หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 9 ลงโทษหลิงเอ๋อร์
ทุกคนต่างตะลึงงัน แต่แม่นมเยว่และหลงเอ๋อร์เพียงยืนสงบนิ่ง อยู่ด้านข้าง ก้มมองพื้น ไม่เอื้อนเอ่ยคําใด
“คุณหนู…”
หลิงเอ๋อร์กลับเป็นผู้ตกใจยิ่งกว่าใคร นางไม่เคยถูกคุณหนูปฏิบัติ ด้วยน้ําเสียงเย็นชาเช่นนี้มาก่อน ทั้งที่นางก็ไม่ได้ก่อเรื่องใหญ่โตอันใด เหตุใดต้องทรงพิโรธถึงเพียงนี้ ความคับแค้นจึงเอ่อท้นในอก
“บ่าวทําผิดสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”
จ้าวเข่อหรันยกมุมปากขึ้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แววตาเยียบเย็น
ดุจน้ําแข็งในค่ําเหมันต์
“ท่าทางเจ้าช่างวางมาดนัก ข้ายังมิทันกล่าวสิ่งใด เจ้ากลับแสดง ความไม่พอใจเสียแล้ว ผู้ใดไม่รู้คงนึกว่าเจ้าเป็นคุณหนู ส่วนข้าเป็นบ่าว
กระมัง”
สายตานั้นใสกระจ่าง หากคมกริบดุจคมดาบ มองทะลุถึงก้นบึง จิตใจ หลิงเอ๋อร์เพียงสบสายตาก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง
“บ่าว…มิกล้าเจ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้น ก็บอกมาว่าเจ้าผิดตรงใด”
เสียงของจ้าวเข่อหร้นแผ่วเบา แต่หนักแน่น
“หากตอบไม่ได้ แสดงว่าเจ้ายังไม่รู้สํานึก ว่าตนทําผิดอะไร เช่น นั้นก็ไม่จําเป็นต้องอยู่ข้างกายข้าอีก บ่าวที่แม้แต่ความผิดของตนยังไม่ รู หากออกไปก่อเรื่อง ข้าจะไม่พลอยรับเคราะห์หรือ?”
หลิงเอ๋อร์รีบคุกเข่าลง ก้มหน้าต่ํา
“บ่าวไม่ควรชิงตอบคําถาม ละเมิดกฎระเบียบ ขอคุณหนูโปรด
เมตตาบ่าวด้วยเจ้าค่ะ”
นางมั่นใจว่า หากเป็นเมื่อก่อน คุณหนูผู้ใจอ่อนยอมยกโทษให้ ง่ายดาย ทว่า จ้าวเข่อหรันที่กลับชาติมาเกิดใหม่ มิใช่สตรีผู้อ่อนแอคน
เติมอีกแล้ว
“ดี เมื่อเจ้ารู้ว่าผิด ก็จงรับโทษเถิด”
นางกล่าวอย่างเรียบเฉย
“โมยสิบไม้ และตัดเงินเดือนสามเดือน”
คําตัดสินนั้นราวสายฟ้าฟาด หลิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นด้วยความ ตะลึง หลงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างอดทนไม่ไหว รีบเอ่ยขอความเมตตา “คุณหนู โทษเช่นนี้จะหนักเกินไปหรือไม่เจ้าคะ?”
จ้าวเข่อหรันโบกมือเบา ๆ
“พอเถิด อย่าได้ขอร้องแทนกันอีก ไร้กฎเกณฑ์ย่อมไร้ระเบียบ ผิดก็ต้องรับโทษ”
“คุณหนู บ่าวไม่ยอมรับเจ้าค่ะ!”
หลิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น น้ําตาคลอหน่วย ราวถูกกลั่นแกล้งจนสุดจะ
ทน จ้าวเข่อหรันเอนกายพิงหัวเตียง ท่าทางเกียจคร้าน หากแววตากลับ เย็นชา
“ว่ามา เจ้าจะไม่ยอมรับสิ่งใด?”
“บ่าวเพียงตอบก่อนแม่นมเยว่เท่านั้น เหตุใดต้องลงโทษหนักถึง เพียงนี้ บ่าวไม่ยอมรับเจ้าค่ะ!”
เสียงโต้เถียงนั้นเต็มไปด้วยความคับแค้น แต่แฝงด้วยความแข็ง กร้าว จ้าวเข่อหวั่นหัวเราะเบาๆ รอยยิ้มงดงาม หากไร้ความอบอุ่น
“ตั้งแต่ข้าเริ่มพูดจนถึงบัดนี้ ไม่มีประโยคใดที่เจ้าฟังด้วยความ
ยอมรับสักค่า”
แรก
“เมื่อครู่ข้าถามแม่นมเยว่ เจ้ากลับชิงตอบ นั่นคือความผิดข้อ ที่สวนชุนฮุย แม่นมเยว่เป็นหัวหน้าดูแล เจ้าเป็นเพียงบ่าวชั้นหนึ่ง มิใช่ผู้มีสิทธิ์ตอบแทน เจ้ารู้ว่าตนผิด แล้วยังทํา นั่นคือรู้ผิดแต่จงใจทํา ผิดข้อที่สอง ข้าลงโทษ เจ้ายังกล้าโต้แย้ง ไม่รับคําสั่ง นั่นคือขัดบัญชา ผิดข้อที่สาม”
นางทอดสายตามองหลิงเอ๋อร์ช้า ๆ
“ยังมีสิ่งใดจะกล่าวอีกหรือไม่ หากเจ้ายังไม่สํานึก ข้าจะบอกท่าน
แม่ ข้ามิอาจเลี้ยงบ่าวผู้สูงศักดิ์เช่นเจ้าได้ ส่งไปขายเสียยังดีกว่า”
ถ้อยคําเรียบง่าย หากเฉียบคมดุจมีดกรีดใจ หลิงเอ๋อร์หน้าซีด เผือด รีบก้มศีรษะลงต่ํา
“บ่าว…รับโทษเจ้าค่ะ”
แม้ในใจยังคับแค้น แต่หลิงเอ๋อ ไม่กล้าขัดขืนอีก หากถูกขาย ออกไป ชีวิตนี้คงดับสิ้น อีกทั้งคุณหนูรองเคยสัญญาว่า หากนางคอยจับ ตาดูคุณหนูใหญ่ให้ดี ผลประโยชน์ย่อมไม่ขาดมือ ดังนั้น ต่อให้เจ็บปวด เพียงใด ก็ต้องอดกลั้น แม้นางก้มหน้า แต่จ้าวเข่อหรันยังได้ยินความ แข็งขืนแฝงในน้ําเสียง เพียงแต่แสร้งไม่รับรู้ ยังไม่ถึงเวลาจะกําจัดนาง ประกายมีความผ่านดวงตางาม เร็วจนไม่มีผู้ใดทันสังเกต “พอแล้ว ออกไป รับโทษเสีย
สิ้นค้า นางโบกมือเบา ๆ หลิงเอ๋อร์จึงลุกขึ้น ก้าวออกไปด้วยหัวใจ หนักอึ้ง ราวถูกพันธนาการด้วยบาปและความลับที่ต้องแบกรับเพียงลํา
พัง