หวนคืนสู่วันสิ้นโลกด้วยระบบวิวัฒนาการ - บทที่ 57 ยักษ์กินคน
บทที่ 57
ยักษ์กินคน
ไม่ใช่เพียงพวกเขาทั้งสามที่รู้สึกดี เฉินเทียนเซิงเองก็รู้สึกดีเช่นกัน
แต้มคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างกับน้ำไหล แต่ยังไม่รู้ผลจากค่าบูชา เขาเปิดหน้าเกียรติยศขึ้นมา รายชื่อปริศนามากกว่า 20 ชื่อปรากฏขึ้นในคราวเดียว คล้ายพวกเขาพร้อมใจกันเคารพนับถือ ความภักดีอยู่ที่ระหว่าง 20 ถึง 30
เขาลองไล่ดูโดยละเอียด
ระดับความภักดีของจินหยวนอยู่ที่ 35%
คนที่รั้งท้ายตารางคือหลี่เฮ่า ซึ่งมีระดับอยู่ที่ 2% เท่านั้น
ชื่อนั้นฟังดูคุ้นหู เมื่อย้อนนึกดี ๆ ก็จำได้ว่าเป็นนายทหารหนุ่มของทีมกู้ภัย
หากจะภักดีก็มาเลยสิ จะภักดีแค่ 2% ทำไม เสียอารมณ์ชะมัด!
ตอนนี้ค่าบูชาเกินพันไปแล้ว ในที่สุดก็หยุดอยู่ที่ 1032 แต้ม
ยังไม่รู้ว่าต่อไปจะใช้ประโยชน์อะไรจากค่าบูชานี้ได้ ตอนนี้เขาจึงไม่ได้สนใจมากนัก
หลังปิดหน้าระบบก็ได้ยินเสียงทั้งสามคนคุยกัน
“เดี๋ยวนี้มีแต่คนแบบนี้ เราไปช่วยพวกเขาทั้งที่ไม่ช่วยก็ได้ มาขว้างมีดใส่แบบนี้ สารเลวจริง ๆ”
“ใช่แล้ว คนพรรค์นั้นไม่สมควรได้รับการช่วยเหลือ”
ทั้งสามโวยวายระบายความคับแค้นใจด้วยวิธีที่ต่างกันออกไป
เฉินเทียนเซิงกล่าวขัด
“ทั้งสามคนฟังฉัน ต่อไปถ้าเจอคนแบบนี้อีก ฆ่าได้ต้องฆ่าให้สิ้นซาก ไม่อย่างนั้นก็ต้องหนีให้ไกลเท่าที่จะทำได้”
พวกเขางุนงง ลัวหลงถามขึ้นด้วยความสงสัย “อาจารย์ คนแบบนั้นแข็งแกร่งมากเหรอครับ?”
เฉินเทียนเซิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เขาไม่ได้แข็งแกร่ง แต่ว่าน่ากลัวต่างหาก!”
สายตาทั้งสามเบิกกว้าง คนที่ทำให้เฉินเทียนเซิงกลัวได้ย่อมไม่ธรรมดา
หรือคนผู้นี้จะมีความลับที่พวกเขาไม่รู้
เฉินเทียนเซิงเห็นแววกังขาของอีกฝ่าย จึงอธิบายอย่างใจเย็นระหว่างขับรถ
“หลังเหตุฝนกรด มนุษย์เกิดการกลายพันธุ์ ไม่ทนทานขึ้นก็มีวิวัฒนาการ ท่ามกลางพวกนั้นมีสิ่งมีชีวิตน่าขยะแขยง นั่นคือยักษ์กินคน!
ทั้งสามเสียวสันหลังวาบเมื่อได้ยินสามคำนั้น
กินคน!
กินมนุษย์!
มีคนเหี้ยมโหดน่าสยดสยองขนาดนี้อยู่ในโลกด้วย!
เฉินเทียนเซิงอธิบายต่อ
“เท่าที่ฉันรู้มา ฝนกรดเปลี่ยนยีนมนุษย์โดยทำลายยีน ไม่ว่าจะโดนฝนกรดโดยตรงหรือไม่ ยีนของเราก็จะเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว”
“ซอมบี้ฆ่าคนเพราะโดนฝนกรดโดยตรง ร่างกายซึมซับ พรีออนมากเกินไป ทำให้ยีนทั้งห่วงโซ่ถูกทำลาย ทำให้กลายเป็นศพเดินได้แบบนี้”
“ถึงยักษ์กินคนจะไม่ได้โดนฝนกรดโดยตรง แต่ยีนของพวกเขาก็เปลี่ยนไปเป็นพวกกินคน เมื่อได้ลิ้มลองรสหวานของเนื้อแล้วก็จะควบคุมตัวเองไม่ได้ กลายเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งกลางระหว่างซอมบี้กับมนุษย์”
“สิ่งที่ทำให้น่ากลัวคือไม่เพียงจะมีสติปัญญาแบบมนุษย์ แต่ยังมีความสามารถแบบมนุษย์ยุคใหม่ และไม่ถูกซอมบี้โจมตี”
“ซอมบี้ไม่โจมตีเหรอ!”
“เป็นไปได้ยังไง?”
ทั้งสามหน้าซีดด้วยความตกตะลึง
“เพราะหลังจากยักษ์กินคนกินมนุษย์เข้าไป กลิ่นตัวของพวกมันจะคล้ายซอมบี้ ซอมบี้เลยคิดว่าเป็นพวกเดียวกันและไม่ฆ่า ยักษ์กินคนพวกนี้วิวัฒนาการไปควบคุมซอมบี้ให้มาจู่โจมมนุษย์ได้ด้วย!
“พวกมันเป็นคนชั่วบ้าคลั่งในวันสิ้นโลก เป็นกลุ่มที่กลายพันธุ์สุดโต่ง!”
ทั้งสามงุนงงกันไปครู่หนึ่ง ก่อนหยางเซวี่ยจะนึกขึ้นได้และรีบถามขึ้น
“แล้วเราจะแยกคนธรรมดาออกจากยักษ์กินคนได้ยังไง?”
“ใช่ เราจะรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นยักษ์กินคน?” ลัวหลงถามสำทับ
“มีสามอย่างที่จะบ่งบอกได้ นัยน์ตาแดงก่ำ ผิวขาวอย่างกับหิมะ ออร่าก่อตัวไม่สามารถปิดบังได้ พอมันเข้าใกล้เธอก็จะรู้สึกคลื่นไส้อย่างอธิบายไม่ถูกขึ้นมาเอง”
หยางเซวี่ยถามซ้ำ “แล้วเราฆ่ายักษ์กินคนที่เราเจอเมื่อกี้ไม่ได้เหรอ?”
“ได้ แต่ต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า”
เฉินเทียนเซิงเอ่ยเสียงเข้ม “เขาปิดประตูทางเดินขังตัวเองเอาไว้ ยังไม่ได้ปะทะกับซอมบี้ด้านนอก ฉันสงสัยว่าเขาคงยังไม่รู้ตัวว่าซอมบี้ไม่ทำร้ายตัวเอง”
ลัวเฟิงพึมพำเสียงเบา “โชคดีที่เขายังไม่รู้ ถ้าเขาแฝงตัวเข้ามาในทีมกู้ภัยล่ะก็ ให้ตายเถอะ คงเกิดหายนะตามมาแน่เลย”
“ใช่แล้ว”
เฉินเทียนเซิงกล่าวเห็นด้วยกับเธอ
“ดูจากมีดทำครัวที่เขาปามาก่อนหน้านี้ คงจะมีทักษะขั้นแรกแล้ว น่าจะกินสมองคนไปแล้วอย่างน้อยสิบคน ถ้าไม่กำจัดชายบ้าระห่ำคนนี้ เขาจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต!”
“แหวะ”
ลัวเฟิงท้องมวนขึ้นมาทันที เธอเปิดหน้าต่างชะโงกหน้าออกมาอาเจียน
หยางเซวี่ยรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาบ้างเช่นกัน
“เลิกพูดเถอะค่ะ สะอิดสะเอียนเกินไปแล้ว ฉันเองจะอ้วกแล้ว”
เฉินเทียนเซิงเงียบลง แววตายังหนักแน่น
“รีบไปห้างในเขตพัฒนากัน ก่อนพาคนกลุ่มใหญ่เข้าเมืองอีกครั้ง คราวนี้ต้องฆ่าเขาให้ได้ ปล่อยคนอย่างเขารอดไปไม่ได้เด็ดขาด!”
รถบรรทุกกลับมาถึงเขตพัฒนาโดยเร็ว กลุ่มทหารรออยู่เมื่อพวกเขาขับเข้ามาในลานจอดรถใต้ดิน
เฉินเทียนเซิงกับพรรคพวกออกไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พวกเขาจึงไม่รู้ว่าจะพาผู้รอดชีวิตกลับมาได้หรือไม่
กลุ่มทหารออกกู้ภัยมาหลายวัน แต่ละครั้งกระบวนการเป็นไปด้วยความยากลำบาก รับส่งคนภายในครึ่งชั่วโมงไม่ทันแน่ พวกเขาต้องกลับมามือเปล่าแน่
ตอนนี้ทหารหลายคนเฝ้ารอรับชมการแสดงเด็ด
หยางเซวี่ยกระโดดลงจากรถเป็นคนแรก สายตากวาดมองทหารโดยรอบ
“มองอะไรเล่า ทำไมไม่มาช่วยกัน!”
“ช่วยเหรอ?”
“ช่วยอะไร?”
พวกเขาต่างงุนงง พาผู้รอดชีวิตกลับมาได้จริงหรือ เลิกพูดเล่นได้แล้วน่า
“ถ้าพวกเขาทำสำเร็จ นามสกุลฉันได้ถูกเขียนกลับหลังไปแล้ว”
ทันทีที่ว่าจบประตูรถด้านหลังก็ถูกเปิดออก เสียงผู้รอดชีวิตดังขึ้นจอแจ
“ที่นี่ที่ไหน?”
“ตอนนี้ปลอดภัยแล้วใช่ไหม?”
หยางเซวี่ยช่วยผู้รอดชีวิตลงมาจากรถ จากหนึ่งคนเป็นสอง…. ไปจนมากกว่าสิบสองคน ผู้คนทยอยลงมาจากรถ
นายทหารต่างงุนงง ก่อนสิ่งที่ชวนตกตะลึงที่สุดจะปรากฏขึ้นต่อหน้า
ผู้รอดชีวิตที่ถูกพากลับมาซาบซึ้งน้ำตาไหลพราก บ้างถึงกับโผมาคุกเข่าให้เฉินเทียนเซิง
“ผู้มีพระคุณ ขอบคุณที่ช่วยครอบครัวพวกเราเอาไว้ เราจะไม่มีวันลืมบุญคุณในครั้งนี้”
เมื่อมีคนนำคนอื่นจึงคุกเข่าลงด้วย ผู้รอดชีวิตกว่า 20 คนคุกเข่าคำนับขอบคุณชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้
“ฉันฝันไปหรือเปล่าเนี่ย ตอนเราไปกู้ภัยก่อนหน้านี้ ทำไมไม่เห็นมีใครคุกเข่าให้เราเลย?”
บรรดานายทหารรู้สึกอิจฉาในใจ ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่เคยได้รับการเคารพนับถือมาก่อน
“ไม่เป็นไรครับ ทุกคนลุกขึ้นเถอะ”
เฉินเทียนเซิงเอ่ยจบก็หันไปตะโกนบอกนายทหารที่มองดูด้วยความตื่นตะลึง
“มองอยู่ได้ ไม่มาช่วยตรงนี้ล่ะ!”
อีกฝ่ายได้สติและกรูไปรับผู้รอดชีวิตขึ้นไปข้างบน
เฉินเทียนเซิงไปหาเจิ้งเหว่ยทันที อันที่จริงเขาไม่ต้องตามหาด้วยซ้ำ เพราะเจ้าตัวรออยู่ที่ลอบบี้ห้างชั้นแรกหลังได้รับรายงาน
อย่างที่รู้กันว่าพวกเขาออกกู้ภัยมาหลายวันแล้ว มีเพียงวันแรกที่ปฏิบัติการเป็นไปอย่างราบรื่น หลังจากนั้นไม่ช่วยเหลือได้น้อยคนก็มักบาดเจ็บหนัก
เฉินเทียนเซิงกลับพาคนกลับมามากกว่า 20 คนในคราวเดียว!
เขาจะทำอย่างไรดี
ระหว่างครุ่นคิด เฉินเทียนเซิงก็รีบร้อนเข้ามาหาและบอกด้วยท่าทีจริงจัง
“คุณเจิ้ง ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณ”