อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 17 ศึกชิงใบไม้ทองคำ (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 17 ศึกชิงใบไม้ทองคำ (อัปเดต)
บนยอดต้นพลังอัตลักษณ์ที่สูงตระหง่านราวกับหอคอยสูงเสียดฟ้า หลินเฟิงและสวีซานเยว่ ครูผู้ดูแลตึกหนึ่งและตึกสอง กำลังโต้เถียงกันเรื่องการจัดสรรใบไม้ทองคำ
“สวีซานเยว่ เจ้าน่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าในตึกหนึ่งของเราได้รวมเหล่านักศึกษาที่มากความสามารถเอาไว้มากมายเพียงใด พรสวรรค์ของพวกเขานั้นเหนือกว่านักศึกษาจากตึกอื่นๆ ในวิทยาลัยหนานเฟิงอย่างมาก ดังนั้นหากสามารถมอบเงื่อนไขในการบำเพ็ญที่ดียิ่งขึ้นให้กับพวกเขา ผลลัพธ์ที่พวกเขาได้รับย่อมต้องเหนือกว่านักศึกษาคนอื่นๆ หลายเท่าเช่นกัน” หลินเฟิงกล่าวเสียงขรึม
สวีซานเยว่แค่นเสียงเย็นชากล่าว “ตึกหนึ่งยอดเยี่ยมก็จริง แต่ตึกสองของข้าก็ไม่ได้ไร้ค่าจนไม่คู่ควรกับใบไม้ทองคำไปซะทั้งหมดเสียหน่อย? ยิ่งไปกว่านั้น บนต้นพลังอัตลักษณ์มีใบไม้ทองคำอยู่ทั้งหมดห้าสิบใบ ตอนนี้พวกเจ้าก็ได้ไปแล้วตั้งสี่สิบใบ เจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ?”
หลินเฟิงขมวดคิ้วกล่าว “นี่ไม่ใช่เรื่องรู้จักพอหรือไม่ แต่เดิมทีแล้วนักศึกษาของตึกหนึ่งก็สามารถดึงคุณค่าของใบไม้ทองคำออกมาได้มากกว่าอยู่แล้วต่างหาก”
“ข้าไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกนักศึกษาตึกสองของเจ้า แต่ความจริงมันก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว”
สวีซานเยว่ยิ้มเย็นกล่าว “เจ้าก็แค่อยากจะรีดไถทรัพยากรทั้งหมดของวิทยาลัยหนานเฟิง เพื่อให้นักศึกษาของตัวเองสอบเข้าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงได้มากขึ้น สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองมากขึ้น สุดท้ายก็จะได้เลื่อนขั้นไปทำงานที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงด้วยก็เท่านั้น”
อันที่จริงแล้ว ไม่ใช่แค่เหล่านักศึกษาเท่านั้นที่มองว่าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงเป็นเป้าหมาย แม้แต่ครูที่ปรึกษาของวิทยาลัยระดับกลางอย่างพวกเขาเอง ก็มองที่นั่นเป็นดั่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน ความพยายามทั้งหมดของพวกเขาก็ล้วนเป็นไปเพื่อจะได้เข้าไปสอนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง ซึ่งมันเป็นการยกระดับทั้งฐานะและชื่อเสียง รวมถึงอนาคตของพวกเขาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
การมีเป้าหมายเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร แต่สวีซานเยว่กลับรู้สึกว่าหลินเฟิงเป็นคนที่เห็นแก่ผลประโยชน์มากเกินไป อีกทั้งยังคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง อย่างเช่นเรื่องที่เคยไล่หลี่ลั่วไปอยู่ตึกสอง อันที่จริงแล้วมันไม่มีความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย เพราะถึงแม้ว่าหลี่ลั่วจะไร้อัตลักษณ์ แต่เขาก็ไม่ได้เป็นตัวถ่วงจริงๆ เสียหน่อย
การที่หลินเฟิงทำเช่นนั้น เกรงว่าคงเป็นเพราะต้องการใช้หลี่ลั่วเป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจ เพื่อไม่ให้เหล่านักศึกษามากความสามารถในตึกหนึ่งกล้าท้าทายอำนาจของเขาที่เพิ่งจะย้ายเข้ามาในวิทยาลัยหนานเฟิงได้ไม่นาน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหลินเฟิงก็บึ้งตึงลงอย่างมากทันที “สวีซานเยว่ อย่าพูดจาส่งเดช”
ครูคนอื่นๆ ของวิทยาลัยหนานเฟิงที่อยู่ด้านข้างเห็นท่าไม่ดี ก็รีบส่งเสียงออกมาไกล่เกลี่ยทันที
ผู้อำนวยการเว่ยซาเองก็ปวดหัวอยู่บ้างเหมือนกัน ใบไม้ทองคำบนต้นพลังอัตลักษณ์นั้นเดิมทีก็ขาดแคลนอยู่แล้ว ทุกตึกต่างก็ต้องการมันมากขึ้น นับเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล อย่างไรเสียความสำเร็จของนักศึกษาก็ยังเกี่ยวข้องกับผลการประเมินและการเลื่อนขั้นของเหล่าครูที่ปรึกษาอย่างพวกเขาด้วย
แต่เรื่องนี้หลินเฟิงได้มารบเร้าเขานานมากแล้ว ซึ่งเขาก็ถ่วงเวลาเอาไว้มาโดยตลอด แต่วันนี้ดูท่าคงต้องให้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว
เว่ยซามองไปยังเงาร่างมากมายบนต้นพลังอัตลักษณ์ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าว “ใบไม้ทองคำของตึกสองจะให้แบ่งออกมาอย่างไร้เหตุผลไม่ได้ อย่างไรเสียเราก็ไม่ควรไปตัดโอกาสและกำลังใจในการพัฒนาของนักศึกษาตึกสองอยู่ดี เพียงเพราะตึกหนึ่งมีความสามารถโดดเด่นกว่า”
“หากพวกเจ้าต่างก็ต้องการใบไม้ทองคำ เช่นนั้นก็ให้เหล่านักศึกษาเป็นคนแย่งชิงกันเองแล้วกัน”
“เอาอย่างนี้ ให้ตึกหนึ่งและตึกสองต่างส่งตัวแทนออกมาตึกละสามคน มีเงื่อนไขว่าระดับพลังอัตลักษณ์ต้องไม่เกินระดับหกตรา จากนั้นก็ให้ทั้งสองฝ่ายทำการประลองกัน หากสุดท้ายแล้วตึกหนึ่งเป็นฝ่ายชนะ ตึกสองก็ต้องแบ่งใบไม้ทองคำออกมาห้าใบ แต่หากตึกสองเป็นฝ่ายชนะ ตึกหนึ่งจะต้องแบ่งใบไม้ทองคำออกมาให้ตึกสองสิบใบ”
เมื่อผู้อำนวยการกล่าวจบ หลินเฟิงกับสวีซานเยว่ก็หยุดโต้เถียงลงทันที ต่างก็ขมวดคิ้วขึ้นมา
“ผู้อำนวยการ ทำไมตอนที่ตึกหนึ่งแพ้ถึงต้องเสียใบไม้ทองคำมากถึงสิบใบ?” หลินเฟิงถามอย่างไม่พอใจ
เว่ยซายิ้มกล่าว “เพราะเจ้าเป็นคนเสนอเรื่องแย่งชิงใบไม้ทองคำขึ้นมาก่อน อีกทั้งเดิมทีตึกหนึ่งก็แข็งแกร่งกว่าอยู่แล้ว หากไม่ยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่า อยู่ดีๆ ตึกสองจะไปแข่งกับเจ้าทำไม?”
หลินเฟิงขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “ตกลง”
ถึงแม้ว่าการประลองครั้งนี้จะถูกจำกัดระดับพลังอัตลักษณ์เอาไว้ที่ระดับหกตรา แต่ตึกหนึ่งของเขาก็ยังคงได้เปรียบอย่างมากอยู่ดี
ส่วนสวีซานเยว่กลับลังเลเล็กน้อย ถึงแม้ว่าหากตึกหนึ่งแพ้จะต้องเสียใบไม้ทองคำถึงสิบใบก็ตาม แต่เขาก็รู้ดีว่าตึกหนึ่งนั้นเป็นถึงหน้าตาของวิทยาลัยหนานเฟิง คุณภาพของนักศึกษาในนั้นก็เหนือกว่าตึกอื่นๆ อย่างมากจริงๆ
“ผู้อำนวยการ ในตึกสองของเรา ตอนนี้มีคนที่ไปถึงระดับหกตราแล้วเพียงแค่สองคนเท่านั้น” สวีซานเยว่กล่าวอย่างจนใจ
หลินเฟิงยิ้มกล่าว “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง นักศึกษาตึกหนึ่งของข้าไม่ปล่อยให้เจ้าได้ประลองถึงคู่ที่สามหรอก”
สีหน้าของสวีซานเยว่บูดบึ้งลง นัยน์ตาเต็มไปด้วยความโกรธ
ผู้อำนวยการถอนหายใจออกมากล่าว “เสี่ยวสวี เจ้าวางใจเถอะ ต่อให้แพ้ขึ้นมา ปีหน้าข้าก็จะชดเชยให้ตึกสองเหมือนกัน อีกทั้งตอนนี้ก็อยู่ห่างจากการสอบใหญ่ของวิทยาลัยเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้นเอง”
ในเมื่อแม้แต่ผู้อำนวยการก็ยังกล่าวถึงขนาดนี้แล้ว สวีซานเยว่ก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ได้แต่พยักหน้าอย่างหดหู่ เห็นได้ชัดว่าในใจของผู้อำนวยการนั้น ตึกหนึ่งที่เป็นหน้าเป็นตาของวิทยาลัยหนานเฟิง ก็ควรต้องมีสิทธิพิเศษบางอย่างมากกว่าตึกสองจริงๆ
เรื่องนี้สวีซานเยว่เองก็รู้ดีว่าไม่สามารถไปโทษผู้อำนวยการได้ เพราะนี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ หากไม่ลำเอียงให้ตึกหนึ่งที่เป็นเลิศที่สุด แล้วจะให้ไปลำเอียงกับตึกสองแทนหรือไร?
“เช่นนั้นข้าขอไปเตรียมการก่อน” สวีซานเยว่กล่าวจบก็กระโดดลงจากบ้านต้นไม้ไปอย่างรวดเร็ว
หลินเฟิงที่มีสีหน้ายิ้มแย้ม ก็ได้หันหลังกลับไปเตรียมการเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ตรงตำแหน่งที่ต่ำลงมาเล็กน้อย สุดท้ายเป้ยคุนก็ได้แต่พาคนจากไปด้วยสีหน้าเจ็บแค้นใจ อย่างไรเสียหลี่ลั่วก็ไม่ได้สนใจการยั่วยุของเขาเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการตอบโต้ที่ผิดสามัญสำนึกของหลี่ลั่วนั่นมันก็ทำให้เขาไปต่อไม่ถูกเหมือนกัน
วัยรุ่นมักจะใจร้อน การต่อสู้ระหว่างนักศึกษา ต่อให้ต้องตีกันจนเลือดตกยางออก แต่เพื่อศักดิ์ศรีแล้วก็ต้องกัดฟันทนเอาไว้อยู่ดี ใครมันจะไปเคยเห็นคนที่มาถึงก็คิดจะยืมพลังจากคนที่บ้านมาช่วยแบบนี้กัน?
ไร้มารยาทสิ้นดี!
หลังจากที่เป้ยคุนพาพวกหนีหัวซุกหัวซุนไปแล้ว นักศึกษาตึกสองหลายคนก็มองหลี่ลั่วด้วยสีหน้าแปลกประหลาด เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าหลี่ลั่วจะใช้วิธีการเช่นนี้ในการรับมือกับการยั่วยุของอีกฝ่าย
“นี่เจ้า… ทำแบบนี้มันไม่ไร้มารยาทไปหน่อยหรือ?” จ้าวคั่วเองก็เกาหัวเช่นกัน เดินมาข้างๆ หลี่ลั่วพร้อมเอ่ยถามเสียงเบา
หลี่ลั่วถลึงตาใส่ด้วยท่าทางเอื่อยๆ แล้วกล่าว “ในเมื่อมันมารังแกคนที่ไร้อัตลักษณ์อย่างข้าได้ แล้วทำไมข้าจะใช้เส้นสายรังแกมันบ้างไม่ได้?”
“ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ…” จ้าวคั่วอยากจะแย้ง แต่เขาก็นึกคำพูดไม่ออกเหมือนกัน จึงได้แต่ส่ายหน้า ดูท่าวิธีการของคุณชายน้อยผู้นี้จะอันธพาลอยู่บ้างเหมือนกัน
ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้น สวีซานเยว่ก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหน้า เขาตบมือหนึ่งทีเรียกนักศึกษาตึกสองทั้งหมดมารวมตัวกัน จากนั้นก็ได้เล่าเรื่องการประลองกับตึกหนึ่งที่กำลังจะจัดขึ้นต่อจากนี้นี้ให้ฟังคร่าวๆ
และเมื่อพูดจบ เหล่านักศึกษาก็เดือดดาลขึ้นมาทันที
“พวกตึกหนึ่งมันจะมากเกินไปแล้ว! พวกมันได้ใบไม้ทองคำไปแล้วตั้งสี่สิบใบยังไม่รู้จักพออีกหรือ? ยังจะมาแย่งของพวกเราอีก?”
“การประลองครั้งนี้ พวกเราไม่มีทางชนะเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้ในตึกสองเรามีคนที่ไปถึงระดับหกตราแล้วแค่สองคนเองนะ”
“เฮ้อ ยอมแพ้ไปเลยยังจะดีกว่า”
“…”
แต่หลังจากเดือดดาลไปชั่วขณะหนึ่งแล้ว นักศึกษาตึกสองส่วนใหญ่ก็เริ่มหมดกำลังใจ อย่างไรเสียความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายมันก็ต่างกันมาก แม้ว่าจะถูกจำกัดระดับพลังอัตลักษณ์เอาไว้ที่ระดับหกตรา แต่ตึกสองก็ยังคงเสียเปรียบอยู่ดี
เมื่อเห็นเหล่านักศึกษาตึกสองกำลังท้อแท้ สวีซานเยว่ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ จากนั้นก็ได้กล่าวจัดแจงว่า “ในการประลองครั้งนี้ ให้จ้าวคั่วกับหยวนชิวออกโรง”
“ครูวางใจได้เลย ข้าจะไม่ทำให้ตึกสองต้องเสียหน้าแน่นอน ข้าจะทำให้พวกมันรู้ว่าตึกสองเราไม่ได้รังแกกันง่ายๆ” จ้าวคั่วกล่าวด้วยความเลือดร้อนฮึกเหิม ใบหน้าเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
หยวนชิวเป็นเด็กสาวรูปร่างสูงโปร่ง ดูท่าทางใจเย็นกว่ามาก นางเอ่ยถามว่า “แล้วคนที่สามล่ะ?”
สวีซานเยว่มองไปยังเหล่านักศึกษาตึกสอง ทุกคนที่ถูกเขามองล้วนหลบสายตา เห็นได้ชัดว่าไม่มีความมั่นใจที่จะขึ้นประลองกันเลย
สุดท้ายเขาก็มองไปยังหลี่ลั่ว อย่างไรเสียแม้ว่าหลี่ลั่วจะไร้อัตลักษณ์ แต่เขาก็เชี่ยวชาญด้านวิชาอัตลักษณ์อย่างมาก หากจะพูดถึงความแข็งแกร่งในการต่อสู้แล้ว ในตึกสองก็เป็นรองแค่จ้าวคั่วเท่านั้น แน่นอนว่าตอนนี้ต้องเพิ่มหยวนชิวเข้าไปด้วยอีกคน
“หลี่ลั่ว เป็นเจ้าก็แล้วกัน”
สวีซานเยว่ตัดสินใจแล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องกดดัน แพ้ก็ไม่เป็นไร เอาไว้เดี๋ยวเจ้าขึ้นไปเป็นคนแรก ยื้อจนกว่าจะทนไม่ไหวแล้วค่อยยอมแพ้ลงมา ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามเผาผลาญพลังอัตลักษณ์ของอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุด แบบนั้นโอกาสชนะของคนข้างหลังจะได้มากขึ้นหน่อย”
หลี่ลั่วไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่ตัวเองถูกเลือกแต่อย่างใด อย่างไรเสียในตึกสองก็มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่พอจะมีฝีมืออยู่บ้างจริงๆ
แต่เห็นได้ชัดว่าสวีซานเยว่มองเขาเป็นแค่ตัวประกอบ เอาไว้ใช้เผาผลาญพลังอัตลักษณ์ของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น
แววตาของหลี่ลั่วเปลี่ยนไปลึกล้ำขึ้นเล็กน้อย เดิมทีเขาอยากจะทำตัวให้โดดเด่นน้อยที่สุด แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าแม้แต่สวรรค์ก็ยังไม่อนุญาตเลย
เหล่าสวีเอ๋ย ท่านไม่รู้ตัวเลยว่าท่านเลือกใครขึ้นมา…
วันนี้ใบหน้าของท่านอาจจะเปล่งประกายยิ่งกว่าดวงอาทิตย์แล้วละ
เพียะ!
ฝ่ามือของสวีซานเยว่ตบลงบนไหล่ของหลี่ลั่วจนเซถลา ก่อนจะมีเสียงดังขึ้นด้วยความไม่พอใจ “เจ้าทำหน้าโง่งมแบบนั้นทำไม คงไม่ใช่ว่าตกใจจนเสียขวัญไปแล้วนะ?”
บรรยากาศอันน่าเกรงขามที่หลี่ลั่วเพิ่งจะบ่มเพาะขึ้นมา พลันถูกหนึ่งฝ่ามือนี้ฟาดจนสลายไปในพริบตา