อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 18 เผยประกายครั้งแรก (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 18 เผยประกายครั้งแรก (อัปเดต)
การประลองระหว่างตึกหนึ่งกับตึกสองเพื่อแย่งชิงใบไม้ทองคำห้าใบนั้น แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา ต้นพลังอัตลักษณ์ที่สูงตระหง่านราวกับหอคอยแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยผู้คนทันที นักศึกษาจากทุกตึกของวิทยาลัยหนานเฟิงต่างก็พากันมาชมดูความสนุกน่าสนใจที่กำลังจะเกิดขึ้น
วิทยาลัยหนานเฟิงมีทั้งหมดสี่ตึกด้วยกัน โดยตึกหนึ่งถือเป็นชั้นหัวกะทิ ตึกสองถือเป็นตัวสำรอง ส่วนตึกสามกับตึกสี่นั้น หากจะบอกว่าเป็นเพียงตัวประกอบก็ดูจะเกินไปหน่อย แต่หากเทียบกันแล้วมาตรฐานของพวกเขาก็ค่อนข้างด้อยกว่าจริงๆ
ดังนั้นแท่นฝึกฝนบนใบไม้ทองคำของต้นพลังอัตลักษณ์ สำหรับพวกเขาแล้ว จึงเป็นสิ่งที่มองเห็นได้แต่ไม่อาจไขว่คว้า ซึ่งการที่ได้เห็นตึกหนึ่งกับตึกสองต่อสู้กันในวันนี้ก็ถือเป็นโอกาสอันหาได้ยากเหมือนกัน
แม้ว่าแทบจะไม่มีใครคิดว่าตึกสองจะสามารถเอาชนะตึกหนึ่งได้เลยก็ตาม
ทางด้านทิศตะวันออกของต้นพลังอัตลักษณ์ มีกิ่งก้านสาขาที่หนาและใหญ่โตราวกับงูยักษ์พันกันอยู่หลายกิ่ง ก่อตัวกันกลายเป็นเวทีไม้ที่มีความกว้างหลายสิบเมตร ปกติแล้วสถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ให้เหล่านักศึกษาได้ประลองฝีมือกันหลังจากเสร็จสิ้นการบำเพ็ญ
ซึ่งตอนนี้ รอบๆ เวทีไม้แห่งนี้ก็มีผู้คนมารวมกันจนแน่นขนัด
ตึกหนึ่งกับตึกสองต่างก็ยึดครองพื้นที่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเอาไว้ แต่บรรยากาศของทั้งสองฝั่งนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ทางฝั่งตึกหนึ่ง นักศึกษาส่วนใหญ่ต่างก็มีรอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏอยู่บนใบหน้า เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับการประลองครั้งนี้มากนัก ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติ เพราะการประลองครั้งนี้มีการจำกัดระดับพลังอัตลักษณ์เอาไว้ที่ระดับหกตราด้วย ซึ่งในตึกหนึ่งนั้น ระดับนี้ยังไม่ติดสิบอันดับแรกด้วยซ้ำ
ซึ่งก็หมายความว่าผู้ที่แข็งแกร่งจริงๆ ของตึกหนึ่งจะไม่ได้ลงมืออย่างแน่นอน
ในทางกลับกัน บรรยากาศของฝั่งตึกสองนั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความกังวล อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นนักศึกษาจากวิทยาลัยเดียวกัน ความแข็งแกร่งของตึกหนึ่งเป็นอย่างไรพวกเขาย่อมต้องรู้ดีอยู่แก่ใจ ดังนั้นหากมีคนบอกว่าในการประลองครั้งนี้ตึกสองของพวกเขามีโอกาสชนะละก็ เกรงว่าแม้แต่ตัวพวกเขาเองก็คงไม่เชื่อ ตอนนี้พวกเขาก็ได้แต่หวังว่าอย่าแพ้แบบน่าเกลียดมากเกินไปก็พอแล้ว
“น่าเบื่อจริงๆ การประลองแบบนี้มันไม่มีความหมายอะไรเลย” บนที่นั่งผู้ชม ตี้ฝ่าฉิงบิดขี้เกียจหนึ่งที ส่วนเว้าโค้งที่เผยออกมาผ่านชุดนักศึกษานั้น แม้แต่เด็กสาวที่อยู่รอบข้างก็ยังมองด้วยความอิจฉา ส่วนเด็กหนุ่มวัยคึกคะนองทั้งหลายต่างก็หน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย
การที่ตี้ฝ่าฉิงถูกยกให้เป็นหนึ่งในดอกไม้งามของวิทยาลัยหนานเฟิงได้นั้น เห็นได้ชัดว่ามันก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน
“อย่างน้อยก็พอฆ่าเวลาได้บ้างกระมัง” เสียงหัวเราะอันนุ่มนวลแผ่วเบาของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น เมื่อตี้ฝ่าฉิงหันไปมอง ก็เห็นหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่มีผมยาวสลวยสีดำ ผิวพรรณขาวผ่องราวกับหยกน้ำแข็ง รูปโฉมงดงามน่าหลงใหลอย่างมาก
“พี่ชิงเอ๋อร์” ดวงตาของตี้ฝ่าฉิงเป็นประกาย รีบทักทายทันที หลี่ว์ชิงเอ๋อร์นั้นมีชื่อเสียงในวิทยาลัยหนานเฟิงมากกว่านางเสียอีก ที่สำคัญที่สุดคือ นางไม่ได้มีดีแค่รูปลักษณ์ภายนอก ความแข็งแกร่งของนางก็เหนือกว่าทุกคนในตึกหนึ่งอย่างสมบูรณ์เลยด้วยซ้ำ
เป็นดั่งป้ายทองคำของวิทยาลัยหนานเฟิงเลยทีเดียว
หากไม่ใช่เพราะมีเจียงชิงเอ๋อร์ที่เปล่งประกายมากเกินไปอยู่ก่อนแล้วละก็ ผู้คนทั้งหมดล้วนคิดว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์จะต้องกลายเป็นตำนานของวิทยาลัยหนานเฟิงอย่างแน่นอน
ดังนั้นหากเจียงชิงเอ๋อร์คือผู้ที่ตี้ฝ่าฉิงคลั่งไคล้เป็นอันดับหนึ่งละก็ เช่นนั้นหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็คืออันดับสอง
เมื่อหญิงสาวที่งดงามที่สุดในวิทยาลัยหนานเฟิงสองคนมายืนอยู่ด้วยกันแล้ว ก็กลายเป็นดั่งภาพวาดอันสวยงามสะดุดตาทันที และค่อยๆ ดึงดูดความสนใจจากผู้คนรอบข้างทั้งหมดเข้ามา
“ปกติพี่ชิงเอ๋อร์ไม่ชอบมาดูอะไรแบบนี้ไม่ใช่หรือ?” ตี้ฝ่าฉิงถามด้วยความสงสัย
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ยิ้มบางๆ กล่าว “แค่มาดูเล่นๆ”
ดวงตาคู่งามของนางมองไปทางฝั่งตึกสองแล้วกล่าว “พวกเจ้าคิดว่าตึกสองจะส่งใครมาบ้าง?”
ตี้ฝ่าฉิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ตอนนี้คนที่อยู่ในระดับหกตราของตึกสองก็มีแค่จ้าวคั่วกับหยวนชิว ที่เพิ่งจะยกระดับขึ้นมาได้ไม่นานทั้งคู่ด้วย”
“แล้วคนที่สามล่ะ?” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าว
ตี้ฝ่าฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็มีคนข้างๆ ตอบขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม “น่าจะเป็นหลี่ลั่วกระมัง ถึงแม้ว่าเขาจะไร้อัตลักษณ์ แต่เขาก็มีพรสวรรค์ในการฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์ที่สูงส่ง อย่างน้อยก็น่าจะฝืนรับมือกับคนในระดับหกตราได้บ้าง”
หลังจากหลี่ว์ชิงเอ๋อร์มาดูการประลองแล้ว เหล่านักศึกษาหัวกะทิของตึกหนึ่งที่เดิมทีไม่ค่อยสนใจการประลองแบบนี้ต่างก็พากันมารวมตัวกันด้วย ซึ่งคนที่เอ่ยพูดเมื่อครู่ก็เป็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่และมีหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่ง
ตี้ฝ่าฉิงมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเย้าแหย่ว่า “ซ่งอวิ๋นเฟิง แม้แต่เจ้าก็มาดูด้วยหรือ? แต่ดูท่าเจ้าจะไม่ได้มาเพราะการประลองนะ”
ซ่งอวิ๋นเฟิงผู้นี้มีชื่อเสียงโด่งดังในวิทยาลัยหนานเฟิงเช่นกัน หากพูดถึงความแข็งแกร่งแล้ว เขาเป็นรองเพียงแค่หลี่ว์ชิงเอ๋อร์เท่านั้น นอกจากนี้เขายังมาจากตระกูลซ่ง ภูมิหลังเองก็ไม่ธรรมดา
ส่วนเรื่องที่ซ่งอวิ๋นเฟิงชอบหลี่ว์ชิงเอ๋อร์นั้น ก็ถือเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วในวิทยาลัยหนานเฟิงอยู่แล้ว อย่างไรเสียตัวเขาเองก็ไม่ได้ปิดบังอะไร
เมื่อเผชิญกับคำพูดหยอกเย้าของตี้ฝ่าฉิง ซ่งอวิ๋นเฟิงก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา ไม่ได้โต้แย้งอะไร แต่สายตากลับมองไปที่ใบหน้าอันงดงามของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์
เมื่อเผชิญกับสายตาที่เร่าร้อนและตรงไปตรงมาเช่นนั้น หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กลับไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย ราวกับมองไม่เห็น เพียงตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่สุภาพแต่มีระยะห่างเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ ตี้ฝ่าฉิงก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ถ้าตึกสองส่งหลี่ลั่วลงมาจริงๆ ละก็ นั่นก็เท่ากับว่าพวกเขากำลังทำให้ตัวเองขายหน้า เพราะทั้งสามคนที่ตึกหนึ่งของพวกเราส่งลงไปนั้นย่อมต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในระดับหกตราอย่างแน่นอน”
ซ่งอวิ๋นเฟิงยิ้มออกมา เอ่ยพูดอย่างไม่อ้อมค้อมว่า “เจ้าคิดว่าตึกสองจะยังหวังชนะอยู่อีกจริงๆ หรือ? พวกมันแค่ขึ้นไปพอไปเป็นพิธีเท่านั้นแหละ”
“ก็จริง” ตี้ฝ่าฉิงหัวเราะออกมา
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์จ้องมองไปยังใจกลางสนาม สายตาของนางจับจ้องไปที่หลี่ลั่ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่นางกลับรู้สึกว่าหลี่ลั่วในวันนี้ดูแตกต่างออกไปจากเดิม
ดังนั้นนางจึงยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ข้าว่า… มันก็ไม่แน่หรอกนะ”
คำพูดของนางทำให้ตี้ฝ่าฉิง ซ่งอวิ๋นเฟิง และนักศึกษาคนอื่นๆ ของตึกหนึ่งต่างก็ตกตะลึง
ซ่งอวิ๋นเฟิงมองตามสายตาของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไป ซึ่งก็เห็นหลี่ลั่วเช่นกัน ซึ่งรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์ขึ้นมา
“ชิงเอ๋อร์ ตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ” ซ่งอวิ๋นเฟิงกล่าวอย่างมีเลศนัยด้วยรอยยิ้มเรียบเฉย
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ยิ้มออกมาเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งรอยยิ้มนี้ของนาง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด กลับทำให้ซ่งอวิ๋นเฟิงเกิดความโมโหขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ขณะเดียวกัน สายตาของเขาที่มองไปทางหลี่ลั่วก็เย็นชาลงเล็กน้อยด้วย
ไอ้เวรนี่ ทั้งๆ ที่ตกต่ำไปขนาดนั้นแล้ว เหตุใดมันยังตามหลอกหลอนไม่เลิกอีก
…
เมื่อบรรยากาศในสนามค่อยๆ คุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายทางฝั่งตึกสองก็มีเงาคนสามคนเดินออกมา และก็เป็นหลี่ลั่ว จ้าวคั่ว และหยวนชิวอย่างที่คาดการณ์กันไว้
ส่วนฝั่งตึกหนึ่งก็มีคนเดินออกมาสามคนเช่นกัน
คนที่อยู่ตรงกลางก็คือเป้ยคุนที่เพิ่งจะพบเจอกันเมื่อครู่ ส่วนอีกสองคนก็เป็นนักศึกษาที่มีชื่อเสียงในระดับหกตราของตึกหนึ่งเช่นกัน
“หลี่ลั่ว ครั้งนี้เจ้าจะทำอย่างไรต่อ? จะใช้วิธีข่มขู่แบบเมื่อครู่อีกหรือ?” เป้ยคุนจ้องมองหลี่ลั่ว มุมปากเผยรอยยิ้มเย้ยหยันออกมา
ก่อนหน้านี้เป้ยคุนจงใจพาคนไปหาเรื่องหลี่ลั่ว แต่หลี่ลั่วกลับใช้วิธีนอกกติกาสวนกลับ อันที่จริงจะบอกว่าเขาไร้มารยาทมันก็ไม่ถูก ทว่าตอนนี้เป็นการประลองอย่างเป็นทางการแล้ว หากหลี่ลั่วยังคิดจะใช้วิธีข่มขู่แบบนั้นอีก เกรงว่าคงจะถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะจริงๆ เป็นแน่ และแม้แต่ทางวิทยาลัยเองก็อาจจะลงโทษเขาก็เป็นได้
หลี่ลั่วไม่ได้สนใจอีกฝ่าย แต่โบกมือให้จ้าวคั่วกับหยวนชิวแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าขึ้นไปก่อนล่ะ”
จ้าวคั่วรีบกล่าว “ระวังตัวด้วย ถ้าไม่ไหวก็รีบยอมแพ้แล้วลงมาซะ หน้าตาหล่อๆ ของเจ้า หากถูกตีจนเสียโฉมไปละก็เรื่องใหญ่แน่”
หลี่ลั่วยกนิ้วโป้งให้พร้อมกล่าว “สหายรัก พูดได้ดี”
ส่วนหยวนชิวก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ท่าทางหมดอาลัยตายอยากของนางแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านางเองก็ไม่มีความมั่นใจในการประลองครั้งนี้เช่นกัน
หลี่ลั่วเดินขึ้นเวทีท่ามกลางสายตาของฝูงชน จากนั้นก็หยิบกระบองเหล็กอันหนึ่งขึ้นมาจากชั้นวางอาวุธ ลากมันไปด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อย เสียงเสียดสีระหว่างกระบองเหล็กกับพื้นดังขึ้นจนแสบหู
ส่วนทางด้านนอกเวทีนั้น เมื่อเห็นว่าหลี่ลั่วเป็นฝ่ายออกโรงเป็นคนแรก ก็เริ่มมีเสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นมารางๆ เช่นกัน
“ตึกสองส่งหลี่ลั่วลงมาเป็นตัวเปิดหรือนี่…”
“คิดจะให้มาเป็นตัวลดทอนกำลังของฝ่ายเรางั้นสินะ”
“ฮ่าฮ่า น่าสนใจดีเหมือนกัน หลี่ลั่วที่ถูกไล่ออกมาจากตึกหนึ่ง ตอนนี้กลับต้องมาสู้กับคนของตึกหนึ่ง… ถ้าชนะขึ้นมาคงจะสนุกน่าดู”
“เพ้อเจ้ออะไร… เจ้านั่นมันไร้อัตลักษณ์แต่กำเนิดนะ ต่อให้วิชาอัตลักษณ์จะเชี่ยวชาญเพียงใด ก็ชนะระดับหกตราได้ยากอยู่ดี”
“ฮ่าๆ แค่พูดเล่น ผ่อนคลายบรรยากาศเฉยๆ”
“…”
การปรากฏตัวของหลี่ลั่ว ทำให้นักศึกษาหลายคนเกิดความสนใจขึ้นมา เพราะในวิทยาลัยหนานเฟิงนี้ หลี่ลั่วก็ถือว่าเป็นตำนานที่พิสดารเลยเหมือนกัน…
ที่สำคัญที่สุดคือ ว่ากันว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รุ่นพี่เจียงชิงเอ๋อร์ยังได้กลับมายังนครหนานเฟิง อีกทั้งยังมารับหลี่ลั่วถึงหน้าวิทยาลัยอีกด้วย มันช่างน่าอิจฉาริษยาเสียจริง
ด้วยความคิดเช่นนี้เอง ทำให้วันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากจะเห็นหลี่ลั่วถูกอัดขายขี้หน้า…
เป้ยคุนกอดอกมองหลี่ลั่วด้วยสายตาสนุกสนาน จากนั้นก็หันไปมองอีกสองคนแล้วกล่าว “หลิวหยาง เจ้าไปเล่นกับมันหน่อยก็แล้วกัน”
ถึงแม้ว่าเขาจะอยากจะซ้อมหลี่ลั่วด้วยตัวเองตรงๆ แต่เขากลับรู้สึกว่าการปรากฏตัวแบบนั้นมันดูไม่ค่อยเท่สักเท่าไร ดังนั้นเขาจึงคิดจะให้คนอื่นไปสร้างบรรยากาศก่อน
เด็กหนุ่มที่ถูกเขาเรียกว่าหลิวหยางนั้นมีรูปร่างค่อนข้างสูงใหญ่ เมื่อได้ยินคำพูดของเป้ยคุนก็แสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจออกมา ตอนนี้มีคนมากมายกำลังจับจ้องอยู่ เป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้สร้างชื่อบ้างพอดี แต่กลับให้เขาไปสู้กับตัวประกอบก่อนแบบนี้ มันออกจะน่าขายหน้าไปหน่อยจริงๆ
“เจ้าจัดการหลี่ลั่วให้เรียบร้อยในสองสามกระบวนท่า แค่นั้นก็สู้กับคนอื่นต่อได้แล้วไม่ใช่หรือ? หากเจ้าแน่จริง ก็จัดการพวกมันทั้งสามคนไปเลยสิ” เป้ยคุนกล่าว
“ก็จริง”
หลิวหยางถึงค่อยพยักหน้ารับ หยิบหอกเหล็กเล่มหนึ่งขึ้นมา จากนั้นก็เดินเข้าไปในสนามอย่างเฉื่อยชา มองหลี่ลั่วพร้อมกับยิ้มกล่าว “หลี่ลั่ว เจ้าออมมือให้ข้าด้วยล่ะ”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการเย้ยหยัน
หลี่ลั่วกำกระบองเหล็กเอาไว้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ตอนนี้เอง ผู้อำนวยการที่อยู่บนแท่นสูงก็ได้พยักหน้า สวีซานเยว่กับหลินเฟิงที่เป็นผู้ดูแลต่างก็ส่งเสียงตะโกนออกมาพร้อมกัน “เริ่มได้!”
ในขณะที่เสียงตะโกนดังขึ้น หลี่ลั่วกับหลิวหยางก็พุ่งเข้าใส่กันทันที
หลิวหยางมองดูเงาร่างตรงหน้า แสยะยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ กล่าว “ความเร็วของเจ้า… มันช่าง…”
เปรี้ยง!
ทันทีที่เสียงของเขาเพิ่งจะดังขึ้น หลี่ลั่วที่อยู่ตรงหน้าก็กดปลายเท้าลงบนพื้นอย่างฉับพลัน เงาร่างของเขาพลันเร่งความเร็วสูงขึ้นประหนึ่งอินทรีทะยานฟ้า ในชั่วพริบตานั้น ก็ได้มีเสียงแหวกอากาศอันคมกริบดังขึ้นรางๆ
เสียงหัวเราะของหลิวหยางยังไม่ทันได้เปล่งออกมา เขาก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้ามันกะพริบวูบ จากนั้นเงาร่างของหลี่ลั่วก็ได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาแล้ว
แต่สิ่งที่ติดตามเงาร่างของหลี่ลั่วมาติดๆ ก็คือเงากระบองที่ทะลวงเวหาเข้ามา เงากระบองส่งเสียงหวีดร้องแหลมสูง ความเร็วของมัน สูงจนหลิวหยางไม่มีเวลาได้ตอบสนองเลยอย่างสิ้นเชิง แต่ในช่วงเวลาคับขันนั้น เขาก็ยังคงกระตุ้นพลังอัตลักษณ์บางส่วนขึ้นมาป้องกันหน้าอกเอาไว้ได้ตามสัญชาตญาณ
ถึงแม้ว่าความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันของหลี่ลั่วจะน่าตกใจ แต่อย่างไรเสียเขาก็ไร้อัตลักษณ์ พลังโจมตีมีจำกัด ขอเพียงหลิวหยางใช้พลังอัตลักษณ์ป้องกันเอาไว้ได้ หลังจากนั้นก็จะสามารถทำให้หลี่ลั่วต้องชดใช้อย่างสาสมได้แน่นอน
ในขณะที่หลิวหยางกำลังคิดเช่นนี้อยู่ เงากระบองก็แทงเข้ามาประหนึ่งอสรพิษทมิฬ กดลงบนหน้าอกของเขา
เปรี้ยง!
เสียงกระแทกทุ้มต่ำดังสนั่น จากนั้นความเจ็บปวดอย่างรุนแรงก็แล่นไปทั่วหน้าอกของหลิวหยาง ชั่วพริบตานั้น ในใจของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เพราะพลังอัตลักษณ์ที่เขาใช้ป้องกันหน้าอกเอาไว้นั้น พริบตาที่สัมผัสกับเงากระบองของหลี่ลั่ว มันกลับถูกฉีกกระชากจนแหลกสลายราวกับเศษไม้ผุ
ขณะเดียวกัน ร่างกายของหลิวหยางก็ลอยละลิ่วออกไป กระแทกกับพื้นนอกสนามอย่างรุนแรง ทั้งยังเกิดรอยลากยาวบนพื้นไปหลายเมตรด้วย
ส่วนเหล่านักศึกษาที่อยู่ด้านนอกสนามตอนนี้ ต่างก็เงียบปากลงอย่างฉับพลันทันที
นักศึกษาของตึกหนึ่งต่างก็จ้องมองหลิวหยางที่กระเด็นออกไปนอกสนามแล้วดิ้นพล่านบนพื้นด้วยความเจ็บปวด นัยน์ตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสับสน
เกิดอะไรขึ้น?
ทำไมคนที่กระเด็นออกไปไม่ใช่หลี่ลั่ว?
สายตาของพวกเขาล้วนจ้องมองไปยังใจกลางสนามด้วยความสงสัย หลี่ลั่วในตอนนี้ยังคงถือกระบองเหล็กเอาไว้ในท่าฟาดฟันออกไป มองทางหลิวหยางท่ามกลางสายตาของฝูงชนที่กำลังจับจ้องมา บนใบหน้าที่หล่อเหลาจนอีกฝ่ายต้องอับอายในความด้อยกว่านั้น ได้เผยรอยยิ้มอันสดใสเบิกบานออกมา
“เจ้าบอกว่า… มันช่าง… อะไรนะ?”