หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 66 ของขวัญวันเกิด
66 ของขวัญวันเกิด
รุ่งอรุณแผ่วเบา จ้าวเข่อหรันลืมตาตื่นจากห้วงนิทรา ค่ําาคืนที่ผ่านมา ไร้ซึ่งความฝัน หลับลึกอย่างที่มิได้เป็นมานาน ครั้นตื่นขึ้นมา นางกลับงุนงง อยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าตนอยู่ที่ใด ราวกับจิตวิญญาณยังลอยละล่อง ผ่านไปพัก ใหญ่สติจึงคืนกลับ
เพียงนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ใบหน้าก็ร้อนผ่าวดั่งต้องเปลวไฟ ภาพ ที่ตน บอกฮือ ชวี่ ร้องไห้พรั่งพรู ระบายความคับข้องใจที่อัดแน่นมาทั้งสอง ชาติ เพียงคิดก็อยากมุดแทรกแผ่นดินหนี นางดึงผ้าห่มคลุมศีรษะ ใจคร่ํา ครวญ ช่างโง่งมนัก! ยังไม่รู้ด้วยซ้ําว่าเขาเป็นใคร มีฐานะเช่นไร กลับเปิดเผย หัวใจให้หมดสิ้น มีหนําซ้ํายังเหมือนจะรับปากอะไรบางอย่างอีก…. แต่มันคือ สิ่งใดกัน?
จ้าวเข่อหรันขมวดคิ้ว พยายามรื้อฟื้นความทรงจํา เมื่อคืนตนเสียใจ หนัก ซ๊อกูล มาหา แล้ว…. เอ่ยค่าสารภาพรัก เพียงคิดถึงตรงนั้น ใบหน้า แดงจัดกว่าเดิม หลังจากนั้น นางก็พรั่งพรูทุกสิ่ง ก่อนจะร้องไห้จนหมดแรง ในอ้อมแขนเขา แล้วอะไรอีกเล่า? อ้อ…. บ่าวรับใช้! นางสะดุ้งขึ้นทันที จําได้ แล้ว ก่อนจากไปเขาบอกว่าจะส่งสาวใช้มาให้นางหลายคน และตนก็… ตกลง แล้วด้วย!
“โง่เง่าเสียจริง”
นางสบถในใจ ยังไม่รู้แม้กระทั่งภูมิหลังของเขา กลับยอมรับของ กํานัลเสียแล้ว ทว่าแปลกนัก แม้ปากจะบอกตนว่าอย่าไว้ใจเขา แต่หัวใจก็ กลับโน้มเข้าหาโดยมีรู้ตัว ยอมเปิดแผลเก่าให้เขาเห็น ยอมเผยความอ่อนแอ ที่ไม่เคยให้ใครล่วงรู้
เหตุใดจึงเชื่อใจเขาเช่นนี้? นางเองก็หาคําตอบไม่ได้ สุดท้ายจึงส่าย หน้า ไม่คิดเสียเวลาไตร่ตรองต่อไป อย่างไรเสีย นางก็ตัดสินใจจะรับสาวใช้ เหล่านั้นไว้ เพราะความจริงก็คือ คนข้างกายนางมีไม่พอ หลงเอ๋อร์ยังเด็ก เกินไป ขาดความสุขุม แม่นมเยว่แม้เฉลียวฉลาด แต่ชราลงทุกวัน หลายเรื่อง
ก็เกินก๋าสั่ง
ในจวนแห่งนี้ นอกจากสองคนนั้น นางแทบไม่มีผู้ใดเป็นกําลัง จ้าวเข่อเหรินกําลังรุกไล่ทุกย่างก้าว นางจําเป็นต้องมีคนในมือ อีก ทั้งชือ ชวี่… ดูก็รู้ว่าไม่ใช่บุรุษธรรมดา สาวใช้ที่เขาคัดมา ย่อมมิใช่คนไร้ฝีมือ และลึกลงไปในใจ นางก็ยังเชื่อมั่นว่าเขาจะไม่ทําร้ายนาง
เมื่อนึกเช่นนั้น ใจก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย หากชื่อ ชวี่ล่วงรู้ความคิดนี้ เข้า คงยิ้มจนมุมปากแทบฉีก ไม่นาน แม่นมเยวกับหลงเอ๋อร์ก็เข้ามาช่วย แต่งตัว หลังอาหารเช้า จ้าวเข่อหรันไปยังศาลาในสวนชุนฮุย ตั้งใจปักผลงาน ชิ้นสําคัญ อีกสิบวันจะถึงวันคล้ายวันเกิดท่านยาย นางตั้งใจทําฉากกั้นผ้าปัก เป็นของขวัญ
ด้วยพื้นฐานจากชาติที่แล้ว ฝีมือนางมิใช่ธรรมดา และครั้งนี้ นางมิได้ ปักเพียงด้านเดียว หากเป็น “ปักสองหน้า” งานปักสองหน้า คือการปักลวด ลายบนผืนผ้าเดียวกันให้ทั้งด้านหน้าและหลังงดงามเท่าเทียม ลวดลายตรง
กันทุกกระเบียด แม้กระทั่งการเก็บปลายไหมก็ต้องแนบเนียน
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังใช้เทคนิค “สองหน้าสามต่าง” คือสองด้านลวด ลายต่างกัน สีต่างกัน เข็มต่างกัน ด้านหนึ่งเป็นภาพ “นกกระเรียนอวยพร อายุยืน” นกกระเรียน โดยเฉพาะกระเรียนมงกุฎแดง คือสัญลักษณ์แห่ง อายุยืนยาว สง่างาม ประหนึ่งวิญญาณผู้บรรลุธรรม เหมาะยิ่งกับท่านยายที่ กําลังย่างเข้าสู่วัยหกสิบ
อีกด้านเป็น “เทพธิดาถือผลท้ออายุวัฒนะ” เด็กอ้วนท้วนถือผลท้อ แห่งชีหวังหมู่ สื่อถึงความเป็นสิริมงคล อายุยืนยาวดุจฟ้าดิน ทั้งสองภาพ นางไตร่ตรองแล้วไตร่ตรองอีกจึงตัดสินใจ ท่านยายและท่านตาผู้ล่วงลับล้วน รักนางยิ่ง โดยเฉพาะท่านตา ผู้สะสมภาพเขียนและวัตถุโบราณจํานวนมาก และยกให้แก่นางเกือบทั้งหมด ภาพ “ชุนเกอเหยียบหิมะ” ของอู๋โจวจื่อ ที่ จ้าวเข่อเหรินเคยหลอกยืมไป ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ชาติที่แล้ว นางโง่เขลา ถูกหลอกจนสูญเสียของล้ําค่าไปมาก ชาตินี้… จะไม่มีวันอีก ของที่ท่านตาทิ้งไว้ นางจะรักษาไว้ด้วยชีวิต นอกจากฉากกั้นนี้ นางยังเตรียมของขวัญอีกชิ้นหนึ่ง แต่จนกว่าจะถึงวันงาน ไม่มีผู้ใดได้รู้ คิด ถึงตรงนั้น รอยยิ้มบางก็ผุดขึ้นที่มุมปาก ขณะกําลังปักผ้าอย่างตั้งใจ หลงเอ๋อ ก็เดินเข้ามา
“คุณหนูใหญ่ คุณหนูรองมาขอพบเจ้าค่ะ รออยู่ด้านนอก” จ้าวเย่อเหรินมา? จ้าวเข่อหรันขมวดคิ้วเบา ๆ
“เชิญนางเข้ามา”
นางวางงานปักลงบนโต๊ะหิน ไม่นาน ร่างในชุดกระโปรงแพรบางสี เหลืองอ่อนก็ปรากฏ ผิวขาวดุจหิมะ คิ้วเรียวเข้ม ดวงตาเปล่งประกายดั่ง ดารา จมูกโด่ง ริมฝีปากแดงระเรื่อ งามละมุนทุกอิริยาบถ งดงามสมคําร่ํา ลือ หนึ่งในสี่หญิงงามแห่งเมืองหลวง
จ้าวเย่อหรันแม้ไม่ชอบนาง ก็ต้องยอมรับในความงามนั้น ชาติที่ แล้ว…. นางก็เคยหลงเชื่อเช่นนี้มิใช่หรือ? เพราะอีกฝ่ายงามล้ํา และทําดีกับ ตนเพียงเล็กน้อย นางที่ขาดความรักจากบิดามารดาจึงทุ่มเทหัวใจให้โดยไม่
ลังเล จนสุดท้าย สูญเสียแม้กระทั่งชีวิต
ชาตินี้จะไม่มีวันอีก ในดวงตาจ้าวเข่อหรันวาบประกายเย็นเยียบ
“พี่หญิง สีหน้าไม่ดีเลย ไม่สบายหรือ?”
จ้าวเย่อเหรินเอ่ยเสียงหวาน ห่วงใยจนฟังดูจริงใจ จ้าวเข่อหรันสะบัด
ความคิดทิ้ง ยิ้มอ่อน
“เพียงนอนไม่พอ”
ทั้งสองนั่งลง เงียบงันอยู่ครู่
“วันนี้ไม่เห็นเสียนอน ไม่ติดตามเจ้ามาหรือ?”
จ้าวเข่อหรันถามอย่างไม่ใส่ใจ
“ข้าให้นางไปทําธุระเล็กน้อย
“โอ้? ถึงกับให้สาวใช้คนสนิทไปเอง คงไม่ใช่เรื่องเล็กกระมัง?”
ดวงตาจ้าวเข่อเหรินวาบมีดเพียงชั่วขณะ ก่อนยิ้มกลบเกลื่อน
“เพียงอยากกินขนมจากหอวิ่งเยวี่ยเท่านั้น”
จ้าวเข่อหรันสังเกตได้ทุกริ้วรอย มีบางอย่างแน่ แต่บนใบหน้า นาง
ยังยิ้มละมุน
“เมื่อครู่พี่กําลังคิดอะไรหรือ?”
จ้าวเย่อเหรินรีบเปลี่ยนเรื่อง
“คิดถึงหลิงเอ๋อร์”
สีหน้าจ้าวเข่อเหรินแข็งวูบ
“หลิงเอ๋อ กล้าขโมยของพระราชทานไปชาย ช่างโลกนัก แม้ข้าอยาก
ช่วยก็ช่วยไม่ได้”
“นางสมควรตายแล้ว”
จ้าวเย่อเหรินรีบเสริม
“ใช่… โลกมากก็ย่อมรับผลกรรม”
ประโยคธรรมดา แต่แฝงคมมีด
“ก่อนตาย… นางได้พูดอะไรกับพี่หรือไม่?”
จ้าวเย่อเหรินถามอย่างระแวง จ้าวเข่อหรันทําหน้าแปลกใจ
“น้องคิดว่านางควรพูดอะไรกับพี่หรือ?”
“มะ… ไม่มีอะไร”
นางยิ้มจาง
“วันนี้ข้ามาเพียงถามเรื่องของขวัญวันเกิดท่านยาย
“ข้าจะปักฉากกั้นให้
“ฉากกั้นหรือ?”
จ้าวเข่อเหรินหยิบงานปักขึ้น
“นกกระเรียนอวยพรสินะ”
นางเห็นเพียงด้านเดียว มีรู้ว่ามีอีกด้านซ่อนอยู่ ในใจหัวเราะหยัน ช่างสามัญนัก แต่บนใบหน้าเต็มไปด้วยคําชม จ้าวเข่อหรันเห็นแววดูแคลน นั้นชัดเจน ทว่ายังยิ้มอ่อน
“แล้วน้องเล่า?”
“ยังคิดไม่ออกเจ้าค่ะ ท่านยายมีครบทุกสิ่ง”
จ้าวเข่อหรันทอดเสียงเหมือนไม่ตั้งใจ
“ข้าเคยเลิงของไว้ชิ้นหนึ่ง แต่แพงเกินไป”
ดวงตาจ้าวเย่อเหรินเป็นประกาย
“สิ่งใดหรือเจ้าคะ?”
“พระโพธิสัตว์กวนอิมหยกขาวจากร้านเจินเป่าใจ งดงามไร้ตําหนิ
“จริงหรือเจ้าคะ?”
“แต่ได้ยินว่า พี่อ้เหมี่ยวก็หมายตาไว้เช่นกัน
ทันทีที่ได้ยินชื่อฉินอี้เหมี่ยว บุตรีใหญ่แห่งจวนถั่วกง หนึ่งในสี่หญิง งาม และได้รับสมญาอัจฉริยสตรีอันดับหนึ่ง ไฟในดวงตาจ้าวเข่อเหรินลูก วาบ ตลอดมา นางถูกอีกฝ่ายกดไว้เสมอ ครั้งนี้… นางจะต้องชนะ แม้ต้อง จ่ายแพงเพียงใด ก็จะซื้อพระกวนอิมหยกขาวองค์นั้นให้ได้
ในแววตาจ้าวเย่อเหริน มีความทะเยอทะยานลุกโชน ส่วน จ้าวเข่อหรัน เพียงยิ้มบาง ๆ ปลา… ติดเบ็ดแล้ว
6།