อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 15 กลับวิทยาลัยอีกครั้ง (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 15 กลับวิทยาลัยอีกครั้ง (อัปเดต)
เมื่อหลี่ลั่วเดินเข้าไปในวิทยาลัยหนานเฟิงอีกครั้ง แม้เวลาจะผ่านไปเพียงหนึ่งสัปดาห์ แต่เขากลับรู้สึกเหมือนผ่านไปนานแสนนาน
เขามองดูผู้คนที่เดินผ่านไปมา ฟังเสียงพูดคุยจอแจ แสดงให้เห็นถึงความเยาว์วัยและความมีชีวิตชีวาของหนุ่มสาว
แต่หลี่ลั่วก็สังเกตเห็นเช่นกันว่าในสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมานั้น มีไม่น้อยที่มองมาทางเขาด้วยสายตาประหลาด และเขาก็ได้ยินเสียงซุบซิบนินทารางๆ ด้วย
“นั่นมันหลี่ลั่วนี่นา? ในที่สุดก็ยอมมาวิทยาลัยแล้วหรือ”
“ผมนั่นมันอะไรน่ะ? ย้อมผมมาหรือ?”
“เขาลาหยุดไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ได้แล้วกระมัง การสอบใหญ่ของวิทยาลัยเหลืออีกแค่เดือนเดียวแล้ว เขายังกล้าลาหยุดอีกหรือเนี่ย หรือว่าจะยอมแพ้ไปแล้ว?”
“ข้าได้ยินมาว่าหลี่ลั่วคงใกล้จะลาออกในไม่ช้านี้แล้วละ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะไม่เข้าร่วมการสอบใหญ่ของวิทยาลัยด้วยซ้ำ”
“คงไม่ขนาดนั้นกระมัง?”
“…”
เมื่อได้ยินเสียงซุบซิบเบาๆ เหล่านั้น หลี่ลั่วก็อดรู้สึกเอือมไม่ได้ เขาเพียงแค่ลาหยุดไปหนึ่งสัปดาห์ ไม่คิดเลยว่าจะถึงขั้นมีข่าวลือเรื่องลาออกแล้ว
แต่เขาก็ไม่ได้คิดที่จะอธิบายอะไรเหมือนกัน เพียงเดินผ่านฝูงชน มุ่งหน้าไปทางตึกสองทันที
และเมื่อมาถึงหน้าประตูสนามฝึกของตึกสอง หลี่ลั่วก็ชะลอฝีเท้าลง เพราะเขาเห็นว่าครูที่ปรึกษาของตึกสองสวีซานเยว่ กำลังยืนจ้องเขม็งมาที่เขาด้วยสายตาถมึงทึงอยู่ตรงนั้น
หลี่ลั่วเผยรอยยิ้มกระอักกระอ่วนออกมา รีบเดินเข้าไปทักทายทันที “อาจารย์สวี”
สวีซานเยว่จ้องมองหลี่ลั่ว นัยน์ตาฉายแววผิดหวังเล็กน้อย “หลี่ลั่ว ข้ารู้ว่าปัญหาไร้อัตลักษณ์ทำให้เจ้ากดดันอย่างมาก แต่เจ้าก็ไม่ควรเลือกที่จะยอมแพ้ในเวลาแบบนี้นะ”
หลี่ลั่วรีบกล่าว “ข้าไม่ได้ยอมแพ้นะ”
สวีซานเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “แล้วเจ้ายังกล้าลาหยุดหนึ่งสัปดาห์ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้อีกหรือ? คนอื่นๆ ต่างก็พยายามฝึกฝนบำเพ็ญอย่างหนัก แต่เจ้ากลับขอลาไปพักผ่อนที่บ้านเนี่ยนะ?”
หลี่ลั่วรู้สึกจนใจ แต่เขาก็รู้ว่าสวีซานเยว่หวังดีกับเขา ดังนั้นจึงไม่ได้อธิบายอะไรอีก เพียงแค่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
หลังจากที่สวีซานเยว่ตำหนิไปชุดใหญ่ สุดท้ายเขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเช่นกัน เขาจ้องมองหลี่ลั่วอย่างลึกซึ้งครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในสนามฝึก
หลี่ลั่วรีบตามเข้าไปทันที สนามฝึกนั้นกว้างขวาง ตรงกลางเป็นเวทีที่มีขนาดหลายสิบเมตร มีบันไดหินวนเวียนล้อมรอบเวที ค่อยๆ ไล่ระดับความสูงออกมา ยิ่งห่างจากขอบเวทียิ่งสูง
บนบันไดหิน มีเบาะหินตั้งเรียงรายอยู่
บนเบาะหินแต่ละอันล้วนมีเด็กหนุ่มเด็กสาวนั่งขัดสมาธิอยู่หนึ่งคน
เมื่อหลี่ลั่วเดินเข้ามา ก็ดึงดูดสายตาของฝูงชนไปทันทีอย่างไม่ต้องสงสัย จากนั้นก็มีเสียงซุบซิบดังขึ้น
หลี่ลั่วที่หายไปหนึ่งสัปดาห์ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนในวิทยาลัยหนานเฟิงอีกครั้ง
หลี่ลั่วที่ต้องเผชิญหน้ากับสายตาเหล่านั้นกลับมีท่าทางค่อนข้างสงบนิ่ง เดินตรงไปยังเบาะหินของตัวเอง ข้างๆ เขาก็คือจ้าวคั่วที่มีร่างกายสูงใหญ่กำยำ เมื่อจ้าวคั่วเห็นหลี่ลั่วก็เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจว่า “ผมของเจ้าเป็นอะไรไป?”
หลี่ลั่วมองอีกฝ่ายครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับส่งๆ “เพิ่งย้อมมาใหม่ ดูทันสมัยดีใช่ไหม?”
จ้าวคั่ว:“…”
ทันใดนั้น หลี่ลั่วก็เห็นรอยฟกช้ำบนใบหน้าของจ้าวคั่ว กำลังจะเอ่ยถามอะไรบางอย่าง เสียงของสวีซานเยว่ก็ดังขึ้นจากในสนามอย่างทรงพลัง “นักเรียนทุกคน อีกไม่นานก็จะถึงวันสอบใหญ่ของวิทยาลัยแล้ว ข้าหวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะพยายามอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาสุดท้าย หากสามารถเข้าวิทยาลัยระดับสูงได้ อนาคตย่อมมีแต่เรื่องดีๆ รออยู่”
“และข้าขอใช้โอกาสนี้กล่าวชื่นชมนักศึกษาจ้าวคั่วกับหยวนชิวสักหน่อย ตอนนี้พลังอัตลักษณ์ของพวกเขาทั้งสองคนต่างก็ระดับหกตราแล้ว หากพยายามให้มากขึ้นอีกหน่อยละก็ บางทีอาจจะสามารถทะลวงขึ้นไปถึงระดับเจ็ดตราได้เลย”
ภายในสนามมีเสียงฮือฮาดังขึ้น หลี่ลั่วเองก็มองจ้าวคั่วที่อยู่ข้างๆ ด้วยความตกใจเช่นกัน ดูท่าคนที่พัฒนาขึ้นในช่วงหนึ่งสัปดาห์นี้ คงจะไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวแล้ว
หลังจากที่สวีซานเยว่ชื่นชมจ้าวคั่วเสร็จ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมากอีก เริ่มต้นบทเรียนของวันนี้
ส่วนหลี่ลั่วก็ตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ สิ่งที่สวีซานเยว่สอนคือวิชาอัตลักษณ์สามวิชา เป็นวิชาอัตลักษณ์ระดับล่างสองวิชา และระดับกลางหนึ่งวิชา เขาอธิบายจุดสำคัญของวิชาอัตลักษณ์เหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย แสดงให้เห็นถึงความอดทนอย่างเต็มเปี่ยม
อันที่จริงการแบ่งระดับของวิชาอัตลักษณ์ก็เหมือนกับวิชาชักนำพลัง เพียงแค่เปลี่ยนจากระดับเริ่มต้นในวิชาชักนำพลังเป็นระดับต่ำ กลาง สูงในวิชาอัตลักษณ์ก็เท่านั้น
หลังจากสามระดับนี้ก็จะเป็นวิชาอัตลักษณ์ระดับขุนพล ขุนนาง และราชันเหมือนกัน
แน่นอนว่าวิชาอัตลักษณ์ระดับนั้นยังอีกไกลเกินไปสำหรับนักศึกษาระดับสิบตราอย่างพวกเขา ถึงแม้จะเรียนรู้ได้ แต่ด้วยพลังอัตลักษณ์เพียงน้อยนิดของพวกเขาก็คงยากที่จะใช้ออกมาได้อยู่ดี
ในด้านการฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์นั้น ความสามารถในการเรียนรู้ของหลี่ลั่วย่อมไม่ต้องบรรยายอะไรมาก หากเทียบกันแค่เรื่องวิชาอัตลักษณ์อย่างเดียว เขาเชื่อมั่นว่าในวิทยาลัยหนานเฟิงคงหาคนที่มีความสามารถเหนือกว่าเขาได้ยาก
ดังนั้นหลังจากที่สวีซานเยว่อธิบายวิชาอัตลักษณ์ทั้งสามวิชาไปได้ไม่นาน เขาก็สามารถบรรลุและใช้งานได้ขั้นพื้นฐานแล้ว
“เอาละ คาบเรียนวิชาอัตลักษณ์วันนี้ก็จบเพียงเท่านี้ บ่ายนี้จะเป็นคาบเรียนพลังอัตลักษณ์ พวกเจ้าต้องตั้งใจบำเพ็ญให้ดีๆ ล่ะ” หลังจากผ่านไปสองชั่วโมง สวีซานเยว่ก็หยุดการสอนลง จากนั้นก็กำชับอะไรอีกเล็กน้อย ก่อนจะประกาศพักช่วง
หลี่ลั่วยังคงนั่งอยู่ที่เดิม บิดขี้เกียจเล็กน้อย จ้าวคั่วที่อยู่ข้างๆ ก็ขยับเข้ามาใกล้แล้วยิ้มกล่าว “พี่ลั่ว วิชาอัตลักษณ์สามวิชาเมื่อครู่นี้ เดี๋ยวช่วยชี้แนะให้ข้าหน่อยสิ?”
ความสามารถในการเรียนรู้วิชาอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วนั้น จ้าวคั่วรู้ซึ้งเป็นอย่างดี ทุกครั้งที่เขาติดปัญหาหรือมีเรื่องไม่เข้าใจเกี่ยวกับวิชาอัตลักษณ์ เขาก็มักจะไปขอคำชี้แนะจากหลี่ลั่วเสมอ
หลี่ลั่วด่าพร้อมกับหัวเราะ “พอมีเรื่องให้ช่วยก็เรียกพี่เลยนะ?”
จ้าวคั่วยิ้มอ่อนๆ ออกมา แต่พอยิ้มออกมาแล้วมันกลับไปโดนรอยฟกช้ำบนใบหน้า ทำให้เขาร้องโอดโอยออกมาด้วยความเจ็บปวด
“เจ้าไปโดนอะไรมา?” หลี่ลั่วถาม
จ้าวคั่วขมวดคิ้วกล่าว “ก็ไอ้เป้ยคุนจากตึกหนึ่งนั่นแหละ ไม่รู้ว่าช่วงนี้มันเป็นบ้าอะไร ถึงได้มาหาเรื่องพวกเราคนของตึกสองอยู่เรื่อย ข้าทนไม่ไหวเลยไปสู้กับมันมาสองสามยก”
เขาชี้ไปที่รอยฟกช้ำบนใบหน้าแล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “หมอนั่นมือหนักใช้ได้เลย แต่ข้าก็ไม่ยอมให้มันได้ใจหรอกนะ เกือบจะอัดหน้าหล่อๆ ของมันจนเละอยู่แล้วเชียว”
ตอนนี้เอง ได้มีคนของตึกสองหลายคนเดินมารวมกัน พูดด้วยความโกรธเคืองว่า “เป้ยคุนมันน่าโมโหจริงๆ พวกเราไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับมันเลยแท้ๆ แต่มันกลับชอบมาหาเรื่องพวกเราตลอดเลย”
“ยังดีที่มีจ้าวคั่วอยู่ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีใครหยุดมันได้เลยจริงๆ”
จ้าวคั่วโบกมือไล่ทุกคนออกไป จากนั้นจึงค่อยเอ่ยถามเสียงเบา “ช่วงนี้เจ้าไปมีเรื่องกับเป้ยคุนมาหรือเปล่า? เหมือนว่ามันจะพุ่งเป้ามาที่เจ้าเลยนะ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่ลั่วก็นึกขึ้นมาได้ทันที ก่อนที่เขาจะออกจากวิทยาลัย เป้ยคุนเหมือนจะฝากข้อความผ่านทางตี้ฝ่าฉิงมา บอกให้เขาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารที่หอชิงเฟิง แต่แน่นอนว่าเขาเพียงมองมันเป็นเรื่องขำขันเท่านั้น คงไม่ใช่ว่าไอ้โง่นั่นมันไปรอที่หอชิงเฟิงจริงๆ หรอกนะ?
และช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เขาก็ไม่ได้มาวิทยาลัยเลยด้วย เจ้าเป้ยคุนเลยมาลงที่คนของตึกสองแทนอย่างนั้นหรือ?
หลี่ลั่วยิ้มออกมา ตบไหล่จ้าวคั่วแล้วกล่าว “คงจะเป็นแบบนั้นจริงๆ ละนะ ดูท่าเจ้าคงจะโดนแทนข้าไปหลายหมัดเลย”
“ข้าไม่เป็นไรหรอก หากไม่ใช่เพราะได้สู้กับมันสองสามยกนั่นละก็ บางทีข้าอาจจะยังไม่สามารถทะลวงไปถึงระดับหกตราได้เลยเหมือนกัน”
จ้าวคั่วยักไหล่จากนั้นจึงกล่าวต่อ “แต่ตอนนี้เจ้ามาวิทยาลัยแล้ว ตอนบ่ายก็ยังมีเรียนพลังอัตลักษณ์ด้วย เกรงว่ามันอาจจะมาหาเรื่องเจ้าอีก”
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตบหน้าอกกล่าว “เมื่อถึงตอนนั้นข้าจะออกหน้าเอง ลองดูว่าถ้าสู้กับมันอีกสักสองสามยก ข้าจะสามารถทะลวงไปถึงระดับเจ็ดตราได้เลยหรือเปล่า”
หลี่ลั่วยิ้มออกมา จ้าวคั่วเป็นคนตรงไปตรงมาและรักเพื่อนฝูง นับเป็นเพื่อนที่หาได้ยากจริงๆ แต่การให้เขาหลบอยู่ข้างหลังแล้วมองดูเพื่อนออกไปรับเคราะห์แทนนั้น ก็ไม่ใช่นิสัยของเขาเช่นกัน
ดังนั้นเขาจึงแค่ยิ้มกล่าว “ไว้ค่อยว่ากันอีกทีแล้วกัน”
…
ช่วงบ่าย คาบเรียนวิชาพลังอัตลักษณ์
ทางทิศเหนือของวิทยาลัยหนานเฟิงมีป่าทึบอันกว้างขวางอยู่ผืนหนึ่ง ต้นไม้ในป่านั้นเขียวชอุ่ม เมื่อมีสายลมพัดผ่านก็ราวกับเกิดเป็นเกลียวคลื่นสีเขียวชอุ่มหลายชั้น
และ ณ ใจกลางของป่าทึบ มีต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ต้นไม้ยักษ์นั่นมีสีเหลืองเข้ม สูงราวสองร้อยกว่าเมตร แตกกิ่งก้านสาขาออกไปมากมาย ราวกับเป็นใยแมงมุมขนาดมหึมา
กิ่งก้านของต้นไม้นั้นทั้งใหญ่ทั้งหนา แต่ที่แปลกประหลาดที่สุดคือ ใบไม้แต่ละใบบนนั้นล้วนมีขนาดราวๆ สองเมตร หนาประมาณฉื่อเศษ ดูราวกับเป็นแท่นที่นั่งก็ไม่ปาน
นี่คือต้นพลังอัตลักษณ์
ต้นพลังอัตลักษณ์ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มันถูกสร้างขึ้นจากวัสดุแปลกประหลาดนานาชนิด ดูเหมือนทองแต่ก็ไม่ใช่ทอง ดูเหมือนไม้แต่ก็ไม่ใช่ไม้
ภายในต้นพลังอัตลักษณ์มีแก่นพลังงานอยู่ แก่นพลังงานนั้นสามารถดูดกลืนและกักเก็บพลังงานฟ้าดินปริมาณมหาศาลเอาไว้ได้
ซึ่งใบไม้ขนาดใหญ่ของต้นพลังอัตลักษณ์นั้นก็เปรียบเสมือนแท่นบำเพ็ญ ใบไม้แต่ละใบสามารถรองรับนักศึกษาขึ้นไปนั่งบำเพ็ญได้หนึ่งคน
ต้นพลังอัตลักษณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ต้องมีในทุกๆ วิทยาลัย แต่จะมีขนาดและประสิทธิภาพที่แตกต่างกันไป
ในบางแง่มุมนั้น ใบไม้เหล่านี้ก็เหมือนกับห้องบำเพ็ญลับในบ้านเก่าของหลี่ลั่ว แน่นอนว่าหากเทียบกันที่ผลลัพธ์อย่างเดียวละก็ ห้องบำเพ็ญลับในบ้านเก่าของเขาย่อมต้องดีกว่า แต่อย่างไรเสียก็ไม่ใช่นักศึกษาทุกคนที่จะมีเงื่อนไขในการบำเพ็ญที่ดีขนาดนี้
ใบไม้บนต้นพลังอัตลักษณ์จะถูกแบ่งออกเป็นสามระดับ คือ ใบทอง ใบเงิน และใบทองแดง
หากมองจากระยะไกลแล้ว จะพบว่าใบไม้บนต้นพลังอัตลักษณ์มากกว่าหกในสิบส่วนล้วนเป็นสีของใบทองแดง ส่วนในอีกสี่ส่วนที่เหลือนั้น มีสามส่วนที่เป็นใบเงิน ซึ่งใบทองนั้นมีเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้น
ใบทองทั้งหมดล้วนกระจุกตัวอยู่บนยอดของต้นพลังอัตลักษณ์ มีจำนวนน้อยมาก
แน่นอน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าการฝึกฝนบนใบทองย่อมต้องได้ผลลัพธ์ดีกว่าใบอื่นๆ อย่างแน่นอน
ทว่าใบทองส่วนใหญ่นั้น ตกเป็นของตึกหนึ่งทั้งหมด ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะตึกหนึ่งคือหน้าตาของวิทยาลัยหนานเฟิง
นักศึกษาทั้งหมดในตึกสองมีจำนวนหลายร้อยคน แต่กลับแบ่งได้ใบทองมาเพียงแค่สิบใบเท่านั้น ส่วนตึกสาม ตึกสี่ ที่อยู่ท้ายๆ นั้น ก็ไม่แม้แต่จะมีสิทธิ์ได้ใช้เลยด้วยซ้ำ… ดูจากตรงนี้ก็เห็นได้แล้วว่าใบทองนั้นเข้าถึงได้ยากเพียงใด
ในแต่ละวันต้นพลังอัตลักษณ์จะเปิดให้ใช้เพียงครึ่งวันเท่านั้น เมื่อเสียงระฆังบนยอดต้นไม้ดังขึ้น ก็หมายความว่าได้เวลาเปิดต้นไม้แล้ว และช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาที่เหล่านักศึกษาทุกคนรอคอยมากที่สุด
ตอนนี้ในขณะที่เสียงระฆังกำลังดังกังวานอยู่นั้น เหล่านักศึกษาทั้งหลายก็พากันเดินเข้าไปในป่าทึบนี้ราวกับสายน้ำที่ไหลบ่า จากนั้นก็ปีนบันไดไม้ที่พันรอบต้นไม้ราวกับงูยักษ์ไต่ขึ้นไปบนต้นไม้
หลี่ลั่วเองก็เดินตามผู้คนมาถึงต้นพลังอัตลักษณ์เช่นกัน จากนั้นเขาก็มองไปยังใบทองสิบใบด้านบน รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ใบทองสิบใบของตึกสองนี้ เดิมทีก่อนหน้านี้ก็เคยมีใบหนึ่งเป็นของเขาเหมือนกัน เพราะหากแบ่งตามความแข็งแกร่งแล้ว เขาเป็นรองแค่จ้าวคั่วเท่านั้นในตึกสอง
แต่เพราะปัญหาเรื่องไร้อัตลักษณ์ เขาจึงได้ยินยอมสละใบทองที่เป็นของตัวเองให้กับคนอื่นไป จึงเป็นเหตุให้ตัวเขาในตอนนี้ไม่มีสิทธิ์ในใบทองอีกแล้ว อย่างไรเสียเขาก็ทำใจไปขอใบทองที่เคยให้คนอื่นไปแล้วกลับคืนมาไม่ลงเหมือนกัน
“ช่างเถอะ หาอะไรใช้ไปก่อนก็แล้วกัน”
หลังจากที่หลี่ลั่วครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขาก็เดินตรงไปยังใบเงินใบหนึ่งของตึกสอง
ในขณะที่หลี่ลั่วเดินไปทางใบเงินนั้น บริเวณด้านบนของต้นพลังอัตลักษณ์ก็มีสายตาหลายสายจ้องมองมาที่เขาด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย