หวนคืนสู่วันสิ้นโลกด้วยระบบวิวัฒนาการ - บทที่ 58 ฆ่าไม่สำเร็จ
บทที่ 58
ฆ่าไม่สำเร็จ
“เดี๋ยวก่อน”
เจิ้งเหว่ยรีบเอ่ยขัด
“บอกผมมาก่อน คุณทำยังไงถึงได้พาคนกลับมาเยอะขนาดนี้ภายในครึ่งชั่วโมง ทั้งที่ไม่ได้ใช้รถเหยื่อล่อเลย”
เฉินเทียนเซิงตอบไปตามตรง “ถ้าคุณส่งคนมากับผมเดี๋ยวก็ได้รู้เอง แต่ตอนนี้ผมมีเรื่องสำคัญมากต้องคุยกับคุณ”
“ว่ามา!”
เจิ้งเหว่ยสังหรณ์ใจไม่ดี เฉินเทียนเซิงมักทำตามพลการ เจ้าตัวมาบอกว่าจะคุย เรื่องนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“คุณจะทำอะไร คงไม่ได้เปลี่ยนกลยุทธ์หรอกใช่ไหม?”
ไม่แปลกที่เขาจะกังวลเรื่องนี้ เป็นเพราะเฉินเทียนเซิงทำเขาฝังใจ
“เปล่า ผมต้องใช้ปืน และต้องเป็นปืนซุ่มยิงด้วย”
เจิ้งเหว่ยงุนงงไปครู่ใหญ่ ในใจเกิดความรู้สึกเกินบรรยาย
ทั้งเบาใจและหนักใจกับข้อสงสัยนี้
“ต่อให้เป็นในฐานปืนซุ่มยิงก็ยังเป็นอาวุธควบคุม ผมหามาให้ได้ถ้าคุณต้องการ แต่คุณบอกผมก่อนได้ไหมว่าอยากได้ปืนซุ่มยิงไปทำไม”
“ทำไมถึงได้มีกฎซับซ้อนขนาดนี้ ผมต้องการมันเดี๋ยวนี้ หาให้ได้หรือเปล่า?”
เฉินเทียนเซิงส่งสายตาเย็นชาพร้อมน้ำเสียงจริงจัง ทำเอาเขาไม่อาจปฏิเสธได้
“รีบทำไมนักหนา เดี๋ยวผมหาให้อันหนึ่งก็ได้!”
เจิ้งเหว่ยชะงักกับแววตาของอีกฝ่าย เขายอมตกลงทันทีก่อนนึกเสียใจทีหลัง
“แต่คุณต้องสัญญากับผมข้อหนึ่ง พาลูกน้องผมไปกู้ภัยด้วย ยังเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมงก่อนฟ้ามืด ถ้าแต่ละรอบใช้เวลา 30 นาที คุณน่าจะไปกลับได้อีกหลายรอบ”
“ไม่มีปัญหา”
เฉินเทียนเซิงรับคำทันที
“ให้เวลา 5 นาทีรวมพล เราจะออกเดินทางหลังจากนั้น 5 นาที”
เจิ้งเหว่ยไม่มีเวลาได้งุนงง เขาหันไปตะโกนบอก “ทีมกู้ภัยรีบมารวมพลและเข้าร่วมปฏิบัติการกู้ภัย!”
3 นาทีต่อมา
นายทหารมารวมตัวกันที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน พวกเขาเรียงแถวกันอย่างระเบียบ และนับ 1 2 3 ต่อไปเรื่อย ๆ
เจิ้งเหว่ยพร้อมด้วยทหารคนหนึ่งก้าวมาหาเฉินเทียนเซิง
“ส่งปืนให้เขา”
นายทหารคนนั้นปั้นหน้าไม่เต็มใจ แม้ยอมส่งปืนสุดโปรดให้ แต่ยังไม่ยอมแพ้ตั้งคำถามเสียดสี
“คุณใช้ปืนนี้เป็นหรือเปล่า?”
“ใช้เก่งกว่าคุณก็แล้วกัน”
เฉินเทียนเซิงรับปืนมาก่อนหันไปตะโกนบอก “ทุกคนขึ้นรถ ออกเดินทางกันเดี๋ยวนี้”
แม้บรรดานายทหารจะมีอคติกับเฉินเทียนเซิง แต่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติแล้ว วางอคติเล็กน้อยเพียงเท่านี้ลงไปได้
รถบรรทุกขับนำเปิดทาง ตามมาด้วยรถคันอื่น ขบวนรถแล่นออกไปจากลานจอดรถใต้ดินตามกันไปทีละคัน
เฉินเทียนเซิงบอกระหว่างขับรถ
“ฟังให้ดี พอเข้าไปถึงเขตเมืองแล้วให้ฆ่าซอมบี้เปิดทางก่อน ฉันจะจัดการฆ่ายักษ์กินคนเอง หลังฉันจัดการได้แล้วค่อยไปสมทบกับคนที่เหลือ เข้าใจไหม?”
หยางเซวี่ยวางหน้ากากกันแก๊สพิษไว้ตรงหน้าเขา ตอนกลับไปก่อนหน้านี้เธอตั้งใจไปเอากลับมาให้เขา
“หัวหน้า หลังฆ่ายักษ์กินคนแล้ว ฉันขอไปด้านในดูว่ามีผู้รอดชีวิตอยู่หรือเปล่าได้ไหม ฉันหวังว่า…”
“ได้ แต่อย่าหวังมากไปล่ะ”
เขาไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้นัก
ไม่นานรถก็จะเลี้ยวเข้าทางเข้าออกแล้ว
ซอมบี้ที่เคยไล่ตามก่อนหน้านี้ถูกไหม้กลายเป็นถ่าน แม้บางตัวจะยังรอดแต่ก็ถูกรถบรรทุกพุ่งชนอย่างแรง
“เอี๊ยด”
รถบรรทุกหยุดอยู่บนสะพาน รถที่ตามมาจอดอยู่ด้านหลังทีละคัน
ทั้งสี่รีบลงจากรถและแบ่งเป็นสองกลุ่ม สามคนพุ่งตรงไปเปิดทาง ส่วนเฉินเทียนเซิงเริ่มบุกพร้อมปืนซุ่มยิงในมือ
“ทุกคนรีบลงจากรถ รอให้เส้นทางปลอดภัยเปิดออกก่อน ค่อยเข้าไปตามทางเดินเพื่อพาผู้รอดชีวิตออกมา จำเอาไว้ว่าเราไม่มีเวลา แต่ละกลุ่มมีเวลาแค่ 5 นาทีเท่านั้น ห้ามช้าเด็ดขาด!”
“แค่ 5 นาทีเป็นไปไม่ได้หรอก”
สำหรับการช่วยเหลือของทีมกู้ภัยก่อนหน้านี้ อย่าว่าแต่ 5 นาทีเลย 30 นาทียังไม่พอด้วยซ้ำ
ทว่าเมื่อใครบางคนเห็นภาพบนถนนใหญ่เลยสะพานไปก็เหงื่อแตกพลั่ก
“ซอมบี้เป็นฝูงเลย ให้ตายเถอะ!”
เหล่านายทหารถอยทัพ พวกเขาเคยเห็นแค่ซอมบี้เป็นกลุ่มสามถึงห้าตัวเท่านั้น เห็นพวกมันเดินไปทุกหัวระแหงแบบนี้ เป็นภาพที่น่ากลัวไม่น้อย
ทว่าพวกเขาไม่ทันได้ถอยเพราะความกลัว ทั้งสามก็พุ่งเข้าไปแล้ว หยางเซวี่ยเข้าโจมตีเป็นคนแรก เธอง้างมีดฟาดฟัน เฉือนไปทางไหนเหยื่อก็ทรุดลง ลัวหลงกับลัวเฟิงใช้ลมไฟผสานกัน ฝุ่นควันคละคลุ้งไปทั่ว เลือดสาดกระเซ็น
เฉินเทียนเซิงสวมหน้ากากกันแก๊สพิษ เขาซ่อนตัวอยู่ในรถบรรทุก เล็งปืนไปทางตึกที่ยักษ์กินคนอาศัยอยู่
“เวรแล้ว ไม่นะ ไม่เจอ มันหายไปไหนกัน?”
เขาเหงื่อแตกพลั่ก ยักษ์กินคนคงหลบหนีจากตึกระหว่างเขากลับไปก่อนหน้านี้ จึงพยายามตามหาราวกับงมเข็มในมหาสมุทร
เคราะห์ดีเหลือเกิน!
ในขณะที่เขาอยู่ในอาการวิตกเต็มที หน้าต่างบนตึกบานหนึ่งพลันเปิดออก
ใบหน้าเกรี้ยวกราดของยักษ์กินคนโผล่มา เจ้าตัวแยกเขี้ยวและตวาดใส่
“วันสิ้นโลกมาถึงแล้ว เดี๋ยวมนุษย์อย่างพวกแกก็ต้องตาย ไม่มีใครปกป้องโลกนี้ไว้ได้หรอก พังไปด้วยกัน ตายไปด้วยกันให้หมดเนี่ยแหละ!”
เฉินเทียนเซิงสงบสติอารมณ์ สูดหายใจเข้าลึก นิ้ววางบนไกปืน เล็งไปยังศีรษะของยักษ์กินคนด้วยท่าทีพร้อมยิง
เป้าหมายถือมีดทำครัวขณะหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
ตอนนั้นเองที่เฉินเทียนเซิงลั่นไกปืน!
“แกรก”
ประตูเปิดออก
“ปัง”
เสียงลั่นไกไม่ทันตั้งตัวทำเอาทุกคนสะดุ้งโหยง รวมถึงหวังหยางที่เปิดประตูออกมา
“เวรเอ๊ย!”
ประตูที่เปิดออกทำเขาเสียสมาธิในจังหวะที่ยิงออกไป
กระสุนพุ่งถากใบหูเฉียดศีรษะยักษ์กินคนไป
อีกฝ่ายตกใจและก้มหัวหลบหลังกำแพง ไม่กล้าโผล่ศีรษะออกมาอีก
“ทำอะไรของคุณ?” หวังหยางถามด้วยความตกใจ “คุณยิงใคร?”
“ยิงแม่คุณมั้งครับ!”
เฉินเทียนเซิงละความสนใจจากเป้าหมาย หันมาตะโกนใส่หวังหยาง ก่อนกระโดดลงจากรถด้วยความหงุดหงิด
“เป็นบ้าหรือไง ใช่ไหม เสียสติไปแล้วเหรอ?”
หลังถูกขึ้นเสียงต่อว่า หัวหน้าหวังหยางตอกกลับไม่เลิกรา
ชายหนุ่มเป็นคนอารมณ์ร้อนเช่นกัน เขากล่าวเสียงแข็ง
“ผมแค่จะถามคุณว่าเราจะลงมือกันเมื่อไหร่ ทำไมถึงต้องโมโหขนาดนั้นด้วย?”
“ทำไมถึงนึกครึ้มจะมาถามผมเอาตอนนั้นเล่า!”
เฉินเทียนเซิงชี้หน้าเขาก่อนเบนนิ้วไปทางซอมบี้บนท้องถนน
“รู้ไหมว่าเมื่อกี้ทำอะไรลงไป?”
หวังหยางรู้สึกถูกหยามขึ้นมา ทหารจากทีมกู้ภัยดั้นด้นมาถึงที่นี่ก็แค้นเคืองเต็มทีแล้ว มิหนำซ้ำยังต้องทำตามคำสั่งของเฉินเทียนเซิงอีก
ทว่าสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ปรากฏตัวในตอนนี้เอง
ระหว่างทางมาที่นี่ หยางเซวี่ยถามว่าเธอเข้าไปช่วยคนหลังยักษ์กินคนถูกฆ่าได้หรือเปล่า
หลังเฉินเทียนเซิงยิง เธอคิดว่าเขาฆ่าสำเร็จแล้ว จึงส่งต่อหน้าที่เก็บกวาดซอมบี้ให้ลัวหลงและลัวเฟิง ส่วนเธอรีบบุกเข้าไปในตึก โดยไม่รู้แม้แต่น้อยว่าตอนนี้หัวหน้าของตนกำลังปะทะฝีปากอยู่บนสะพาน
“เจ้าบ้า ผมว่าคุณจงใจหาเรื่องกันแน่เลย!”
“คุณนั่นแหละใช้ปืนเป็นหรือเปล่า พูดได้ไม่เต็มปากสินะว่ายิงแม่นกว่าผมน่ะ ที่ยิงพลาดมันเป็นความผิดใครกันล่ะ”
“เดี๋ยวนะ เมื่อกี้คุณเล็งใคร ประชาชนหรือว่าซอมบี้กันแน่!”
“ทำไมคุณต้องยิงประชาชนด้วย?”
ทหารคนอื่นรีบท้วง ทำให้เฉินเทียนเซิงไม่สบอารมณ์
เขาหันกลับขึ้นไปบนรถ คว้าขวานมาพลางตะโกน
“ผมจะแสดงให้เห็นความหมายที่แท้จริงของไอ้เศษสวะ!”
“คุณจะทำอะไร?”
เมื่อเห็นเฉินเทียนเซิงถืออาวุธในมือ บรรดาทหารต่างคิดว่าจะโดนเขาทำร้าย จึงอดยกปืนเล็งเขาไม่ได้