อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 12 การบำเพ็ญพลังอัตลักษณ์ (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 12 การบำเพ็ญพลังอัตลักษณ์ (อัปเดต)
หลี่ลั่วเดินเข้าไปยังชั้นใต้ดินของหอซ่อนตำรา ใช้เลือดหยดหนึ่งเปิดประตูเหล็กหนาที่สร้างขึ้นจากโลหะพิเศษ
เบื้องหลังประตูเป็นห้องบำเพ็ญอันสว่างไสว
ห้องบำเพ็ญแห่งนี้ไม่ธรรมดา วัสดุที่ใช้สร้างนั้นเป็นทองคำสวรรค์บริสุทธิ์ ทองคำสวรรค์เป็นทองคำชนิดหนึ่งที่ฝังซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน เป็นโลหะพิเศษที่จะเกิดขึ้นจากการหล่อหลอมขัดเกลาจากพลังงานฟ้าดินเป็นเวลานานหลายปีเท่านั้น
ดังนั้นทองคำสวรรค์จึงไม่เพียงแต่ถูกใช้เป็นเงินตราในการซื้อขายแลกเปลี่ยนเท่านั้น แต่เพราะมันมีคุณสมบัติในการดูดกลืนพลังงานฟ้าดินได้อย่างดีเยี่ยมด้วย จึงส่งผลให้ห้องบำเพ็ญที่สร้างจากทองคำสวรรค์กลายเป็นเป็นสิ่งที่ขุมอำนาจใหญ่ทั้งหลายจำเป็นต้องมีเอาไว้
“ช่างหรูหราจริงๆ”
หลี่ลั่วใช้เท้าลูบพื้นแข็งๆ พลางส่งเสียงชื่นชม จากที่เขาได้ยินมานั้นตอนที่พ่อแม่เขาสร้างห้องบำเพ็ญแห่งนี้ขึ้นมานั้น ได้ใช้ทองคำสวรรค์ไปหลายแสนเหรียญเลยทีเดียว การบำเพ็ญที่นี่สามารถเห็นผลได้เร็วกว่าข้างนอกหลายเท่าตัว ในอดีตมีเพียงพ่อกับแม่และเจียงชิงเอ๋อร์เท่านั้นที่เคยมาบำเพ็ญที่นี่ ส่วนหลี่ลั่วนั้นเพิ่งจะเคยมาเป็นครั้งแรก
นี่มันบ้านทองคำของจริงชัดๆ
ต้องยอมรับว่าของแพงย่อมมีดี ทองคำสวรรค์เหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้ไปอย่างเปล่าประโยชน์เลย เพราะแค่เพียงหลี่ลั่วยืนอยู่ตรงนี้ เขาก็สามารถสัมผัสได้แล้วว่าพลังงานฟ้าดินของที่นี่มันหนาแน่นยิ่งกว่าข้างนอกอย่างเห็นได้ชัด
ในขณะที่กำลังชื่นชมอยู่นั้น หลี่ลั่วก็เดินมาถึงใจกลางห้องบำเพ็ญ ที่นี่มีแท่นหินอยู่สองแท่น บนแท่นมีเบาะรองนั่งอย่างดีวางไว้อย่างละอัน เห็นได้ชัดว่าเป็นของที่พ่อกับแม่ของเขาใช้บำเพ็ญในอดีต
หลี่ลั่วจึงนั่งลงบนเบาะรองนั่งอันหนึ่ง จากนั้นก็หยิบคัมภีร์ผลึกออกมา หลับตาลงท่องบทบำเพ็ญที่อยู่ในจินตภาพทะเลครามนั่น
ขณะเดียวกัน ลมหายใจของเขาก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนจังหวะไปตามจินตภาพทะเลคราม
สูดเข้าสามส่วน ผ่อนออกหกส่วน หนักสี่เบาเก้า… จากนั้นก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง
แน่นอนว่าการทดลองในช่วงแรกๆ นั้นย่อมต้องล้มเหลวไปหลายครั้ง แต่ไม่นานนักพรสวรรค์อันโดดเด่นของหลี่ลั่วก็เผยออกมาให้เห็น เขาสามารถจับเคล็ดสำคัญบางอย่างของจินตภาพทะเลครามได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เริ่มเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง
หลี่ลั่วที่นั่งหลับตาบนเบาะรองนั่ง จิตใจสงบนิ่งก็เริ่มค่อยๆ รู้สึกราวกับว่ามีเสียงน้ำทะเลไหลเอื่อยๆ ดังขึ้นข้างๆ หู
คำว่าทะเลครามนั้น หมายถึงความยิ่งใหญ่และเย็นเยียบของสมุทร หลี่ลั่วจินตนาการว่าตัวเองกำลังนั่งสมาธิอยู่กลางทะเล ปล่อยให้เกลียวคลื่นซัดสาดเข้าใส่อยู่อย่างนั้น
จากนั้นเขาก็ค่อยๆ สัมผัสได้ว่าพลังงานฟ้าดินรอบข้างเริ่มไหลเวียน ในบรรดาพลังงานเหล่านั้น มีพลังงานน้ำที่ทรงพลังที่สุด ภายในนั้นยังแฝงไว้ด้วยพลังงานแห่งแสงสว่างอีกเล็กน้อยด้วย
พลังงานเหล่านี้ได้ไหลเข้าสู่ร่างกายของหลี่ลั่วอย่างช้าๆ ผ่านรูขุมขนและลมหายใจเข้าออก
ความอ่อนโยนของพลังงานน้ำ ความบริสุทธิ์ของพลังงานแสงสว่าง…
พลังงานทั้งสองสายไหลเวียนอย่างร่าเริงภายในร่างกายของหลี่ลั่ว ภายใต้การหล่อเลี้ยงของพวกมัน ร่างกายของหลี่ลั่วที่เดิมทีอ่อนแอเพราะเลือดลมแห้งเหือดก็ค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
หลังจากที่พลังงานทั้งสองสายไหลเวียนภายในร่างกายครบหนึ่งรอบแล้ว สุดท้ายก็ไหลกลับไปรวมกันที่วิหารอัตลักษณ์ที่เปล่งประกายสีฟ้าคราม กลายเป็นพลังอัตลักษณ์ของหลี่ลั่ว
เมื่อพลังอัตลักษณ์ภายในวิหารอัตลักษณ์ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น หลี่ลั่วก็เริ่มเคลิบเคลิ้มไปกับมัน ทุ่มสมาธิทั้งหมดไปกับการบำเพ็ญที่ได้มาอย่างยากลำบาก
เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว ชั่วพริบตาเดียวก็ผ่านไปครึ่งวันแล้ว
สิ่งที่ทำให้หลี่ลั่วตื่นขึ้นจากการบำเพ็ญคือความรู้สึกเจ็บแปลบที่ส่งออกมาจากภายในร่างกาย
นั่นเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกาย บอกกับเขาว่าการบำเพ็ญในวันนี้ถึงขีดจำกัดแล้ว
การใช้วิชาชักนำพลังงานมาดูดกลืนพลังฟ้าดินเช่นนี้ จะสร้างภาระให้กับเส้นลมปราณของมนุษย์ด้วย ว่ากันว่ายิ่งเป็นวิชาชักนำพลังระดับต่ำ ภาระที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
และเมื่อถึงขีดจำกัดแล้วก็จะต้องหยุดการบำเพ็ญชั่วคราว รอพักฟื้นระยะหนึ่งก่อนจึงจะสามารถเริ่มบำเพ็ญต่อได้
ซึ่งตอนนี้หลี่ลั่วก็กำลังอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เอง
การหยุดชะงักกะทันหันเช่นนี้ทำให้หลี่ลั่วรู้สึกไม่เต็มใจเท่าไรนัก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะ “จินตภาพทะเลคราม” ที่เขาใช้บำเพ็ญนั้นเป็นเพียงแค่วิชาระดับขุนพลเท่านั้น การที่สามารถบำเพ็ญได้นานขนาดนี้ก็นับว่าถึงขีดจำกัดแล้ว
ดูจากจุดนี้ก็พอจะแสดงให้เห็นได้แล้วว่า วิชาชักนำพลังงานระดับสูงนั้นมีความสำคัญต่อการบำเพ็ญพลังอัตลักษณ์มากเพียงใด
หากสามารถใช้วิชาชักนำพลังงานระดับสูงได้ตั้งแต่เริ่มบำเพ็ญใหม่ๆ เลยละก็ เมื่อสะสมไปนานวันเข้าย่อมต้องพัฒนาไปได้ไกลกว่าผู้อื่นหลายเท่าอย่างแน่นอน
แต่น่าเสียดายที่วิชาชักนำพลังงานระดับสูงนั้นหาได้ยากยิ่ง อีกทั้งยังมีเงื่อนไขในการฝึกฝนที่เข้มงวดอย่างมาก อย่างน้อยๆ แค่ระดับขั้นของอัตลักษณ์อย่างเดียวก็เพียงพอที่จะกีดกันผู้บำเพ็ญส่วนใหญ่ออกไปแล้ว ซึ่งย่อมต้องรวมถึงหลี่ลั่วในตอนนี้ด้วย
ภายในคฤหาสน์ลั่วหลานของเขาเองก็ใช่ว่าจะไม่มีวิชาชักนำพลังงานระดับขุนนาง… แต่เท่าที่เขารู้ มันจำเป็นต้องใช้อัตลักษณ์ระดับเจ็ดเป็นอย่างต่ำ
แต่โชคดีที่ “จินตภาพทะเลคราม” ในตอนนี้เป็นเพียงแค่ทางเลือกชั่วคราวของหลี่ลั่วเท่านั้น รอให้เขายกระดับขั้นของอัตลักษณ์ของตัวเองขึ้นไปได้แล้วค่อยเปลี่ยนไปฝึกฝนวิชาชักนำพลังงานระดับสูงกว่านี้ก็ยังไม่สาย
และเมื่อคิดจากเรื่องนี้แล้ว การยกระดับขั้นของอัตลักษณ์นั้น มันก็ยิ่งเร็วยิ่งดีจริงๆ
หลี่ลั่วถอนหายใจออกมา จากนั้นก็ยื่นฝ่ามือออกมา ได้มีพลังอัตลักษณ์สีฟ้าครามสายหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขา
นี่คือพลังอัตลักษณ์ที่เขาบำเพ็ญขึ้นมาได้
พลังอัตลักษณ์น้ำ… ขณะเดียวกันภายในยังมีพลังอัตลักษณ์แสงสว่างปะปนอยู่ด้วย
พลังของอัตลักษณ์ทั้งสองชนิดได้หลอมรวมเข้าด้วยกัน หากเทียบกับพลังอัตลักษณ์น้ำเพียงอย่างเดียวแล้วมันย่อมต้องบริสุทธิ์กว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
“พลังอัตลักษณ์ของข้า น่าจะถึงระดับสามตราแล้ว” หลี่ลั่วพึมพำกับตัวเอง
หลี่ลั่วในอดีตแม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องไร้อัตลักษณ์ ทำให้การสะสมพลังอัตลักษณ์เป็นไปอย่างยากลำบาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีรากฐานเลย ดังนั้นหลังจากการบำเพ็ญในครั้งนี้แล้ว พลังอัตลักษณ์ของเขาจึงพุ่งขึ้นไปถึงระดับสามตราได้ในทันที
ดูจากความเร็วในการบำเพ็ญในตอนนี้แล้ว หลี่ลั่วค่อนข้างมั่นใจว่า ภายในหนึ่งสัปดาห์นี้เขาจะสามารถยกระดับพลังอัตลักษณ์ขึ้นไปได้ถึงระดับห้าตรา
ถึงแม้ว่าอัตลักษณ์ระดับสี่จะไม่ได้สูงส่งอะไรมากมายนัก แต่หลี่ลั่วนั้นเป็นถึงคุณชายน้อยแห่งคฤหาสน์ลั่วหลาน ด้วยทรัพยากรบำเพ็ญมากมายมหาศาลแล้ว เขาเชื่อมั่นว่าพัฒนาการของเขาจะต้องเหนือกว่าคนอื่นๆ ในวิทยาลัยอย่างแน่นอน รวมไปถึงเหล่าอัจฉริยะในตึกหนึ่งด้วย
“แต่แค่นี้มันยังไม่พอเนี่ยสิ”
หลี่ลั่วพึมพำกับตัวเอง เพราะเดือนหน้าก็เป็นวันสอบใหญ่ของวิทยาลัยแล้ว เป้าหมายของเขาคือการเข้าเรียนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง ซึ่งเงื่อนไขในการรับสมัครของวิทยาลัยระดับสูงสุดของอาณาจักรต้าเซี่ยแห่งนี้มันก็เข้มงวดอย่างมากเลยด้วย
ในแต่ละปีไม่รู้ว่ามีเด็กหนุ่มที่คิดว่าตัวเองโดดเด่นมากมายเพียงใด ที่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถข้ามผ่านมาตรฐานอันสูงส่งของวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงไปได้ ต่อให้เจ้าเอาหัวโขกประตูจนเลือดตกยางออก มันก็ไม่ยอมเปิดออกให้เข้าไปอยู่ดี
ดังนั้นหากหลี่ลั่วต้องการไล่ตามให้ทัน ความเร็วในตอนนี้ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี
“สุดท้ายแล้ว ยังไงข้าก็ต้องยกระดับขั้นของอัตลักษณ์ให้สูงขึ้นก่อนอยู่ดี สำหรับข้าแล้วระดับสี่มันต่ำเกินไป!”
หลี่ลั่วครุ่นคิด จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน เดินออกจากห้องบำเพ็ญไป และในตอนที่เขาก้าวออกจากหอซ่อนตำรา ก็มีคนมารอเขาอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งก็ตรงเข้ามากล่าวกับเขาอย่างสุภาพทันที “คุณชายน้อย ผู้จัดการไช่ให้ข้าน้อยมารายงานว่า ของที่ท่านให้เตรียมเอาไว้ได้ถูกส่งไปที่ห้องของท่านเรียบร้อยแล้ว”
เมื่อหลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้นก็แอบชื่นชมในใจ ผู้จัดการไช่เวยผู้นี้สมกับเป็นผู้ช่วยฝีมือดีของพี่ชิงเอ๋อร์จริงๆ ทำงานได้มีประสิทธิภาพอย่างมาก เดิมทีเขาคิดว่าอย่างน้อยๆ ก็น่าจะต้องรอถึงพรุ่งนี้ถึงจะได้ของทั้งหมด
เขาโบกมือให้คนส่งสารคนนั้นถอยออกไป จากนั้นจึงเดินกลับไปที่ห้อง
ทันทีที่เข้าไปในห้อง เขาก็เห็นกล่องไม้จันทน์ที่ถูกตกแต่งอย่างประณีตที่วางอยู่บนโต๊ะทันที ภายในกล่องบรรจุขวดแก้วใสสะอาดหลายสิบขวดเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ
หลี่ลั่วหยิบขวดแก้วสองขวดขึ้นมาดูด้วยความสงสัย ภายในขวดใบหนึ่งบรรจุของเหลวสีน้ำเงินเอาไว้ เมื่อเขย่าเบาๆ ก็ราวกับได้ยินเสียงสายน้ำไหลเอื่อยๆ
ส่วนขวดแก้วอีกขวดหนึ่งนั้นแปลกประหลาดยิ่งกว่าเดิม เพราะภายในนั้นราวกับบรรจุแสงสว่างเอาไว้ แสงสว่างนั่นมีลักษณะเป็นเส้นๆ ราวกับเส้นไหม แต่บางครั้งก็ดูราวกับเป็นควันจางๆ
แต่ถึงแม้ว่าทั้งสองอย่างจะเป็นของเหลวกับแสงสว่าง ทว่าพวกมันกลับให้ความรู้สึกบริสุทธิ์เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน
“นี่ก็คือน้ำยาแสงวิเศษ?”
หลี่ลั่วส่งเสียงประหลาดใจ เจ้าสิ่งนี้ก็คือของที่มีเพียงนักเกลาอัตลักษณ์ที่มีทั้งอัตลักษณ์น้ำหรืออัตลักษณ์แสงสว่างเท่านั้นถึงจะสามารถหลอมสร้างขึ้นมาได้ ซึ่งพวกมันก็เป็นเหมือนกับยาโอสถ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการบำเพ็ญของเหล่าผู้บำเพ็ญทุกคน
หลี่ลั่วหมุนขวดแก้ว จากนั้นก็เห็นป้ายที่แปะอยู่บนนั้น
“น้ำยาผลึกคราม ระดับสี่ ประสิทธิภาพการขัดเกลา ห้าจุดแปด”
น้ำยาผลึกครามนับเป็นสูตรน้ำยาระดับสี่ที่พบเห็นได้ทั่วไปในท้องตลาด ส่วนประสิทธิภาพการขัดเกลาในที่นี้ เพราะในขณะที่น้ำยาแสงวิเศษแต่ละขวดถูกดูดกลืนเข้าไป จะมีบางส่วนที่ถูกวิหารอัตลักษณ์ปฏิเสธและสลายทิ้งไปด้วย โดยส่วนที่สามารถผ่านการปฏิเสธตามธรรมชาติของวิหารอัตลักษณ์เข้าไปได้ และสามารถสำแดงประสิทธิภาพในการขัดเกลาออกมาได้ก็จะถูกเรียกเป็นประสิทธิภาพการขัดเกลาของน้ำยาแสงวิเศษ
พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งน้ำยาแสงวิเศษบริสุทธิ์มากเพียงใด ประสิทธิภาพการขัดเกลาก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น ผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะยิ่งดีมากขึ้นไปด้วย
ประสิทธิภาพการขัดเกลาห้าจุดแปดของน้ำยาผลึกครามนี้ หมายความว่าในระหว่างการใช้จะมีน้ำยาสี่จุดสองส่วนถูกสลายทิ้งไปทันที กลายเป็นส่วนที่ไร้ประโยชน์
แต่การที่มีประสิทธิภาพถึงห้าจุดแปดได้ก็นับว่าผ่านเกณฑ์แล้ว น้ำยาแสงวิเศษระดับสี่ในท้องตลาดส่วนใหญ่จะมีประสิทธิภาพการขัดเกลาอยู่ที่ประมาณห้าจุดหก น้ำยาแสงวิเศษที่สามารถมีประสิทธิภาพการขัดเกลาเกินกว่านี้ได้ล้วนแล้วแต่เป็นของชั้นเลิศทั้งสิ้น ราคาก็ย่อมต้องแพงกว่ามากด้วย
เพราะสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การยกระดับขั้นของอัตลักษณ์มักจะมีขีดจำกัด ส่วนน้ำยาแสงวิเศษที่มีคุณภาพสูงนั้น ภายในจะมีสิ่งเจือปนน้อย การใช้น้ำยาแสงวิเศษคุณภาพสูงเหล่านี้ก็จะทำให้วิหารอัตลักษณ์ของพวกเขาถูกสิ่งเจือปนกัดกร่อนจนปิดตัวลงช้ากว่าเดิม
หลี่ลั่วมองดูขวดแก้วใสสะอาดน่ารักตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม อันที่จริงตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ความไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดของเขามันมีประโยชน์มากที่สุดแล้ว เพราะคนอื่นๆ ต้องคอยกังวลว่าหากใช้น้ำยาแสงวิเศษมากเกินไปอาจจะทำให้สิ่งเจือปนไปกัดกร่อนวิหารอัตลักษณ์จนปิดผนึกตัวเองเร็วกว่าที่ควรจะเป็น จึงต้องใช้น้ำยาแสงวิเศษอย่างรอบคอบ แต่เขา… กลับสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้เลย
อัตลักษณ์แบบไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิด ทำให้เขาสามารถใช้มันได้อย่างไม่ต้องกังวล
ตอนนี้เขาจึงคิดจะลองดูว่า หากดูดกลืนน้ำยาแสงวิเศษทั้งห้าสิบขวดนี้เข้าไปทั้งหมดแล้ว อัตลักษณ์ระดับสี่ของเขาจะสามารถยกระดับขึ้นไปได้อีกมากน้อยเพียงใด
เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้ว หลี่ลั่วก็เริ่มใจเต้นเร็วขึ้นทันที