อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 16 ต้นพลังอัตลักษณ์ (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 16 ต้นพลังอัตลักษณ์ (อัปเดต)
บริเวณยอดของต้นพลังอัตลักษณ์ กิ่งไม้หนามากมายได้พันเกี่ยวร้อยรัดกันจนเป็นแท่นไม้แท่นหนึ่ง ซึ่งตอนนี้บนแท่นไม้นั้นก็มีสายตาหลายคู่กำลังมองลงมายังตำแหน่งของหลี่ลั่วจากด้านบน
“เจ้าหลี่ลั่วหายหัวไปหนึ่งอาทิตย์ ในที่สุดก็มาวิทยาลัยเสียทีนะ”
ตี้ฝ่าฉิงกำลังยืนกอดอก ชุดนักศึกษาที่รัดรูปเผยให้เห็นทรวดทรงอันงดงามสมส่วน เมื่อรวมกับใบหน้าที่น่ารักและมีเสน่ห์เย้ายวนรางๆ เสี้ยวหนึ่ง กับผิวพรรณอันขาวเนียนละเอียดอ่อนด้วยแล้ว ก็ทำให้มีสายตาของเด็กหนุ่มจำนวนไม่น้อยที่อยู่รอบข้างแอบมองมาที่นางเป็นพักๆ
นางจ้องมองไปที่หลี่ลั่ว เบะปากเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “มันกลัวถูกเป้ยคุนหาเรื่องหรือไง? ถึงได้ใช้วิธีแบบนี้มาหลบเลี่ยง?”
“น่าเสียดายใบหน้าอันหล่อเหลานั่นจริงๆ” ข้างๆ นางมีกลุ่มเด็กสาวส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์พร้อมถอนหายใจออกมาด้วยเช่นกัน
“ฮิฮิ ทำเป็นพูดดีไป ข้าจำได้ว่าตอนที่หลี่ลั่วยังอยู่ตึกหนึ่ง เจ้านี่แหละคลั่งไคล้เขาที่สุดเลย” มีเพื่อนคนหนึ่งพูดแซวขึ้นมา
เด็กสาวที่ถูกแซวถึงกับหน้าแดงก่ำ รีบกระทืบเท้าโต้กลับ “พวกเจ้าเองก็ไม่ต่างกันหรอก!”
เหล่าเด็กสาวหัวเราะคิกคัก นัยน์ตาล้วนฉายแววเสียดายออกมาเล็กน้อย หลี่ลั่วในตอนนั้น ตอนที่เพิ่งเข้าตึกหนึ่งใหม่ๆ ถือเป็นตัวตนที่โดดเด่นไม่มีใครเทียบได้เลยจริงๆ ไม่เพียงแต่หน้าตาหล่อเหลาเท่านั้น แต่ยังมีพรสวรรค์ในการเรียนรู้ที่โดดเด่น และที่สำคัญที่สุดคือคฤหาสน์ลั่วหลานในตอนนั้นยังรุ่งเรืองถึงขีดสุด หนึ่งคฤหาสน์สองขุนนางเลยด้วย
ทั้งหล่อเหลา มีพรสวรรค์ และยังมีภูมิหลังแข็งแกร่ง เด็กหนุ่มแบบนี้มีหรือที่เด็กสาวจะไม่ชอบ?
แต่น่าเสียดาย เมื่อเวลาผ่านไปประกายรอบตัวของหลี่ลั่วก็ค่อยๆ จางหายไป เริ่มจากการหายตัวไปของพ่อแม่ของเขา ทำให้ทั้งตำแหน่งฐานะและความแข็งแกร่งของคฤหาสน์ลั่วหลานลดลงอย่างมาก หลังจากนั้นไม่นานก็ยังมีข่าวออกมาว่าหลี่ลั่วนั้นไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดอีก ยิ่งทำให้เขาตกต่ำลงอย่างมาก
ดังนั้นบุคคลที่เคยโดดเด่นที่สุดของตึกหนึ่งจึงถูก “เนรเทศ” ไปอยู่ที่ตึกสอง
เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว หากไปหลงใหลเขาอีกก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมแล้ว
ตี้ฝ่าฉิงที่ได้ยินเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วของกลุ่มเด็กสาวข้างๆ แล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างหงุดหงิดแล้วกล่าวว่า “พวกตื้นเขิน”
…
หลี่ลั่วเพิ่งจะนั่งลงบนใบไม้สีเงินใบหนึ่งไปไม่ทันไร เขาก็ได้ยินเสียงวุ่นวายดังขึ้นมาจากรอบๆ แล้ว เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเป้ยคุนเดินนำกลุ่มเพื่อนอันธพาลมายังด้านหน้า
เป้ยคุนมีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าขาวเนียน แต่แววตาเจ้าเล่ห์คู่นั้นกลับทำให้มันดูมืดมนเล็กน้อย
“หลี่ลั่ว ข้าคิดว่าเจ้าจะไม่มาวิทยาลัยแล้วเสียอีก” เป้ยคุนจ้องมองหลี่ลั่ว กล่าวด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง
หลี่ลั่วเพียงเหลือบมองมันครู่หนึ่งเท่านั้น คร้านจะไปสนใจจริงๆ
ท่าทีเช่นนี้ของหลี่ลั่ว ทำให้เป้ยคุนเดือดดาลขึ้นมาทันที ตอนที่คฤหาสน์ลั่วหลานยังรุ่งเรือง เขาเอาอกเอาใจหลี่ลั่วสารพัดแต่หลี่ลั่วก็มักจะเมินเฉยใส่เช่นนี้มาโดยตลอด ตอนนั้นเขาไม่กล้าพูดอะไรออกมา แต่ตอนนี้มันยังคิดว่าตัวเองเหมือนกับเมื่อก่อนอยู่อีกหรือ?
“หลี่ลั่ว เจ้าปล่อยให้ข้าต้องรอเก้อที่หอชิงเฟิงหนึ่งวันเต็มๆ เรื่องนี้ เจ้าว่าข้าควรจะจัดการอย่างไร?” เป้ยคุนกัดฟันกล่าว
หลี่ลั่วกล่าวอย่างหงุดหงิด “อย่าเอาความโง่ของตัวเองมาโทษคนอื่นได้ไหม”
“สมองเจ้าต้องมีปัญหาขนาดไหนกัน ถึงคิดว่าข้าจะไปเลี้ยงอาหารเจ้าที่หอชิงเฟิง?”
แววตาของเป้ยคุนถมึงทึงลงทันทีกล่าว “หลี่ลั่ว หากเจ้าขอโทษข้าตอนนี้ เรื่องนี้ข้าจะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นก็ได้ มิฉะนั้น…”
หลี่ลั่วโบกมือปัด “ไสหัวไป”
รอบข้างมีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นมา เป้ยคุนผู้นี้ถือเป็นอันธพาลคนหนึ่งของวิทยาลัยหนานเฟิงเลยเหมือนกัน ปกติแล้วมักจะไปรังแกคนอื่นอยู่บ่อยๆ แต่เห็นได้ชัดว่าหลี่ลั่วไม่ได้กลัวคำข่มขู่ของมันเลยแม้แต่น้อย
เป้ยคุนจ้องมองหลี่ลั่วด้วยสายตาถมึงทึง จากนั้นจึงกล่าวว่า “ปากดีนัก อย่างนั้นเจ้ากล้าลงมาเล่นกับข้าสักหน่อยไหมเล่า?”
หลี่ลั่วส่ายหน้า “ไม่มีอารมณ์”
เป้ยคุนผู้นี้นิสัยต่ำช้าเกินไป ในอดีตเขาก็ไม่อยากสนใจอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ยิ่งไม่อยากสนใจเข้าไปใหญ่ หากเขาไปทำตามคำท้าของมันละก็ เช่นนั้นก็เท่ากับว่าเขาลดตัวไปอยู่ระดับเดียวกับอีกฝ่าย
เป้ยคุนแค่นเสียงเย็นชาไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้อีก จากนั้นก็โบกมือออกมา กลุ่มเพื่อนอันธพาลของมันก็พากันส่งเสียงโห่ร้องโวยวายออกมาทันที “พวกตึกสองขี้ขลาดกันหมดเลยรึไง?”
คำพูดหยาบคายไม่น่าฟังถูกพ่นออกมาอย่างต่อเนื่อง
เหล่านักศึกษาตึกสองที่อยู่บริเวณนั้นต่างก็โกรธแค้น แต่เพราะเกรงกลัวต่อชื่อเสียงอันบ้าเถื่อนของเป้ยคุน ทำให้พวกเขาได้แต่โกรธอยู่ในใจ
“หลี่ลั่ว เหตุใดเจ้าถึงปล่อยให้ปัญหาของเจ้า ทำให้ทั้งตึกสองต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยเล่า?” เป้ยคุนกล่าวด้วยเจตนามุ่งร้าย
ดูท่าเป้ยคุนผู้นี้จะมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้างเหมือนกัน จงใจยั่วยุให้นักศึกษาตึกสองโกรธแค้น แต่นักศึกษาเหล่านี้กลับไม่กล้าทำอะไรมัน สุดท้ายก็ต้องไประบายความโกรธใส่หลี่ลั่วแทน ซึ่งก็บีบให้หลี่ลั่วต้องออกหน้าอยู่ดี
“พวกเจ้าหุบปากไปเลย”
แต่ไม่นานก็มีเสียงตะคอกดังขึ้น เป็นจ้าวคั่วที่ก้าวออกมา จ้องมองเป้ยคุนอย่างเดือดดาลแล้วกล่าว “ถ้าอยากสู้ละก็ ข้าจะเป็นคู่ต่อสู้ให้เอง”
“เจ้าอีกแล้ว”
เป้ยคุนขมวดคิ้วกล่าว “ดูท่าเจ้าจะยังไม่เข็ดกับบทเรียนครั้งก่อนสินะ”
จ้าวคั่วกำลังจะอ้าปากพูดต่อ แต่กลับถูกหลี่ลั่วโบกมือห้ามเอาไว้ จากนั้นจึงถอนหายใจอย่างจนใจ “เจ้าไปสนใจพวกขยะเหล่านี้ทำไม”
จากนั้นเขาก็หันไปมองกลุ่มเพื่อนอันธพาลของเป้ยคุน ถอนหายใจกล่าว “เจ้าช่วยจำหน้าพวกมันเอาไว้ให้หมดหน่อยแล้วกัน เดี๋ยวข้าจะให้คนไปสอนวิธีอยู่ร่วมกับเพื่อนนักศึกษาอย่างสันติให้เอง”
ถึงแม้ว่าตอนนี้คฤหาสน์ลั่วหลานจะมีปัญหามากมาย แต่อย่างไรเสียมันก็ยังเป็นหนึ่งในห้ามหาคฤหาสน์ของอาณาจักรต้าเซี่ยอยู่ดี อีกทั้งยังมีกองกำลังที่แข็งแกร่งประจำการอยู่ที่บ้านเก่าด้วย อย่างน้อยก็ยังพอจะจัดผู้คุ้มกันระดับลักษณาจารย์จำนวนหนึ่งออกมาช่วยเหลือได้อยู่
เมื่อนักศึกษารอบข้างได้ยินคำพูดนี้แล้ว ต่างก็ตกตะลึงจนเบิกตาโตอ้าปากค้างทันที ส่วนกลุ่มเพื่อนอันธพาลของเป้ยคุนต่างก็มีสีหน้าตกใจและมึนงง
พี่ใหญ่ เล่นแรงไปหรือเปล่า? พวกเราก็แค่เด็กๆ เล่นสนุกกันในวิทยาลัยเท่านั้นเอง แต่นี่พี่กลับคิดจะกลับบ้านไปเรียกคนมาทำร้ายพวกเราเลยหรือ?
แบบนี้มันไม่มีเหตุผลเลยนะ!
พวกเขามองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก ก่อนจะถอยหลังไปหลายก้าวอย่างอดไม่ได้ ปากที่กำลังส่งเสียงพูดอย่างโอหังอวดดีก็เงียบลงเช่นกัน เพราะพวกเขารู้ดีว่าหลี่ลั่วสามารถทำแบบนั้นได้จริงๆ
ถึงแม้ว่าเขาจะไร้อัตลักษณ์ แต่เขาก็ยังเป็นถึงคุณชายน้อยแห่งคฤหาสน์ลั่วหลานอยู่ดี การจะส่งยอดฝีมือจำนวนหนึ่งมาจัดการพวกเขาสักรอบหนึ่งมันก็ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก
เป้ยคุนเองก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตวาดด่าทอออกมาว่า “หลี่ลั่ว เจ้าไม่ละอายใจบ้างเลยหรือไง ถึงได้ใช้วิธีสกปรกแบบนี้”
หลี่ลั่วขมวดคิ้วกล่าว “ถ้าไม่พอใจ เจ้าก็ไปเชิญยอดฝีมือของพวกเจ้าตระกูลเป้ยมาจัดการข้าสิ”
เป้ยคุนอ้าปากค้าง พบว่าตัวเองไม่สามารถตอบโต้กลับได้เลย อย่างไรเสียถึงแม้ว่าคฤหาสน์ลั่วหลานตอนนี้จะกำลังมีปัญหาทั้งภายในและภายนอก แต่ก็เป็นดั่งคำกล่าวว่า อูฐที่ผอมตายก็ยังตัวใหญ่กว่าม้าอยู่ดี ตราบใดที่คฤหาสน์ลั่วหลานยังไม่ล่มสลายลงจริงๆ ตระกูลเป้ยก็ยังทำได้แค่ลอบกัดเพียงสองสามคำเท่านั้น ส่วนเรื่องจะให้เขาไปเชิญยอดฝีมือของตระกูลเป้ยมานั้น ยังไม่ต้องกล่าวถึงว่าเขาจะเชิญมาได้หรือเปล่าเลย ต่อให้เชิญได้จริงๆ แต่ตระกูลพวกเขาจะกล้าลงมืออะไรกับหลี่ลั่วจริงๆ หรือ? ผลลัพธ์ที่จะตามมานั้น พวกเขาไม่มีทางรับผิดชอบไหวอยู่แล้ว
ดังนั้นเขาจึงได้แต่ยืนอึ้งอยู่กับที่ ทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย
…
บริเวณจุดสูงสุดของต้นพลังอัตลักษณ์ มีบ้านต้นไม้ตั้งอยู่หลังหนึ่ง ซึ่งตรงหน้าบ้านต้นไม้ตอนนี้มีเงาร่างหลายสายกำลังมองดูการโต้เถียงกันระหว่างเหล่านักศึกษาที่อยู่ด้านล่าง
“ฮ่าฮ่า เจ้าหนูน้อยจากคฤหาสน์ลั่วหลานคนนี้นี่น่าสนใจดีจริงๆ” ชายชราผมขาวที่สวมเสื้อคลุมสีขาวดำเอาไว้เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
ชายชราผู้นี้คือผู้อำนวยการของวิทยาลัยหนานเฟิงนามว่า เว่ยซา ค่อนข้างมีชื่อเสียงโด่งดังในมณฑลเทียนสู่เลยเหมือนกัน
“เรื่องทะเลาะวิวาทระหว่างนักศึกษา กลับต้องยืมพลังของตระกูลมาจัดการ ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหนเลย ยอดคนทั้งสองท่านของคฤหาสน์ลั่วหลาน ไฉนถึงได้ให้กำเนิดบุตรชายที่ไร้ยางอายเช่นนี้ออกมาได้” ข้างๆ นั้นได้มีเสียงพูดอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
ผู้พูดเป็นชายรูปร่างผอมแห้งคนหนึ่ง ให้ความรู้สึกสุภาพเรียบร้อย ทว่าตรงระหว่างคิ้วกลับมีความหยิ่งผยองเล็ดลอดออกมารางๆ ด้วย
เขาผู้นี้ก็คือครูที่ปรึกษาของวิทยาลัยหนานเฟิงตึกหนึ่งในตอนนี้ หลินเฟิง
ก่อนหน้านี้ก็เป็นเขาเองที่ออกตัวเสนอให้ไล่หลี่ลั่วออกจากตึกหนึ่ง ลดขั้นลงไปอยู่ที่ตึกสอง
“อาจารย์หลินเฟิงพูดแรงเกินไปแล้ว เป้ยคุนผู้นั้นรู้ทั้งรู้ว่าหลี่ลั่วไร้อัตลักษณ์ แต่ก็ยังจะไปหาเรื่องอีก แบบนี้ไม่ยิ่งเลวร้ายกว่าหรือ?” สวีซานเยว่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินเช่นนั้นแล้วก็แย้งกลับทันที
หลินเฟิงกล่าวเสียงเรียบ “การแข่งขันระหว่างนักศึกษาย่อมเป็นผลดีต่อการพัฒนาของพวกเขาเอง”
แต่เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็คร้านจะมาถกเถียงกับสวีซานเยว่ในเรื่องนี้เช่นกัน จึงหันไปมองชายชราที่อยู่ข้างๆ แล้วกล่าว “ท่านผู้อำนวยการ เรื่องที่ข้าเสนอไปก่อนหน้านี้ ท่านคิดเห็นอย่างไร?”
ผู้อำนวยการเว่ยกะพริบตากล่าว “ข้อเสนอไหนหรือ?”
เมื่อเห็นดังนั้นหลินเฟิงก็ได้แต่ถอนหายใจก่อนจะกล่าวว่า “การสอบใหญ่ของวิทยาลัยใกล้เข้ามาแล้ว ใบไม้ทองคำของพวกเราตึกหนึ่งมันไม่เพียงพอ ข้าจึงอยากจะขอให้ท่านผู้อำนวยการแบ่งใบไม้ทองคำมาให้ตึกหนึ่งอีกห้าใบ”
“ข้าไม่เห็นด้วย!”
ผู้ที่ตอบกลับคือสวีซานเยว่นั่นเอง เขาจ้องมองหลินเฟิงด้วยความโกรธ เพราะตอนนี้ใบไม้ทองคำบนต้นพลังอัตลักษณ์นั้น นอกจากส่วนที่อยู่ในมือของตึกหนึ่งแล้ว ก็เหลืออีกแค่สิบใบซึ่งอยู่ในมือของตึกสองเท่านั้น เจ้าหลินเฟิงนี่ยังจะมาขอแบ่งไปอีกห้าใบ เช่นนั้นแล้วมันจะไปแบ่งมาจากไหนได้? ก็มีแต่ต้องแบ่งไปจากของพวกเขาตึกสองน่ะสิ?!
ไอ้หมอนี่มันได้คืบจะเอาศอกจริงๆ!