ่ยขึ้นอย่างระแวง “วันนี้เจ้าไม่รู้สึกหรือ ว่าท่าทีของนางแปลกไป?”
เสียนอชิ้นส่ายหน้า
“บ่าวเห็นว่ายังปกตินะเจ้าคะ”
แต่จ้าวเย่อเหรินกลับยิ่งคิดยิ่งหวั่น
“นางเรียกข้าไปทั้งที่ไม่เกี่ยวข้อง แล้วยังมองข้าราวกับรู้บาง อย่าง….หรือว่านางจะรู้เรื่องก่อนหน้านี้แล้ว?”
เสียนอวิ้นรีบปลอบ
“หากรู้จริง คุณหนูใหญ่คงโวยวายไปแล้ว คุณหนูวางใจเถิดเจ้าค่ะ”
ค้าปลอบนั้นทําให้นางสงบลงเล็กน้อย
“ถึงอย่างไร ต่อไปต้องระวังให้มาก หลิงเอ๋อ ตายแล้ว เราขาด ขาด
ตาไปหนึ่งคน”
เสียนอวินยิ้มเจ้าเล่ห์
“ง่ายนักเจ้าค่ะ คุณหนูไปขอฮูหยินเพิ่มคนให้เรือนชุนฮุยสิคะ แล้ว ค่อยชื้อตัวทีหลัง คนใหม่ไร้เยื่อใย ยิ่งชื้อง่าย”
ดวงตาจ้าวเย่อเหรินเป็นประกาย
“ดีมาก!”
ขณะเรือนเชียอวี่วางหมากอย่างสุขุม เรือนชิงเหอของฉันเชียงเหอก
ลับอิมครีม คืนนั้น จ้าวชงมิได้พักที่นี่ แต่ไปเรือนสุยเพิง โดยอ้างว่า จ้าวเข่อเฟิงช่วยเรื่องปื่น ไม่ให้ลุกลาม เพียงคิดถึงเรื่องนั้น ฉันเชียงเหอก็ ร้อนรุ่ม พลิกตัวไปมา แม่นมฉัน ผู้เลี้ยงดูนางมาตั้งแต่วัยเยาว์ เอ่ยเสียงอ่อน
พวกอน!”
“ฮูหยินมีเรื่องค้างคาใจ จึงหลับไม่ลงใช่หรือไม่?”
ฉินเชียงเหอลุกขึ้นนั่ง สีหน้าขุ่นมัว
“แม่นม ท่านว่า เข่อหรินยังเป็นลูกข้าหรือไม่? ถึงได้เอาใจไปเข้าข้าง
ฉินหมิวมัวถอนใจ
“ฮูหยิน อย่าพูดเช่นนั้น นางเป็นสายเลือดแท้ ๆ ของท่าน”
“ถ้าไม่ใช่เพราะลูกดี ๆ ของข้า วันนี้ท่านพี่จะไปเรือนสุยเฟิงหรือ?”
เสียงนางเจ็บแค้น
“ครั้งก่อนก็เช่นกัน นางเข้าประตูมาพร้อมแม่ลูกคู่นั้น ยังไม่ช่วยเล่อ
เหรินอีก!”
ฉินหมิวมั่วกล่าวช้า ๆ
“ฮูหยิน ท่านยกเลิกคู่หมั้นของคุณหนูใหญ่ เพื่อให้น้องสาวได้แต่ง แทน คุณหนูใหญ่จะไม่คับแค้นได้อย่างไร?” ฉินเสียงเหอเงียบไปชั่วครู่ ก่อนตอบอย่างฝันเหตุผล “ข้าทําเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของเข่อเหริน! หากไม่ทํา ชีวิตนางจะฟัง
นะ!”
ฉินหมิวมัวมองอย่างอ่อนใจ
“แล้วคุณหนูใหญ่เย่อหรันเล่า? นางไม่ใช่ลูกท่านหรือ? ตั้งแต่เล็ก นาง
ก็เฝ้าคิดว่าชื่อจื่อคือสามีในอนาคต จู่ ๆ กลายเป็นเขยของน้องสาว ใครจะ
ยอมรับได้ง่าย ๆ?”
ฉินเชียงเหอเม้มปาก
“อย่างไรเสีย ข้าเป็นแม่ จะสั่งสอนนางก็ถูกต้องแล้ว!” พูดจบ นางเอนกายลง ปิดตาแน่น แต่ความอัดอั้นในอก….มิได้ปิด
ตามไปด้วยเลย