หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 80 พรสวรรค์เริ่มเผยประกาย
80 พรสวรรค์เริ่มเผยประกาย
ไม่นาน เพียงชั่วเวลาจิบชาหนึ่งถ้วยก็ล่วงผ่านไป องค์รัชทายาทวาง ถ้วยชาลง ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มละมุน
“หมดเวลาแล้ว ไม่ทราบว่าคุณหนูทั้งหลายคิดกันเสร็จหรือยัง?”
ฉิน เหมียวแย้มยิ้มอย่างมั่นใจ
“เมื่อครบเวลาแล้ว ก็เริ่มเถิดเพคะ”
นางเชื่อมั่นในพรสวรรค์ของตนยิ่งนัก ตําแหน่ง “หญิงผู้ทรงปัญญา อันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง” หาได้มาโดยโชคช่วย วันนี้ภาพ ภาพ เหมยท่ามกลางเหมันต์ นั้น นางตั้งใจจะคว้ามาครองให้จงได้ แม้บรรดาคุณ หนูทั้งหลายต่างรู้ตัวดีว่าหากวัดกันด้วยเชิงกวี พวกตนย่อมสู้ฉินอี้เหมียวมี
ได้ แต่ด้วยรางวัลจากองค์รัชทายาท ไม่มีผู้ใดยอมถอยง่าย ๆ องค์รัชทายาท ทอดมองความมั่นใจนั้นด้วยสายตาชื่นชม
“สมกับเป็นหญิงผู้ทรงปัญญาอันดับหนึ่งจริง ๆ ดูท่ามั่นใจนัก
ฉินอีเหมียวก้มศีรษะอย่างอ่อนน้อม
“ไท่จื่อชมเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีธรรมดา ที่ผู้คน
ยกย่องเกินจริงเท่านั้น”
คํา อมตนยิ่งทําให้ ชาย พยใจ เยบยงนางด้วยแววคาดหวัง บรรยากาศรอบศาลาเต็มไปด้วยสายตาอิจฉา ทั้งริษยา ทั้งหวังลึก ๆ ว่าแม้มี อาจชนะใจองค์รัชทายาท หากได้สะดุด พระเนตรของอ๋องชวี่หรืออ๋องอี้ ก็ยัง
นับว่าเป็นวาสนา
สายตาของหญิงสาวทั้งหลายที่ทอดไปยังบุรุษสามผู้สูงศักดิ์นั้น แวว
วาวดุจหมาป่าพบเหยื่อ จ้าวเข่อหรันมองแล้วอดหัวเราะในใจมิได้ แววตานั่น มิใช่ชื่นชม หากคือความหิวกระหายอย่างมีคิดปิดบัง ชือ ชวี่ชักรําคาญสาย ตาเหล่านั้น เขาจึงเอ่ยขึ้น
“เริ่มเถิด วันนี้ข้าอยากรู้เหลือเกิน ว่าภาพ เหมยท่ามกลางเหมันต์ จะ ตกอยู่ในมือผู้ใด”
กล่าวจบ เขาเหลือบมองจ้าวเข่อหรันแวบหนึ่ง สีหน้าเมื่อครู่ของนาง ที่แอบหัวเราะเยาะผู้อื่น เขาเห็นชัดเจน เมื่อสบสายตาตักเตือนนั้น จ้าวเข่อหรันรีบยกถ้วยชาขึ้นปิดบังความเผลอไผลของตน องค์รัชทายาท
เอ่ยถาม
“ผู้ใดจะเริ่มก่อนดี?”
ทุกคนมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครอยากเป็นคนแรก เพราะบทแรกมัก ถูกนําไปเทียบกับบทหลังเสมอ
“ให้ข้าเริ่มก่อนเถิด”
เสียงใสกังวานดังขึ้น หลินซิ่วซิ่ว นางก้าวออกมาอย่างสง่างาม
“ในเมื่อไม่มีใครอยากเริ่ม เช่นนั้นข้าเป็นคนแรกเอง”
ฮือ ชวี่ยิ้มบาง
“สมเป็นบุตรีแม่ทัพใหญ่ กล้าได้กล้าเสีย
หลินซิ่วซิ่วหน้าแดงเรื่อ นางมองเขาด้วยแววตาอ่อนหวาน ราวหญิง สาวมองบุรุษในดวงใจ ใช่แล้ว… นางหลงรักอ๋อง วี่เข้าเสียแล้ว จ้าวเข่อหรัน เห็นสายตานั้น ใจกลับกระตุกวูบอย่างไม่รู้สาเหตุ ความรู้สึกนั้นเหมือนมีใคร เอื้อมมือมาแตะของของตน
ยองของตน? นางสะดุ้งกับความคิดตนเอง เหตุใดจึงคิดเช่นนั้นเล่า? ฮือกู วี่เกี่ยวอันใดกับนางกัน? แม้จะพยายามปัดความคิดนั้นออกไป แต่ แววตาของหลินซิ่ว วก็ทําให้นางรู้สึกขัดเคืองอย่างอธิบายมิได้ หลินซิ่วซิ่วเริ่ม
บบทกวี
มุมกําแพงมีเหมยไม่กี่กิ่ง
ฟ่าหนาวเบ่งบานเดียวดาย
จากไกลรู้ว่าไม่ใช่หิมะ
เพราะลมพา กลิ่นหอมแผ่วมา
เสียงจบลง ศาลาทั้งศาลานิ่งงัน ถ้อยคําเรียบง่าย แต่ภาพชัดเจนยิ่ง องค์รัชทายาทหัวเราะชื่นชม
“ยอดเยี่ยมจริง ๆ”
เสียงสรรเสริญดังระงม เมื่อมีผู้เปิดฉาก คนอื่นจึงทยอยแสดงฝีมือ บทกวีหลั่งไหลดุจสายลมหนาวพัดผ่านสวนเหมย ไม่นาน เหลือเพียงฉิน เหมี่ยวกับจ้าวเข่อหรันที่ยังมีเอ่ยวาจา องค์รัชทายาทหันไปยังฉินอี้เหมี่ยว
“คุณหนูฉิน ได้เวลาแล้ว”
แต่เสียงหนึ่งแทรกขึ้นเสียก่อน
“โอ้ ที่นี่คึกคักนัก เหตุใดแต่งกลอนกันไม่เรียกข้าด้วยเล่า?”
ทุกสายตาหันไป จ้าวเข่อเหรินก้าวเข้ามาแล้ว ใบหน้านางกลับมางด งามสง่า ไร้ร่องรอยความอับอายเมื่อครู่ ฉินอี้เหมี่ยวกัดฟันแน่น หน้าด้าน นัก เพิ่งเสียหน้าหยก ๆ ยังกล้าโผล่มาอีก จ้าวเข่อเหรินยิ้มหวาน ราวไม่มีสิ่ง ใดเกิดขึ้น องค์รัชทายาทเชิญนางเข้าร่วมโดยไม่ลังเล
6།
จ้าวเข่อหรันมองภาพนั้นแล้วเพียงยิ้มบาง องค์รัชทายาทเรียกนาง ว่า “คุณหนูใหญ่จ้าว” แต่เรียกเย่อเหรินว่า “คุณหนูเย่อเหริน” ความแตกต่างเล็กน้อย แต่ชัดเจนยิ่ง ฉิน เหมี่ยวเริ่มขับบทกวี
“เหมยกับหิมะแย่งฤดูใบไม้ผลิ กวีวางพู่กันยากตัดสิน
เหมยด้อยยาวกว่าหิมะสามส่วน หิมะกลับแพ้กลิ่นหอมหนึ่งช่วง
เสียงชื่นชมกึกก้อง ถ้อยคําเฉียบคม เปรียบเหมยกับหิมะแข่งขันกัน
อย่างสง่างาม จ้าวเข่อเหรินยิ้ม แล้วเอ่ยบทของตน
“มีเหมยไร้หิมะไร้วิญญาณ มีหิมะได้กลอนยิ่งสามัญ
ยามอาทิตย์ลับ กลอนสําเร็จหิมะโปรย เหมยกับหิมะรวมเป็นฤดูใบ
ไม้ผลิเต็มสิบส่วน
อีกระลอกเสียงฮือฮา สองบท หนึ่งแข่ง หนึ่งประสาน องค์รัชทายาท
หันไปถามฮือกูหวี่
“น้องสาม เจ้าคิดว่าบทใดเหนือกว่า?”
ฮือ ชวี่ยิ้มบาง
“เหตุใดรีบร้อนเล่า? คุณหนูใหญ่จ้าวยังมิได้เอ่ยวาจาเลย”
ทันใดนั้น ทุกสายตาหันมาทางจ้าวเข่อหรัน นางขมวดคิ้วเล็กน้อย แท้จริงนางตั้งใจจะเงียบ แต่ชื่อชวี่กลับผลักนางสู่เวที จ้าวเข่อเหรินยิ้ม
เชือดเฉือน
“พี่หญิง หากแต่งไม่ได้ก็อย่าฝืนเลย”
คําพูดนั้นอ่อนหวานดุจน้ําผึ้ง ทว่าช่อนเข็มพิษไว้ทุกพยางค์
จ้าวเข่อหรันเงยหน้าขึ้น แววตาสงบนิ่ง
“น้องหญิงอย่าเพิ่งร้อนใจ ข้ายังมิทันเอ่ยวาจา เหตุใดเจ้าจึงรีบตัดสิน
ข้ากันเล่า?”
แล้วนางเอ่ยบทกวีออกมาอย่างเรียบเฉย
“กลีบแรกคลี่รับเกล็ดหิมะ ความสง่าผู้วาดยังยากถ่ายทอด
กลิ่นหอมมีเสน่ห์เฉพาะตน สะอาดบริสุทธิ์จนลืมความหนาว
กิ่งเฉียงคล้ายฟังเสียงขลุ่ยเศร้า พึงลมหนาวประหนึ่งป่วยบางเบา หากสายลมเข้าใจเจตนา โปรดอย่าทําลายง่ายดาย
บทกวีจบลง ทั้งศาลานิ่งสนิท ไม่มีคําว่า “เหมย” สักค้า แต่ทุกถ้อยคํา คือเหมย เหมยในร่างหญิงสาวผู้เดียวดาย งดงาม สงบนิ่งแต่ไม่ยอมจํานน แม้บทของฉินอี้เหมี่ยวและจ้าวเข่อเหรินจะเลิศล้ํา แต่เมื่อเทียบกับบทนี้….
กลับจางลงอย่างมิอาจปฏิเสธ ทุกคนมองจ้าวเข่อหร้นราวมองคนแปลกหน้า
นี่หรือคือคุณหนูใหญ่จ้าวผู้ไร้ความสามารถตามคําลือ? นี่หรือหญิงสาวขลาด เขลาที่ผู้คนกล่าวขาน? ผู้ใดกันแน่ที่สร้างข่าวลวงนั้นขึ้นมา? ใต้สายลมหนาว ในสวนเหมย ความเงียบครั้งนี้ คือคําตอบที่ชัดเจนที่สุด
และตั้งแต่วินาทีนั้น พรสวรรค์ของจ้าวเข่อหรัน ก็ไม่อาจถูกซ่อนเร้น
อีกต่อไป…