อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 13 หลุมลึกไร้ก้นของหลี่ลั่ว (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 13 หลุมลึกไร้ก้นของหลี่ลั่ว (อัปเดต)
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ภายในห้องของหลี่ลั่ว เขากำลังนวดหนังตาที่หนักอึ้ง มองดูกล่องไม้จันทน์ที่อยู่ตรงหน้าด้วยความเสียดายเล็กน้อย
ภายในนั้นยังคงมีน้ำยาแสงวิเศษที่ใช้ไม่หมดเหลืออยู่เกือบครึ่ง
หลี่ลั่วพบว่าเขาพลาดอะไรบางอย่างไป ถึงแม้ว่าตัวเขาจะไร้อัตลักษณ์ ไม่ต้องกังวลว่าเรื่องการกัดกร่อนจากสิ่งเจือปนในน้ำยาแสงวิเศษ ทว่า… การดูดกลืนน้ำยาแสงวิเศษหนึ่งขวด มันกลับจำเป็นต้องใช้เวลา และเขาก็ไม่สามารถนำน้ำยาแสงวิเศษหลายสิบขวด มารวมกันแล้วใช้พร้อมกันรวดเดียวได้ด้วย เพราะมันจะรบกวนซึ่งกันและกัน กลับจะทำให้น้ำยาเสื่อมประสิทธิภาพไปโดยเปล่าประโยชน์
ดังนั้นเมื่อคืนนี้เขาจึงสามารถดูดกลืนน้ำยาแสงวิเศษไปได้เพียงยี่สิบเจ็ดขวดเท่านั้น
แน่นอนว่าหากเรื่องนี้ถูกคนอื่นล่วงรู้เข้าละก็ พวกเขาคงคิดว่าหลี่ลั่วเสียสติไปแล้วเป็นแน่… เพราะพวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าจะมีใครกล้าทำแบบนี้…
การดูดกลืนน้ำยาแสงวิเศษถึงยี่สิบเจ็ดขวดในคืนเดียว สิ่งเจือปนที่สะสมอยู่ภายในร่างกาย เกรงว่าไม่นานก็คงทำให้วิหารอัตลักษณ์ถูกปิดผนึกลงได้แล้ว
โดยทั่วไปแล้ว มีเพียงแค่คนที่จนตรอกจริงๆ เท่านั้นถึงจะเลือกใช้วิธีที่บ้าคลั่งและสุดโต่งแบบนี้
มันเป็นวิธีที่หากไม่สำเร็จก็ตายไปเลยจริงๆ
“แต่ผลลัพธ์มันก็ไม่เลว…”
ความรู้สึกเสียดายในดวงตาของหลี่ลั่วพลันสลายหายไปอย่างรวดเร็ว แววตาของเขากลับเปล่งประกายขึ้นมาแทน เพราะจากการรับรู้ของเขา วิหารอัตลักษณ์อันแรกของเขาได้เปล่งประกายที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าเมื่อวานออกมาแล้ว แม้แต่พลังอัตลักษณ์ที่ไหลเวียนอยู่ภายในนั้นก็ดูบริสุทธิ์และแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อยด้วย
ด้วยความเร็วเช่นนี้ หลังจากหลี่ลั่วประเมินคร่าวๆ แล้ว หากเขาต้องการยกระดับ ‘อัตลักษณ์น้ำแสง’ ของเขาขึ้นไปเป็นระดับห้า อาจจะต้องใช้น้ำยาแสงวิเศษระดับสี่อีกราวๆ ร้อยกว่าขวด
หากคำนวณเช่นนี้ละก็ การยกระดับจากระดับสี่ไปจนถึงระดับห้า หลี่ลั่วน่าจะต้องใช้ทองคำสวรรค์จำนวนมากถึงเกือบสองแสนเหรียญ
ตัวเลขนี้ อันที่จริงตัวหลี่ลั่วเองนั้นยอมรับได้ ทว่า… เมื่อเขาคำนวณถึงการยกระดับต่อไปในอนาคต เขาก็เริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมาแล้ว
เพราะหลังจากที่อัตลักษณ์ระดับห้าแล้ว ราคาน้ำยาแสงวิเศษระดับห้าก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว อีกทั้งการยกระดับขั้นของอัตลักษณ์ก็จะยิ่งยากลำบากมากขึ้นไปด้วย
เช่นนั้นก็หมายความว่า จากระดับห้าไประดับหก เขาต้องใช้ทองคำสวรรค์เป็นจำนวนมากถึงเกือบล้านเหรียญเลยน่ะสิ?
แล้วจากระดับหกไประดับเจ็ด… ก็ต้องใช้อีกหลายล้าน?
แล้วหลังจากนั้นเล่า?
ทันใดนั้นหลี่ลั่วก็รู้สึกหายใจไม่ออก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยได้สนใจเรื่องราวของคฤหาสน์มากเท่าใดนัก แต่เขาก็รู้ดีว่ารายได้ต่อปีของคฤหาสน์ลั่วหลานนั้นมีเพียงแค่ประมาณหลายล้านเหรียญทองคำสวรรค์เท่านั้น
ต่อให้เขาขุดทั้งคฤหาสน์ลั่วหลานออกมา เกรงว่าก็คงมีทองคำสวรรค์ไม่พอให้เขายกระดับอัตลักษณ์ไปจนถึงระดับแปดได้หรอกกระมัง?
อัตลักษณ์หลังกำเนิดนี่… มันคือหลุมลึกไร้ก้นชัดๆ!
หลี่ลั่วนวดหว่างคิ้ว คฤหาสน์ลั่วหลานที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ให้เขา ในอนาคตมันอาจจะเลี้ยงดูคุณชายมือเติบอย่างเขาไม่ไหวจริงๆ ก็ได้…
“แต่หากในอนาคตข้าสามารถหลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษได้ด้วยตัวเองละก็ คงจะประหยัดเงินได้ไม่น้อย”
หลี่ลั่วนึกถึงอัตลักษณ์น้ำแสงของเขา ในบางมุมนั้น มันก็ถือเป็นข้อได้เปรียบเฉพาะตัวของเขาเลยเหมือนกัน หากเขาใช้ประโยชน์จากจุดนี้ดีๆ ละก็ น้ำยาแสงวิเศษที่เขาหลอมสร้างขึ้นมาในอนาคต เกรงว่าอาจจะเป็นสินค้าหายากในท้องตลาดได้เลย เมื่อคิดแบบนี้แล้ว เขาก็ต้องเริ่มไตร่ตรองเรื่องการเรียนรู้วิชาเกลาอัตลักษณ์บ้างแล้ว
“ดูท่าพ่อกับแม่คงจะคิดถึงเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วเหมือนกัน… ดังนั้นจึงให้ข้าเป็นนักเกลาอัตลักษณ์ คฤหาสน์ลั่วหลานจะได้ไม่ต้องมาแบกรับภาระเลี้ยงดูข้าจนล่มจม” หลี่ลั่วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ยิ่งรู้สึกชื่นชมในวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพ่อแม่ตัวเองมากขึ้นไปอีก
สุดท้ายหลี่ลั่วก็ไม่กล้าคิดเรื่องนี้ต่อ อย่างน้อยก่อนที่จะถึงระดับหก เขาก็น่าจะยังพอรับมือไหว ส่วนเรื่องหลังจากนั้น ไว้ถึงเวลาแล้วค่อยว่ากันอีกที
ดังนั้นเขาจึงส่ายหน้า กลับไปที่ห้องนอนแล้วล้มตัวลงนอนทันที
ในช่วงสองวันต่อจากนี้ หลี่ลั่วก็ได้เริ่มการบำเพ็ญอย่างบ้าคลั่ง ตอนกลางวันเขาจะบำเพ็ญ ‘จินตภาพทะเลคราม’ จนกระทั่งถึงขีดจำกัดแล้ว เขาจึงค่อยฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์เป็นเวลาสองชั่วโมง แล้วจึงค่อยเริ่มต้นดูดกลืนน้ำยาแสงวิเศษเพื่อยกระดับขั้นของอัตลักษณ์
ด้วยการฝึกฝนบำเพ็ญอย่างเต็มกำลังเช่นนี้ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่เลว ระดับพลังอัตลักษณ์ของเขาได้เพิ่มขึ้นจนถึงระดับสี่ตราอย่างรวดเร็ว ส่วนอัตลักษณ์น้ำแสงระดับสี่ของเขาก็บริสุทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
ตอนนี้หลี่ลั่วรู้สึกราวกับว่าไม่มีสิ่งใดสามารถหยุดยั้งความก้าวหน้าของเขาได้แล้ว
จนกระทั่งน้ำยาแสงวิเศษหมดลง
…
ณ ห้องบัญชีของบ้านเก่า
ไช่เวยที่สวมชุดกระโปรงยาวกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ทรวดทรงองเอวอันงดงาม บริเวณหน้าอกเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าอันน่าตื่นตาตื่นใจ ทว่าบนใบหน้ารูปไข่อันงดงามของนางตอนนี้กลับคิ้วขมวดเล็กน้อย จ้องมองบัญชีหลายเล่มที่อยู่ตรงหน้า
“ผู้จัดการกู่ รายได้ของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่ปีนี้ดูเหมือนจะลดลงจนน่าตกใจเลยนะ” ไช่เวยเงยหน้าขึ้นจากบัญชี มองไปยังผู้จัดการหลายคนที่อยู่ตรงหน้า
ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าผู้จัดการกู่ก็ได้พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มเจื่อนแล้วกล่าว “ผู้จัดการใหญ่กล่าวถูกแล้ว คฤหาสน์ลั่วหลานมีห้างร้านอยู่ทั้งหมดเก้าแห่ง แหล่งผลิตแร่และยาสิบแปดแห่งอยู่ในมณฑลเทียนสู่… เพียงแต่เพราะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในคฤหาสน์ ทำให้ในช่วงหนึ่งปีมานี้ พวกเราถูกสามตระกูลใหญ่ในมณฑลเทียนสู่เล่นงานอย่างหนัก โดยเฉพาะตระกูลซ่งที่ร้ายกาจที่สุด ในบรรดาห้างร้านทั้งเก้าแห่ง มีสองแห่งที่ถูกตระกูลซ่งใช้กลอุบายต่างๆ นานาเล่นงานจนต้องปิดตัวลงในปีนี้ สุดท้ายยังถูกพวกมันกลืนกินไปด้วย”
แววตาของไช่เวยดูเย็นชาลงเล็กน้อย คฤหาสน์ลั่วหลานสร้างฐานะขึ้นมาจากนครหนานเฟิงแห่งมณฑลเทียนสู่ หลังจากนั้นก็ได้ผงาดขึ้นเป็นหนึ่งในห้ามหาคฤหาสน์ของอาณาจักรต้าเซี่ยด้วยความเร็วสูงจนน่าตกใจ
ทว่าในมณฑลเทียนสู่นั้น นอกจากคฤหาสน์ลั่วหลานแล้วก็ยังมีสามตระกูลใหญ่อยู่ ถึงแม้ว่าในภาพรวมแล้วสามตระกูลใหญ่จะไม่สามารถเทียบชั้นกับคฤหาสน์ลั่วหลานที่สมบูรณ์แบบได้ แต่ในมณฑลเทียนสู่นั้น พวกเขาก็ถือเป็นผู้มีอิทธิพลเก่าแก่ที่หยั่งรากลึกมานาน มีภูมิหลังที่มั่นคง มีขุมพลังลึกล้ำ
ในตอนที่ผู้นำตระกูลทั้งสองยังอยู่ คฤหาสน์ลั่วหลานรุ่งเรืองถึงขีดสุด สามตระกูลใหญ่นี้ก็ทำตัวว่าง่าย ต่างก็เชื่อฟังคำสั่งเป็นอย่างดี แต่ใครจะไปคิดว่าหลังจากที่ผู้นำตระกูลทั้งสองหายตัวไป พวกเขากลับฉวยโอกาสที่คฤหาสน์ลั่วหลานกำลังวุ่นวายทั้งภายในและภายนอก เริ่มแสดงท่าทีแข็งข้อขึ้นมา
ก่อนหน้านี้ไช่เวยเคยได้ยินเจียงชิงเอ๋อร์เล่าให้ฟังว่า เบื้องหลังของสามตระกูลใหญ่นี้ อาจจะมีมหาอำนาจอื่นๆ คอยหนุนหลังอยู่ด้วยก็เป็นได้ เป้าหมายของพวกมันก็คงเป็นการหยั่งเชิงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของคฤหาสน์ลั่วหลานในตอนนี้
สามตระกูลใหญ่แห่งมณฑลเทียนสู่ ตระกูลซ่ง ตระกูลเป้ย และตระกูลตี้ฝ่า ในบรรดาสามตระกูลนี้ ตระกูลซ่งนับว่าแข็งแกร่งที่สุด ขณะเดียวกันก็เป็นตระกูลที่ลงมือมากที่สุดในช่วงสองปีที่ผ่านมาด้วย พวกมันใช้วิธีการต่างๆ นานาในการแทรกแซง กดดัน และยึดครองห้างร้านและกิจการของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่อย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ประมุขของตระกูลซ่งนั้นจะคอยนำของขวัญมาเยี่ยมเยียนทักทายคฤหาสน์ลั่วหลานทุกปี
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเช่นนี้ มันเหมือนกับบทละครเลยจริงๆ
ทว่าไช่เวยเองก็มีประสบการณ์มาไม่น้อยแล้วเหมือนกัน นางย่อมไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาไม่รู้ความ การดำรงอยู่ของคฤหาสน์ลั่วหลานเดิมทีก็เป็นการกดผลประโยชน์ของสามตระกูลใหญ่ให้ลดต่ำลงอยู่แล้ว บัดนี้เมื่อพวกมันเห็นว่าคฤหาสน์ลั่วหลานกำลังวุ่นวาย การที่พวกมันจะหาทางฉกฉวยผลประโยชน์มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ไร้เหตุผลแต่อย่างใด ทว่าเพราะจุดยืนที่แตกต่างกัน นางย่อมต้องมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูอยู่แล้ว
ทว่าคฤหาสน์ลั่วหลานในตอนนี้ไม่เหลือพลังมากพอที่จะแบ่งมาช่วยเหลือสาขามณฑลเทียนสู่ได้แล้วจริงๆ เพราะสถานที่อื่นๆ ต่างก็ต้องการกำลังเสริมทั้งสิ้น อีกทั้งยังมีเจ้าเผยฮ่าวนั่นอยู่ด้วย… ยิ่งทำให้สถานการณ์ของคฤหาสน์ลั่วหลานย่ำแย่ลงไปอีก
ไช่เวยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจกล่าวอย่างเด็ดขาดว่า “ห้างร้านที่ไม่สามารถทำกำไรได้ ก็ปิดตัวลงไปก่อนเถอะ ไม่จำเป็นต้องไปเสียเวลากับอีกฝ่าย”
การยอมอดทนในตอนนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอเพียงรอให้คฤหาสน์ลั่วหลานกลับมาสงบมั่นคงได้อีกครั้ง ถึงตอนนั้นไม่ว่าสามตระกูลใหญ่จะกลืนกินอะไรเข้าไปบ้าง สุดท้ายพวกมันก็ต้องคายกลับออกมาทั้งหมด
เมื่อได้ยินนางตัดสินใจเช่นนั้น เหล่าผู้จัดการทั้งหลายต่างก็ตอบรับทันที เพราะพวกเขาย่อมต้องเข้าใจสถานการณ์ของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่ตอนนี้เหมือนกัน ซึ่งมันก็ค่อนข้างย่ำแย่จริงๆ
ก๊อก ก๊อก
ทันใดนั้นเอง ได้มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เมื่อไช่เวยเอ่ยอนุญาตให้เข้ามาแล้ว ประตูห้องถูกผลักเปิดออก จากนั้นก็เป็นหลี่ลั่วที่เดินเข้ามา
เมื่อเหล่าผู้จัดการเห็นดังนั้นก็รีบคำนับทันที
หลี่ลั่วโบกมือให้พวกเขา ส่วนไช่เวยก็ให้พวกเขาออกไปก่อน ดวงตาคู่งามของนางจ้องมองมายังหลี่ลั่ว “คุณชายน้อยมีเรื่องอะไรหรือ?”
หลี่ลั่วกระแอมไอเบาๆ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “มีเรื่องอยากจะรบกวนพี่ไช่เวยสักหน่อย”
ดวงตาอันงดงามที่เปี่ยมเสน่ห์ของไช่เวยกะพริบปริบๆ นางรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีเท่าใดนัก แต่ก็ยังคงถามกลับว่า “เรื่องอะไรหรือ?”
หลี่ลั่วเผยรอยยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนแล้วกล่าว “ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่น้ำยาแสงวิเศษระดับสี่ทั้งห้าสิบขวดก่อนหน้านี้มันหมดแล้ว ข้าเลยอยากจะรบกวนให้พี่ไช่เวยช่วยสั่งมาเพิ่มอีกสักร้อยขวด”
สีหน้าบนใบหน้าของไช่เวยที่ดูขาวนวลเรียบเนียนราวกับไข่ห่านนั้นพลันแข็งเกร็งไปทันที ดวงตาเบิกโต ถลึงตามองไปที่หลี่ลั่ว บริเวณหน้าอกอันอวบอิ่มถึงกับกระเพื่อมขึ้นเล็กน้อย
“ซื้อเพิ่มอีกร้อยขวด? น้ำยาแสงวิเศษระดับสี่?”
ไช่เวยอดไม่ได้ที่จะกำมือแน่น นางเพิ่งจะมารับผิดชอบดูแลเรื่องการเงินของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่ได้แค่ไม่กี่วัน หรือว่ากำลังจะต้องล้มละลายแล้ว?
ดังนั้นนางจึงพยายามอดกลั้นอย่างถึงที่สุด แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะอย่างแรง คิ้วขมวดแน่นเป็นปม
“หลี่ลั่ว เจ้าไม่อยากให้ข้าทำงานแล้วรึไง!”