อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 14 ไช่เวยพิโรธ (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 14 ไช่เวยพิโรธ (อัปเดต)
ปฏิกิริยาอันรุนแรงของไช่เวยทำเอาหลี่ลั่วตกใจไม่น้อยเลยเหมือนกัน เขามองดูใบหน้ารูปไข่ที่เต็มไปด้วยความโกรธของนางอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย รีบกล่าวว่า “พี่ไช่เวยพูดอะไรอย่างนั้น ความสามารถของพี่เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว ข้าจะไม่อยากให้พี่ทำได้อย่างไร”
ไช่เวยจ้องมองหลี่ลั่วด้วยดวงตาคู่งาม ผ่านไปครู่หนึ่งนางถึงค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลงได้กล่าว “คุณชายน้อยอย่าได้ถือสา ข้าวู่วามเกินไปหน่อย”
นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อว่า “แต่… คุณชายน้อยยังต้องการซื้อน้ำยาแสงวิเศษอีกหนึ่งร้อยขวดเลยหรือ? เรื่องนี้… มันไม่ใช่เรื่องเล็กแล้วนะ”
“ยิ่งไปกว่านั้น คุณชายน้อยก็น่าจะรู้ ถึงแม้น้ำยาแสงวิเศษจะสามารถยกระดับขั้นของอัตลักษณ์ได้ก็จริง แต่หากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง กลับจะส่งผลให้วิหารอัตลักษณ์ปิดผนึกตัวเองลงก่อนเวลาอันควรได้”
ไช่เวยรู้ดีว่าหลี่ลั่วมีปัญหาเรื่องไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิด ดังนั้นบางคำพูดนางจึงไม่กล้าพูดตรงๆ เกินไปนัก กลัวว่าจะไปกระทบใจหลี่ลั่วเข้า
ไช่เวยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ สายตาก็เปลี่ยนเป็นเฉียบคมขึ้นกล่าว “หรือว่ามีใครแอบหลอกลวงคุณชายน้อย คิดยืมฐานะของคุณชายน้อยมาเอาน้ำยาแสงวิเศษไป?”
ถึงแม้ว่าผู้ที่สามารถอยู่ในบ้านเก่าหลังนี้ได้ ล้วนผ่านการคัดกรองมาอย่างเข้มงวดแล้วทั้งสิ้น แต่บัดนี้ท่านประมุขคฤหาสน์ทั้งสองต่างก็หายสาบสูญไปหลายปีแล้ว ยากที่จะรับประกันได้ว่าจะไม่มีใครคิดคดทรยศขึ้นมา ยิ่งไปกว่านั้นน้ำยาแสงวิเศษยังเป็นของล้ำค่า จึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีผู้ไม่หวังดีหลอกลวงเอาน้ำยาแสงวิเศษจากคุณชายน้อยไปเหมือนกัน
หากมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริง ไช่เวยจะต้องทำให้มันผู้นั้นชดใช้อย่างสาสมแน่
หลี่ลั่วส่ายหน้า กล่าวอย่างจริงจัง “พี่ไช่เวยอย่าคิดฟุ้งซ่าน น้ำยาแสงวิเศษนั่น ข้าต้องการใช้เองจริงๆ”
ไช่เวยขมวดคิ้วแน่นกล่าว “ถึงแม้ว่ามันอาจจะก้าวก่ายไปสักหน่อย แต่ข้าขอสอบถามหน่อยได้ไหมว่า คุณชายน้อยต้องการน้ำยาแสงวิเศษมากมายขนาดนี้ไปทำอะไรกันแน่?”
“ข้าไม่ได้ต้องการซักไซ้คุณชายน้อย เพียงแต่ข้าเป็นห่วงว่าคุณชายน้อยจะวู่วามจนทำอะไรผิดพลาดเข้า… หากเกิดเรื่องอะไรไม่ดีขึ้นกับคุณชายน้อยละก็ ข้าคงไม่มีหน้าไปพบกับชิงเอ๋อร์แล้ว”
นางรู้ว่าหลี่ลั่วต้องแบกรับแรงกดดันเอาไว้มากเพียงใดกับเรื่องไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิด อีกทั้งเด็กหนุ่มวัยนี้ก็เป็นวัยที่ชอบทำอะไรบุ่มบ่ามวู่วามอยู่ด้วย นางกลัวว่าหลี่ลั่วจะไปได้ยินวิธีแก้ปัญหาแบบพิสดารอะไรเข้าแล้วคิดจะลองทำตาม
หลี่ลั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตอบไปว่า “เรื่องนี้ถึงบอกพี่ไช่เวยไปก็คงไม่เป็นอะไร อันที่จริงมันเป็นศาสตร์ลับที่พ่อแม่ข้าทิ้งเอาไว้ให้ข้า มันสามารถทำให้อัตลักษณ์ของข้าปรากฏขึ้นมาได้แล้ว ส่วนน้ำยาแสงวิเศษเหล่านั้นก็เป็นสิ่งจำเป็นด้วย เรื่องนี้พี่ชิงเอ๋อร์เองก็รู้เหมือนกัน”
เรื่องที่อัตลักษณ์ของเขาปรากฏขึ้นมาแล้ว ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องมีคนรู้อยู่ดี เมื่อถึงเวลานั้นย่อมต้องมีคนสงสัยเป็นธรรมดา ซึ่งข้ออ้างที่ดีที่สุด ก็คือมันเป็นศาสตร์ลับที่พ่อแม่เขาทิ้งไว้ให้
นอกจากนี้ ในอนาคตเขายังต้องซื้อน้ำยาแสงวิเศษเพิ่มอีกเป็นจำนวนมากด้วย สุดท้ายก็ต้องดำเนินการผ่านมือไช่เวยอยู่ดี ดังนั้นรีบบอกให้นางหายข้องใจไปเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยจะดีกว่า
ไช่เวยตกใจ “ศาสตร์ลับที่ท่านประมุขทั้งสองทิ้งไว้หรือ?”
แต่นางก็ยังคงเชืื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จ้องมองไปยังดวงตาของหลี่ลั่ว แต่ก็เห็นเพียงสีหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่าย ดูไม่เหมือนกำลังโกหกแต่อย่างใด
สุดท้ายนางจึงได้แต่พยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะรีบไปจัดการเรื่องน้ำยาแสงวิเศษให้คุณชายน้อยแล้วกัน” ไช่เวยถอนหายใจ การซื้อน้ำยาแสงวิเศษระดับสี่หนึ่งร้อยขวดนี้ จะต้องจ่ายทองคำสวรรค์ไปอีกแสนกว่าเหรียญเลยทีเดียว ซึ่งก็จะทำให้เงินทุนของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่ลดลงไปกว่าครึ่ง และการรับมือกับการกดดันของสามตระกูลใหญ่ก็จะยิ่งยากลำบากมากขึ้นไปด้วย
แต่นางก็ยังคงแยกแยะความสำคัญออก รู้ดีว่าหากสามารถทำให้อัตลักษณ์ของหลี่ลั่วปรากฏขึ้นมาได้จริง ต่อให้ต้องสละกิจการทั้งหมดของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่ทิ้งไปก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
หลี่ลั่วมองไช่เวยที่กำลังคิ้วขมวดเล็กน้อย เอ่ยถามด้วยความรู้สึกผิดอยู่บ้าง “หรือเป็นเพราะข้าดึงเงินทุนออกมามากเกินไป ทำให้ฝั่งพี่ไช่เวยติดปัญหาหรือ?”
ไช่เวยเงยหน้าขึ้น มองดูหลี่ลั่วที่แม้จะยังดูเด็กน้อย แต่ก็ได้รับสืบทอดความสง่างามมาจากบิดามารดามาอย่างเต็มเปี่ยม จากนั้นก็หัวเราะเสียงเบาออกมา อารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อยกล่าว “ก็มีติดขัดอยู่บ้างจริงๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมากนักหรอก คุณชายน้อยวางใจเถอะ ข้าจะจัดการให้ทั้งหมดเลย”
หลี่ลั่วแอบถอนหายใจออกมา น้ำยาแสงวิเศษแค่หนึ่งร้อยขวดในตอนนี้ก็ทำให้ไช่เวยต้องปวดหัวขนาดนี้แล้ว แต่เมื่อเทียบกับปริมาณที่เขาต้องใช้ในอนาคตแล้ว แค่นี้มันก็เทียบกันไม่ได้เลยจริงๆ
“ทางสำนักงานใหญ่ของคฤหาสน์ลั่วหลานยังไม่สามารถส่งเงินทุนมาให้ได้หรือ?” หลี่ลั่วถาม
ไช่เวยส่ายหน้าเล็กน้อย กล่าวอย่างรู้สึกผิดว่า “คุณชายน้อย สถานการณ์ของคฤหาสน์ลั่วหลาน คุณชายน้อยเองก็น่าจะพอรู้อยู่บ้างแล้ว ยิ่งรวมกับที่เผยฮ่าวยึดสามหอไปก่อนหน้านี้ด้วยแล้ว เมื่อสูญเสียรายได้จากสามหอนั้นไป ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ของสำนักงานใหญ่แย่ลงไปอีก”
ความหมายโดยนัยก็คือ ทางฝั่งสำนักงานใหญ่เองก็ไม่สามารถส่งเงินทุนมาให้ได้แล้วเช่นกัน
หลี่ลั่วพยักหน้า จากนั้นก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้ต่อ เปลี่ยนไปพูดคุยสัพเพเหระกับไช่เวยเพื่อกระชับความสัมพันธ์อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงค่อยขอตัวจากไป
ไช่เวยมองตามหลังเขาไปครู่หนึ่งอย่างเหม่อลอย นางกำลังคิดว่า แท้จริงแล้วนิสัยของหลี่ลั่วก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร เป็นคนอ่อนโยนไม่ถือตัว ทั้งยังมีหน้าตาหล่อเหลาสง่างามอีกด้วย เชื่อว่าในอนาคตคงไม่ด้อยไปกว่าหลี่ไท่เสวียนผู้เป็นบิดา ที่เคยทำให้เหล่าสตรีผู้สูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่ทั้งหลายในอาณาจักรต้าเซี่ยต่างก็หลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้นเป็นแน่
เมื่อมองจากมุมนี้แล้ว เขากับเจียงชิงเอ๋อร์ก็ถือว่าเหมาะสมกันดีจริงๆ
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือปัญหาเรื่องไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิด ในโลกใบนี้ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สมบัติหรืออำนาจ สุดท้ายก็ล้วนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของพลังทั้งสิ้น
ก็เหมือนกับคฤหาสน์ลั่วหลาน ในยามที่หลี่ไท่เสวียนกับถานไถหลานยังอยู่ มันคือหนึ่งในห้ามหาคฤหาสน์ของอาณาจักรต้าเซี่ย มีอำนาจบารมีเกรียงไกร ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกิน
แต่เมื่อไร้ซึ่งเสาหลักทั้งสอง ความน่าเกรงขามบารมีของคฤหาสน์ลั่วหลานก็เริ่มหม่นหมอง ฐานะเริ่มสั่นคลอน
ด้วยพรสวรรค์ของเจียงชิงเอ๋อร์ ในอนาคตย่อมต้องก้าวหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเป็นแน่ บางทีอาจจะทำลายสถิติผู้ประดับยศขุนนางที่อายุน้อยที่สุดของอาณาจักรต้าเซี่ยเลยก็เป็นได้ และหากถึงตอนนั้นจริงๆ การหมั้นหมายระหว่างนางกับหลี่ลั่ว เกรงว่าจะกลายเป็นตัวถ่วงความก้าวหน้าของนางแทน
ไช่เวยกับเจียงชิงเอ๋อร์เป็นสหายที่สนิทสนมกัน นางรู้ว่าเจียงชิงเอ๋อร์ไม่ใช่คนใจร้ายใจดำ จะกลัวก็แต่ว่าเมื่อถึงเวลาจริงๆ แล้ว อาจจะเป็นหลี่ลั่วเองที่ทนแรงกดดันจากรอบข้างไม่ไหว
แต่ฟังจากที่หลี่ลั่วกล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ท่านประมุขทั้งสองได้ทิ้งศาสตร์ลับบางอย่างเอาไว้ บางทีมันอาจจะสามารถแก้ไขปัญหาไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดของเขาได้ หากเป็นเช่นนั้นจริงละก็ มันก็อาจจะช่วยให้ระยะห่างระหว่างทั้งสองแคบลงมาได้บ้าง
แต่ความห่างชั้นก็ยังคงไกลโขอยู่ดี
ในฐานะสหายของเจียงชิงเอ๋อร์ และตัวนางเองก็อาศัยอยู่ที่เมืองหลวงซึ่งเป็นสถานที่ที่เหล่าผู้มากความสามารถล้วนไปรวมตัวกันมาเป็นเวลานานแล้ว ไช่เวยย่อมต้องรู้ดีว่าเจียงชิงเอ๋อร์นั้นโดดเด่นเพียงใด และมีอัจฉริยะมากมายเพียงใดที่หมายปองนาง
เมื่อเทียบกับที่นั่นแล้ว นครหนานเฟิงก็เป็นเพียงเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งเท่านั้นจริงๆ
ความคิดฟุ้งซ่านมากมายผุดขึ้นมาในใจ แต่สุดท้ายไช่เวยก็สลัดความคิดทั้งหมดทิ้งไป ก่อนจะลุกขึ้นเรียกคนมาเตรียมจัดการเรื่องที่หลี่ลั่วขอร้องไว้
…
สิ่งที่หลี่ลั่วต้องการ หลังจากผ่านไปครึ่งวันก็ได้มาครบถ้วน และหลังจากที่เขาชื่นชมความสามารถในการทำงานของไช่เวยแล้ว ก็ถือกล่องไม้สองกล่องที่บรรจุน้ำยาแสงวิเศษเอาไว้ มุ่งหน้ากลับห้องตัวเองทันที
ในช่วงวันหยุดที่เหลืออยู่อีกไม่กี่วันนี้ หลี่ลั่วได้ทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการบำเพ็ญพลังอัตลักษณ์และการยกระดับขั้นของอัตลักษณ์
ในตอนที่หลี่ลั่วยกระดับพลังอัตลักษณ์จากระดับสามตราเป็นสี่ตรานั้น เขาใช้เวลาเพียงแค่สองวันเท่านั้น ซึ่งปัจจัยหลักๆ ก็เป็นผลมาจากการสะสมที่ผ่านมาของเขา ดังนั้นมันจึงยกระดับขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการยกระดับจากสี่ตราเป็นห้าตราจึงช้าลงเล็กน้อย
ทว่าความช้านี้ก็เป็นเพียงแค่การเปรียบเทียบกับระดับก่อนหน้าเท่านั้น
ในช่วงวันหยุดวันสุดท้ายนั่นเอง ในที่สุดระดับพลังอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วก็มีความก้าวหน้าขึ้นอีกครั้ง ก้าวขึ้นสู่ระดับห้าตราอย่างแท้จริง
และนอกจากการยกระดับของพลังอัตลักษณ์แล้ว “อัตลักษณ์น้ำแสง” ระดับสี่ของเขา หลังจากที่เขาดูดกลืนน้ำยาแสงวิเศษระดับสี่ขวดสุดท้ายเข้าไป มันก็สามารถเลื่อนระดับครั้งแรกได้สำเร็จ ยกระดับขึ้นเป็นอัตลักษณ์ระดับห้า
และตอนนี้ในที่สุดการลาหยุดหนึ่งสัปดาห์ของหลี่ลั่วก็สิ้นสุดลง
ช่วงเช้าตรู่ หลี่ลั่วได้เดินออกมาจากบ้านเก่า เส้นผมของเขาได้เปล่งประกายแวววาวขึ้นมารางๆ จากการที่พลังอัตลักษณ์ของเขาแข็งแกร่งขึ้น อีกทั้งยังมีประกายสีเงินจางๆ จากนั้นก็เผยรอยยิ้มสดใสออกมาเผชิญหน้ากับแสงอาทิตย์
หนึ่งสัปดาห์นี้ สำหรับเขาแล้วมันคือการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ เด็กหนุ่มที่เคยไร้อัตลักษณ์ผู้นั้น ชะตากรรมของเขาได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
เขายืนอยู่ที่หน้าประตู มองไปยังทิศทางที่เจียงชิงเอ๋อร์จากไปเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนพร้อมกับสูดหายใจลึกๆ เข้าไป
“วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง…”
“ข้าจะต้องไปที่นั่นให้ได้”