หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 85 คําเตือนของฉินอีเหมี่ยว
85 คําเตือนของฉินอีเหมี่ยว
เพียงก้าวมาถึงหน้าประตู ก็เห็นจ้าวเย่อเหรินพาเลียนลั่วกับเสีย นอวิ้นยืนรออยู่ก่อนแล้ว ครั้นเห็นจ้าวเข่อหรันมาถึง จ้าวเข่อเหรีนก็รีบก้าว เข้าไปหา ยิ้มหวานราวกับตอกท้อแรกผลิบาน
“พี่หญิง ใยวันนี้มาช้านักเล่า ข้านึกว่าพี่จะไม่ไปแล้วเสียอีก”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง
“จะไม่ไปได้อย่างไรเล่า ฝีมือปักผ้าของท่านแม่นมจีนนับเป็นหนึ่งใน เมืองหลวง ได้มีวาสนาเรียนกับท่าน ข้าย่อมไม่กล้ายาด”
เบา ๆ
คํากล่าวนั้นเรียบง่าย แต่แฝงความแน่วแน่ จ้าวเย่อเหรินหัวเราะ
“พี่หญิงฝีมือปักผ้าก็ดีอยู่แล้ว ยังต้องเรียนอีกหรือ?”
ๆ
คําชมฟังเผิน ๆ ราวชื่นชม ทว่าความหมายลึกซ่อนคมมีดเยียบเย็น จ้าวเข่อหรันไม่ตอบโต้ เพียงยิ้มละมุนแล้วก้าวขึ้นรถม้า เมื่อจ้าวเข่อเหริน ตามขึ้นมา รอยยิ้มบนใบหน้าก็หายวับราวหมอกต้องลม เชือดเฉือนเสียจน บรรยากาศในรถม้าเย็นเฉียบ สองพี่น้องนั่งเผชิญหน้า ภายนอกคือสาย เลือดเดียวกัน ภายในกลับเป็นศัตรูร่วมฟ้า
ตั้งแต่วันที่ฉีกหน้ากากกัน ความอ่อนหวานต่อหน้าผู้คนก็เป็นเพียง
ฉากละครหนึ่งเท่านั้น คนภายนอกเห็นว่าสองพี่น้องรักใคร่แน่นแฟ้น แต่แท้ จริงแล้วต่างฝ่ายต่างรังเกียจกันจนแทบทนมองหน้ากันไม่ไหว รถม้ากว้าง ยวางนั่งสบาย ทว่าอากาศกลับหนักอึ้ง
“จ้าวเข่อหรัน ข้าไม่เข้าใจ เจ้าเย็บปักก็เก่งอยู่แล้ว เหตุใดยังต้องไป
ทุกวันด้วย?”
จ้าวเข่อเหรินเอ่ยขึ้นด้วยน้ําเสียงราบเรียบ หากแต่ไร้แววเสแสร้งแม้
แต่น้อย
“โอกาสเช่นนี้ใช่ว่าจะมีให้คว้าได้ทุกครา”
จ้าวเข่อหรันเพียงปรายตามอง นัยน์ตาสงบนิ่งดุจผิวน้ําไร้คลื่น
“เหตุใดจะไม่ไปเล่า?”
ท่าทีเย็นชานั้นยิ่งราดน้ํามันลงบนไฟโทสะในอกของจ้าวเข่อเหริน
“เจ้าช่างแสร้งทําได้แนบเนียนนัก”
จ้าวเข่อหรันแค่นหัวเราะแผ่วเบา มุมปากยกขึ้นอย่างไม่ยี่หระ
“คนเราย่อมต่างกัน มิใช่หรือ?”
วาจาสั้น ๆ แต่เยียบเย็นยิ่งกว่าน้ําค้างปลายเหมันต์ ครั้นสิ้นเสียง รถ ม้าก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ตึงเครียดราวสายพิณ ใกล้ขาด
เมื่อถึง จวนกั๋วกงแห่งตระกูลฉิน ก็เริ่มเรียนปักผ้าตามปกติ วันนี้ เป็นบทสุดท้าย หลังจากหนึ่งเดือนเต็ม แม่นมจีนถ่ายทอดทุกสิ่งที่ควรสอน แล้ว นางมองสามสาวตรงหน้าอย่างพึงใจ โดยเฉพาะจ้าวเข่อหรัน พรสวรรค์ สูงส่งราวถือเข็มปักมาตั้งแต่เกิด ก่อนจบ นางกล่าวด้วยเสียงอบอุ่นแต่หนัก
แน่น
“การปักผ้าไม่ยาก จุดเริ่มคือใจรัก แต่หัวใจแท้จริงคือความอดทน และความละเอียดอ่อน ไม่มีผู้ใดเกิดมาก็ปักซูโจวได้ช้านาญ ทุกอย่างล้วนฝึก ฝนจนเชี่ยวชาญ “ช้านาญเพราะทําบ่อย จําไว้เถิด”
สามสาวค้อมกายรับค้า หลังเลิกเรียน จ้าวเย่อหรันกับจ้าวเย่อเหริน
เตรียมกลับ ทว่า ฉินอี้เหมี่ยวเอ่ยขึ้นเสียก่อน
“น้องหญิงทั้งสอง ต่อไปคงมิได้พบกันทุกวันเช่นนี้แล้ว”
จ้าวเข่อหรินคลี่ยิ้มบาง แววตาอ่อนโยนแต่สงบนิ่ง
“พวกเราล้วนเป็นเครือญาติ อีกทั้งจวนก็อยู่ห่างกันเพียงเท่านี้ อยาก
พบกันเมื่อใดก็ย่อมได้”
ฉินอีเหมียวยิ้มจาง รอยยิ้มนั้นอ่อนละมุน หากแฝงความคิดบาง อย่างไว้ลึก ๆ
“จริงสิ เป็นข้าที่คิดมากเกินไปเอง เช่นนั้น….พวกเราไปนั่งสนทนากัน ที่สวน หรือไม่?”
ไม่นาน สามสาวก็มาถึงศาลากลางสวน ที่ซึ่งเคยร่วมประพันธ์กลอนใน งานวันเกิดครั้งก่อน นําชาและขนมถูกจัดวางเรียบร้อย ฉินอี้เหมี่ยวเอ่ยขึ้น อย่างทอดถอนใจ
“วันนั้นในศาลานี้ ยังมีองค์รัชทายาท อ๋องชวี่ และอ๋องอี้…”
เพียงถ้อยคําว่า “องค์รัชทายาท” หลุดออกจากริมฝีปาก บรรยากาศ โดยรอบก็พลันตึงเครียดขึ้นอย่างประหลาด ฉินอี้เหมี่ยวเอ่ยเล่าอย่างแช่ม ช้า ถึงคราแรกที่นางได้เข้าเฝ้าองค์รัชทายาท ในยามเยาว์วัย เด็กหญิงอายุ เพียงหกขวบ ได้พบเด็กชายวัยสิบสองผู้สูงศักดิ์ สง่างามเหนือผู้ใด ทั้งเชี่ยว ชาญกวี พิณ และหมากล้อม ทุกอิริยาบถสํารวมดุจผู้ถูกลิขิตให้ครองบัลลังก์ ในภายหน้า แววตานางอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อกล่าวถึงวันนั้น
และนับแต่วันนั้นเอง นางก็ตั้งสัตย์ปฏิญาณในใจ จะต้องก้าวขึ้นเป็น ชายาเอกขององค์รัชทายาทให้จงได้ จ้าวเข่อหรันเข้าใจในบัดดล นี่มิใช่เพียง ความหลังอันงดงาม หากคือคําเตือนอันแยบยล เป็นเส้นแบ่งที่ขีดลงบนผืน ดินโดยไม่จําต้องเอ่ยตรง ๆ นางจึงคลี่ยิ้มอ่อน เสียงที่เปล่งออกมานั้นละมุน ราวสายลมต้นวสันต์ ทว่ามั่นคงยิ่งกว่าใคร
“ท่านพี่หญิงงดงามเพียบพร้อม ย่อมคู่ควรกับองค์รัชทายาท วันนั้น
คงอีกไม่ไกล
คําชมที่รู้ทั้งรู้ว่าเป็นความจริงในอนาคต ฉินอี้เหมี่ยวแย้มยิ้มสดใส
“หากเป็นจริง ข้าจะไม่ลืมน้อง รันแน่”
ด้านจ้าวเข่อเหริน พลันรู้สึกหนาววาบขึ้นมาตามสันหลัง ภาพเหตุ การณ์ในวันนั้นผุดขึ้นชัดเจน ภาพวาด “ดอกเหมย” ที่องค์รัชทายาททรง โปรดให้ส่งมา พร้อมปิ่นปักผมหยกหนึ่งเล่มซึ่งแนบมาด้วย กลีบ เหมยท่ามกลางหิมะ…ผู้ใดกันแน่ที่ทรงหมายถึง มุมปากนางยกขึ้นช้า ๆ รอย
ยิ้มเย็นราวคมมีดบาง
“พี่หญิงรักใคร่เทิดทูนองค์รัชทายาทถึงเพียงนี้ น้องก็พลอยยินดี”
นางเอ่ยเสียงนุ่มนวล ราวสายใหมห่อคมดาบ
“เพียงแต่…องค์รัชทายาททรงมีพระทัยเช่นเดียวกันหรือไม่เล่า? ถ้อย
คําบางคํา หากกล่าวพลั้งไป เกรงว่าจะย้อนกลับมากระทบเกียรติของพี่หญิง
เสียเอง”
วาจานั้นฟังดูอ่อนโยน หากแต่เฉือนลึกยิ่งกว่าคมกระบี่ ฉินอี้เหมียวสี หน้าชะงักวูบ แววตาที่เคยอ่อนละมุนพลันแข็งกร้าว เย็นเฉียบดุจน้ําค้าง เหมันต์ บรรยากาศในสวนสงัดลงในพริบตา ราวพายุเงียบที่ก่อตัวกลาง แสงแดดอ่อน ๆ
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร? เจ้ากล่าวว่าข้าไม่คู่ควรหรือ?”
“ข้าเพียงห่วงใยชื่อเสียงพี่หญิงต่างหาก”
จ้าวเย่อเหรินตอบพร้อมรอยยิ้มหวานร้าย ศาลาเล็ก ๆ กลายเป็น
สนามรบไร้ควันไฟ ฉินอี้เหมี่ยวหัวเราะเย็น
เสียแล้ว”
“อย่างน้อยข้ายังไร้พันธะ มิใช่หรือ? ต่างจากบางคน….ที่หมั้นหมาย
คําพูดนั้นราวมีดเสียบกลางใจ จ้าวเข่อเหรีนนิ่งงัน นางหมั้นหมาย กับหลิน หร่านแล้ว ต่อให้องค์รัชทายาทมีใจ ก็ไร้ประโยชน์ ความเสียดาย ความทะเยอทะยาน และความริษยา ปะทุรวมกันในอก ยามกลับถึง จวนไท่ซือ จ้าวเข่อเหรินตรงดิ่งสู่เรือนเชียอวี ใบหน้ามืดครึ้ม ทันทีที่เข้าห้อง เสียงแตกกระจายดังลั่น ข้าวของถูกปาแตกกระจัดกระจาย
“ฉินอี้เหมี่ยว นางปีศาจจิ้งจอก! กล้าดูหมิ่นข้า!”
นางกัดฟัน ดวงตาแตงก่า เสียน วเอ่ยปลอบ
“คุณหนู หากอัดอั้นจงบอกบ่าว พวกบ่าวจะช่วยคิด” จ้าวเข่อเหรินนิ่งไปครู่ ก่อนพิมพ์า
“ข้าผิดหรือไม่ ที่รีบหมั้นกับหลินอีหร่าน?”
“คุณหนู…ท่านเสียใจหรือ?”
นางพยักหน้า
“หากรู้ว่าจะได้พบองค์รัชทายาท ข้าไม่มีวันรีบร้อนเช่นนั้นแน่!”
เสียนรั่วดวงตาวาววับ
“ตอนนี้ก็ยังไม่สายนะเจ้าคะ หากองค์รัชทายาทมีใจให้คุณหนูจริง เรา
ค่อยหาทางยกเลิกสัญญาหมั้นหมาย แต่หากไม่ อย่างน้อยก็ยัง
มีหลินชื่อจื่อรองรับนะเจ้าคะ”
แผนการที่ทั้งเฉียบคมและเย็นชา เสียนอวิ๋นหน้าเสีย
“เช่นนี้จะดีหรือ…”
จ้าวเย่อเหรินปรายตาเย็นชา
“อ้าว่า….ดีเสียยิ่งกว่าดี”
เสียงลมหายใจของหญิงสาวสั่นไหว ความทะเยอทะยานกําลังเติบโต เงียบงันในความมืด และในอีกมุมหนึ่งของจวน จ้าวเข่อหรันเพียงจิบชาอย่าง สงบ ศึกครั้งนี้ นางมีจําเป็นต้องลงมือ เพราะความปรารถนาในใจมนุษย์ เพียงพอจะเผาผลาญกันเองจนมอดไหม้แล้ว.