หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 83 คําสารภาพรักของชื่อ ชวี่
83 คําสารภาพรักของชื่อ ชวี่
กาลเวลาผ่านไปทีละลมหายใจ ทว่าทั้งสองยังคงนิ่งงัน คนหนึ่งร่ําไห้
คนหนึ่งเช็ดน้ําตาให้ เนิ่นนานราวหนึ่งเค่อ อารมณ์ของจ้าวเข่อหรันจึง ค่อย ๆ สงบลง ซือถูก มองดวงตาแดงช้า ปลายจมูกแดงเรื่อ และคราบน้ํา
ตาที่เปื้อนแก้มขาวเนียน ใจเขาเจ็บแปลบจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง พลางยก มือเช็ดคราบน้าตาให้อย่างแผ่วเบา
“ดูเจ้าสิ กลายเป็นแมวน้อยลายดอกไปเสียแล้ว”
จ้าวเข่อหรันเงยหน้ามองเขาอย่างคับแค้น ดวงตาที่เพิ่งผ่านสายฝน ชุ่มฉ่ําาราวกําาลังกล่าวโทษ ใครเล่าทําให้นางร้องไห้จนเป็นเช่นนี้? ซือถูกวี่ถอน
ใจ
“ข้าผิดเอง ทุกอย่างเป็นความผิดของย้า”
สีหน้าสํานึกผิดของเขาทําให้นางอดหัวเราะออกมาไม่ได้ เสียงหัวเราะ
เบาบางด้ง “พิม” คล้ายดอกเหมยต้องลมหนาว เห็นนางยิ้มได้ ชื่อชวี่จึงโล่ง ใจ ก่อนเอ่ยเสียงทุ้ม
หรือไม่?”
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่า ระหว่างเราห่างไกลกันนัก อุปสรรคมากมาย ใช้
รอยยิ้มบนใบหน้าจ้าวเข่อหรันพลันดับวูบ
“อือ ชวี่ เราไม่เหมาะสมกัน หากดันทุรังฝืนใจ สุดท้ายมีแต่จะบาด เจ็บกันทั้งสองฝ่าย”
คิ้วของเขาขมวดแน่น
“ไม่เหมาะตรงไหน? เจ้าพูดมา อุปสรรคใด ข้าจะกวาดล้างให้หมด
จ้าวเย่อหรืนถอนใจเบา ๆ
“ท่านคิดว่า… เราคู่ควรกันหรือ?”
“แน่นอน”
เยาตอบหนักแน่น
“เราคู่ควรกันที่สุด”
นางส่ายหน้า
“ข้าหมายถึงฐานันดร ท่านคือพระโอรสแท้ ๆ ของฮ่องเต้ เป็นองค์ ชายชวี่ผู้สูงศักดิ์ ส่วนข้าเป็นเพียงบุตรสาวไท่ซือผู้หนึ่ง เรื่องของเรา ฮ่องเต้จะทรงเห็นชอบหรือ? เช่นนี้แล้วจะมีอนาคตได้อย่างไร?”
ฟังถึงตรงนี้ ชือ ชวี่กลับคลายคิ้วอย่างโล่งใจ “ที่แท้เจ้ากังวลเรื่องนี้เอง”
เยา มบาง
“ตั้งแต่ข้าตัดสินใจว่าจะรักเจ้า เรื่องเหล่านี้ยัาไตร่ตรองหมดแล้ว ไม่มี
สิ่งใดจะเป็นกําแพงได้ นอกจากเจ้าไม่รักข้า
เขาหยุดชั่วครู่ ก่อนกล่าวด้วยน้ําเสียงเด็ดขาด
“ต่อให้เจ้าไม่รัก ข้าก็จะไม่ปล่อยมือ หากข้ารักเจ้าแล้ว เจ้าหนีไม่พ้น
มือบ้าหรอก”
เขารู้ดีว่าตนมิใช่บุรุษใจกว้างดุจภาพลักษณ์ภายนอก หากรักแล้ว ย่อมรักสุดใจ มิอาจถอยหลัง คนเช่นเขา หากถูกรักตอบ ย่อมสุขตลอดชีวิต แต่หากถูกรังเกียจ ย่อมกลายเป็นโศกนาฏกรรม คําพูดเอาแต่ใจเช่นนี้ กลับ ไม่ทําให้จ้าวเข่อหรันรังเกียจ ตรงกันข้าม หัวใจกลับอุ่นวาบราวมีน้ําผึ้งไหล ชิม เขาเห็นนางเงียบ จึงรีบร้อนย้า
“ไม่ว่าเจ้าคิดเช่นไร ชาตินี้เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอกเจ้าตัวน้อย ตั้งแต่ วันที่ข้ารักเจ้า เจ้าก็ถูกกําหนดแล้วว่าจะเป็นของข้าเพียงผู้เดียว
จ้าวเข่อหรันอยากเอื้อนเอ่ยตอบรับ ทว่ากลับฝืนใจ
“สิ่งที่ข้าต้องการ… ท่านให้ไม่ได้”
ฮือถูก จ้องนางแน่นิ่ง
“เจ้าต้องการสิ่งใด บอกมา หากข้ามี จะมอบให้ หากไม่มี ข้าจะชิงมา
ให้ เพียงแค่เจ้าพูดมา
นางเชื่อในคําพูดนั้นทุกถ้อยคํา แต่ก็ยังถามเสียงแผ่ว
“เหตุใดท่านจึงรักข้า? หญิงสาวที่ดีกว่าข้ามีมากมาย เราไม่เคยพบกัน
มาก่อน แล้วท่านรักข้า ตั้งแต่เมื่อใด?”
ฮือถูชวี่นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนรอยยิ้มอ่อนโยนจะปรากฏ
“ครั้งแรกที่ข้าเห็นเจ้า เป็นเพียงความบังเอิญ ข้าเดินผ่านเรือนของ เจ้า ได้ยินเสียงพิณจากศาลาเล็ก เจ้าบรรเลงเพลง หงส์เพลิงคืนชีพ’ เสียง นั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่กลับแฝงการหลุดพ้นและเกิดใหม่ ข้าจึงอด
มองไม่ได้
จ้าวเข่อหรันเบิกตา
“วันนั้นท่านแอบดูข้าหรือ?”
ใบหน้านางแดงระเรื่อขึ้นทันที เขาหัวเราะเบา ๆ ไม่ตอบตรง ๆ
“ตอนนั้นข้าเพียงคิดว่าเจ้าแปลกนัก คุณหนูตระกูลใหญ่เหตุใดจึง
บรรเลงเพลงเช่นนั้นได้”
“ท่านคงไม่ได้รักข้าตั้งแต่ตอนนั้นกระมัง?”
“จะเร็วเพียงนั้นได้อย่างไร”
เขายกมือขยี้ศีรษะนาง
“แต่หลังจากนั้น ข้ากลับคิดถึงเจ้าโดยไม่รู้ตัว จึงให้คนไปสืบเรื่องของ
เจ้า”
ดวงตานางวาววับ
“ท่านสืบเรื่องของข้า?”
เยารีบแก้ตัว
“เพียงอยากเข้าใจความรู้สึกตนเอง… เมื่อเห็นชีวิตเจ้ากลับรู้สึกเจ็บ แทน ถูกปฏิบัติต่างจากน้องสาวนัก ข้ารู้สึกไม่ยุติธรรมแทนเจ้า
จ้าวเข่อหรันมิได้โศกเศร้า เพียงฟังอย่างสงบ เขาเอ่ยต่อ
“ข้าแอบมองเจ้าทุกค่ําา เห็นเจ้านอนหลับ ใจข้าก็สงบสุข วันหนึ่งเจ้าไป เดินตลาด ชอบปีนผีเสื้อ แต่ถูกแย่งไป ข้าจึงวาดแบบให้ช่างทําใหม่ให้เจ้า
นางอุทาน
“ที่แท้ท่านอยู่ที่นั่นด้วย!”
เขายิ้มเข็น “ข้าจะไปทักเจ้าได้อย่างไร ตอนนั้นชื่ออี้ก็อยู่
นํ้าเสียงเขาเจือเปรี้ยวบาง ๆ นางจึงหัวเราะ
“ที่แท้เขาคือชายวันนั้นนี่เอง”
เขาดูพอใจที่นางมิได้ใส่ใจซื่อ อี้เลย จากนั้นเขาเล่าถึงคืนแรกที่ปีน
เข้าห้องนาง นางโต้ทันที
แล้วเล่า?”
“ท่านยังมีหน้าพูดอีกหรือ? กลางดึกบุกห้องหญิงสาว ทํามากี่ครั้ง
เขารีบยกมือปฏิเสธ
“มีเพียงเจ้าคนเดียว!”
“อ้อ ยังคิดจะไปห้องคนอื่นด้วยหรือ?”
“ไม่มี! แค่เจ้าคนเดียวข้าก็รับมือแทบไม่ไหวแล้ว”
“ข้ายุ่งยากนักหรือ?”
เขายิ้มละมุน
“ข้ารักเจ้า จึงอดมองไม่ได้”
เขาเล่าว่าจัดให้มีองครักษ์เงาลับชื่อ “ ” คอยปกป้องนาง รวมถึงเหตุ
การณ์ที่หลิงเอ๋อร์ตาย และคืนที่นางร้องไห้ในอ้อมแขนเยา
“วันนั้นข้า ใจ… เพราะเจ้ากล้าเผยความอ่อนแอต่อหน้าข้า”
เขาสารภาพว่าตั้งใจเปิดเผยฐานะในงานวันเกิด เพื่อให้นางรู้ความ
จริง แต่กลับถูกนางผลักไส เขาจับใบหน้านางไว้แน่น
“หรินเอ๋อร์ มองช้า เชื่อข้า อุปสรรคใด ข้าจะกวาดล้างให้สิ้น เสียงเรียกชื่ออย่างอ่อนโยนทําให้นางหน้าแดง ใจเต้นแรง เขาทนไม่ ไหวอีกต่อไป โน้มศีรษะประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากนาง แรกเพียงแตะ
เบา ๆ ทว่าเมื่อได้สัมผัส กลับมีอาจหยุด ลิ้นไล้เล็มแผ่วเบา ราวลิ้มรสของ หวานล้ําค่า จ้าวเข่อหรันตะลึง ตาเบิกกว้าง เมื่อผละออก เขาหัวเราะเบา
“คราวหน้า หลับตาด้วย
นางหน้าแดงจัด
“ท่าน… ท่าน…”
เขาหัวเราะเสียงใส นางจึงแสร้ง
“น่าย่านักหรือ?”
เยารีบจริงจัง
“ข้ารักเจ้าจริง อย่าหนีช้าอีกเลย เจ้าตัวน้อย”
จ้าวเข่อหรันนิ่งไป ก่อนตัดสินใจ
“หากท่านรับปากข้าข้อหนึ่ง ข้าจะลองเปิดใจ
เยา ใจราวเด็กใต้ของเล่น “พูดมา ร้อยย้อพันข้อขาก็ยอม”
นางแกล้ง ม
“หากข้าอยากเป็นฮองเฮาเล่า?”
เยาตอบทันควัน
“หากเจ้าปรารถนา ข้าจะชิงบัลลังก์นั้นให้เจ้า”
นางตกใจ
“ข้าเพียงล้อเล่น ข้าไม่อยากเป็นฮองเฮา”
เขามองนางนิ่ง แต่ในใจกลับจดจําคําพูดนั้นไว้ จากนั้นนางกล่าว
อย่างจริงจัง
“ข้าอิจฉาท่านตาและท่านยาย ความรักของท่านทั้งสองบริสุทธิ์ ไม่มี หญิงอื่นแทรกแซง ข้าเติบโตในจวนใหญ่ เห็นการแก่งแย่งเพราะบุรุษหลาย ใจมานัก หากบุรุษมีภรรยาเพียงคนเดียว เรื่องร้ายมากมายคงไม่เกิด
นางสบตาเขาแน่วแน่
“ข้าอยากได้ชีวิตคู่ หนึ่งชีวิต หนึ่งคู่ครอง หากท่านอยากได้หัวใจข้า ต้องรับปากว่า ท่านจะมีเพียงข้าคนเดียว มิฉะนั้น ต่อให้ข้าแต่งกับท่าน ย้ากึ
จะไม่มอบหัวใจให้เด็ดขาด”
คําพูดนั้นแรงราวคมมีด เชือดเฉือนค่านิยมแห่งยุค นางรู้ดีว่าเงื่อนไข นี้แทบเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะกับองค์ชายเช่นเขา ฮือ ชวี่มองนางเนิ่นนาน
ก่อนยิ้มละมุน
“ข้ารับปากเจ้า”