อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 28 ครั้งแรกของหลี่ลั่ว (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 28 ครั้งแรกของหลี่ลั่ว (อัปเดต)
การที่อยู่ๆ กลุ่มของจวงอี้ก็บุกรุกเข้ามาอย่างก้าวร้าวเช่นนี้ ได้ทำให้บรรยากาศของที่นี่ปั่นป่วนขึ้นมาทันที สายตาหลายคู่ล้วนจับจ้องไปด้วยความตกใจ
เหยียนหลิงชิงเองก็พบเห็นการมาเยือนของอีกฝ่ายเช่นกัน จึงมีสีหน้าบึ้งตึงลงทันที แผดเสียงตะคอกอย่างเย็นชา “รองประธานจวงอี้ คนของเจ้าไฉนถึงได้ไร้มารยาทแบบนี้?”
จวงอี้ยิ้มกล่าว “รองประธานเหยียน ไม่ต้องโกรธ ข้ามาที่นี่ก็เพื่อเรื่องเดิมนั่นแหละ นับตั้งแต่ที่เจ้ามารับหน้าที่ดูแลห้องหลอมระดับหนึ่ง อัตตราการผลิตของน้ำยาแสงวิเศษช่วงนี้ก็เริ่มลดลงทันที แถมยังมีสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานถูกปล่อยออกมาไม่น้อยด้วย มันส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของพวกเราเรือนซีหยางอย่างมากเลยนะ”
เขามีท่าทางเป็นกังวล
เหยียนหลิงชิงกล่าวเสียงเย็น “สาเหตุที่ผลผลิตลดลง เจ้ารู้ดีอยู่แล้วมิใช่หรือ? หากไม่ใช่เพราะเจ้าจงใจจำกัดวัตถุดิบ แล้วมันจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร?”
จวงอี้ขมวดคิ้วกล่าว “รองประธานเหยียน เจ้าใส่ร้ายข้าชัดๆ เดิมทีวัตถุดิบมันก็ขาดแคลนอยู่แล้ว ข้าจะไปเสกมันขึ้นมาให้เจ้าได้อย่างไร?”
“ข้าว่านะ ถึงแม้ว่ารองประธานเหยียนจะมาจากวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง แต่สุดท้ายก็ยังอ่อนประสบการณ์ บางทีความคิดของเจ้าอาจจะไม่ตรงกับนักเกลาอัตลักษณ์ระดับหนึ่งของเรือนซีหยางก็ได้ หากให้เจ้ามาชี้แนะพวกเขา เกรงว่าจะไปทำลายพวกเขาซะเปล่าๆ”
ภายในห้องหลอมระดับหนึ่ง คนอื่นๆ ล้วนไม่กล้าพูดแทรก ทุกคนต่างก็รู้ดีว่านี่เป็นการต่อสู้กันระหว่างรองประธานทั้งสองคน พวกเขาไม่จำเป็นต้องเข้าไปแทรกแซงจนโดนลูกหลงตายไปด้วย
จวงอี้จ้องไปที่เหยียนหลิงชิง กล่าวว่า “รองประธานเหยียน พวกเราเป็นถึงนักเกลาอัตลักษณ์ ทุกอย่างต้องวัดกันที่ผลงาน เจ้าเองก็ดูแลห้องหลอมระดับหนึ่งมาระยะหนึ่งแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น นักเกลาอัตลักษณ์ระดับหนึ่งที่เจ้าสอน น้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งที่พวกเขาหลอมออกมา พลังเกลาอัตลักษณ์สูงสุดก็เพิ่งจะไปถึงห้าส่วนเท่านั้น แต่ศิษย์ของข้าอย่างสืออวิ๋น สามารถหลอมน้ำยาเขียวครามที่มีพลังเกลาอัตลักษณ์สูงถึงห้าจุดหกส่วนได้อย่างมั่นคงแล้ว”
“เจ้าก็น่าจะรู้นะว่า น้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งที่เรือนซีหยางเราผลิตออกมานั้น โดยเฉลี่ยแล้วพลังเกลาอัตลักษณ์จะอยู่ที่ประมาณห้าจุดสามเท่านั้น ดังนั้น หากรองประธานเหยียนหวังดีกับเรือนซีหยางจริงๆ ข้าขอแนะนำให้เจ้าส่งมอบห้องหลอมระดับหนึ่ง มิฉะนั้น หากปล่อยไว้นานวันเข้า เกรงว่าน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งที่เรือนซีหยางเราผลิตออกมานั้น คงจะขายไม่ออกในมณฑลเทียนสู่แล้ว”
หลังจากที่จวงอี้พูดจบ เขาก็หันไปมองผู้อาวุโสคนอื่นๆ ของเรือนซีหยางที่ตามเขามา กล่าวว่า “ทุกท่านคิดว่าสิ่งที่ข้าพูดมานั้นมีเหตุผลหรือไม่?”
เหล่าผู้อาวุโสต่างครุ่นคิด ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่อยากเข้าไปแทรกแซงการต่อสู้ของคนทั้งสอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่จวงอี้พูดมานั้นมีเหตุผลอย่างมาก ในเรือนซีหยางแห่งนี้ทุกอย่างต้องวัดกันที่ผลงาน
การที่ศิษย์ของจวงอี้สามารถหลอมน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งที่มีพลังเกลาอัตลักษณ์อยู่ที่ห้าจุดหกส่วนได้อย่างมั่นคง นั่นก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้แล้วว่าเขานั้นยอดเยี่ยมเพียงใด
ดังนั้นจึงมีผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวอย่างลังเลว่า “รองประธานเหยียนมอบห้องหลอมระดับหนึ่งให้สืออวิ๋นไปดูแลดีกว่าไหม เช่นนั้นเจ้าก็จะสามารถทุ่มเทให้กับการดูแลห้องหลอมระดับสองได้อย่างเต็มที่แล้ว อย่างไรเสีย ที่นั่นก็เป็นสินค้าหลักของเรือนซีหยางเราเช่นกัน”
เหยียนหลิงชิงนิ่งเฉย หากนางยอมถอยในตอนนี้ ก็เท่ากับว่านางพ่ายแพ้ให้กับการต่อสู้กับจวงอี้แล้ว ซึ่งมันจะเป็นการสร้างมาตรฐานอย่างหนึ่งขึ้นมา ทำให้นางตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทุกๆ ก้าวหลังจากนี้ไป
แต่หากนางยังคงยืนกรานไม่ยอมปล่อยมือ เช่นนั้นจวงอี้ก็จะหาเหตุผลอื่นมาบีบนางอีก อีกทั้งยังมีเหตุผลที่สมเหตุสมผลขนาดนี้อยู่แล้ว หากยังคงฝืนยื้อต่อไป มันก็จะส่งผลกระทบต่อตัวนางด้วยเหมือนกัน
ดังนั้น นางในตอนนี้จึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่จะถอยก็ไม่ได้จะไปต่อก็ไม่ถึงเช่นกัน
เมื่อจวงอี้เห็นแววตาของเหยียนหลิงชิงที่กำลังลังเลอยู่นั้น มุมปากของเขาก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ อัจฉริยะจากวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแล้วอย่างไร? สุดท้ายก็ยังอ่อนหัดอยู่ดี!
วิ้ง!
ในตอนที่เหยียนหลิงชิงกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ภายในห้องหลอมระดับหนึ่งที่บรรยากาศตึงเครียดจนราวกับจะแข็งค้างไปแล้ว อยู่ๆ ก็มีประกายแสงสีน้ำเงินสายหนึ่งปะทุออกมาอย่างฉับพลัน
เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ทุกคนต่างตกตะลึง จากนั้นก็มองตามแสงนั้นไป ซึ่งก็เห็นว่าตรงหน้าแท่นหลอมตัวหนึ่งที่อยู่ด้านหลังนั้น หลี่ลั่วที่กำลังถือขวดแก้วบรรจุของเหลวสีเขียวครามเอาไว้ เผยสีหน้ายินดีอย่างมากออกมา
น้ำยาแสงวิเศษขวดแรกในชีวิตของเขา ได้ถูกหลอมขึ้นมาสำเร็จแล้วในสถานการณ์เช่นนี้!
หลังจากหลอม “น้ำยาเขียวคราม” ขวดนี้ออกมาได้แล้ว หลี่ลั่วก็หยิบเข็มทดสอบที่อยู่ด้านข้างขึ้นมาจุ่มลงไปในขวดทันที
จากนั้นเขาก็เห็นว่าเข็มนั้นเริ่มเคลื่อนที่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนักเข็มก็หยุดลงที่ตำแหน่งหกส่วน
ว้าว!
เหล่านักเกลาอัตลักษณ์ระดับหนึ่งที่อยู่บริเวณนั้นต่างก็เห็นภาพเหตุการณ์นี้อย่างชัดเจน จากนั้นพวกเขาก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจอย่างอดไม่ได้
เงาร่างหลายร่างพุ่งตรงเข้ามาทันที กล่าวด้วยน้ำเสียงตกใจว่า “พลังเกลาอัตลักษณ์หกส่วน?!! น้ำยาเขียวครามที่คุณชายน้อยหลอมออกมานั้นมีพลังเกลาอัตลักษณ์ถึงหกส่วนเลยหรือ?!!”
“เป็นไปได้ยังไง?!!”
ภายในห้องหลอมระดับหนึ่ง ทุกคนที่ได้ยินเสียงอุทานต่างก็แสดงสีหน้าเหลือเชื่อออกมา จากนั้นก็ไม่สนใจการต่อสู้ของเหยียนหลิงชิงกับจวงอี้อีกเลย ต่างก็กรูกันไปยังจุดที่หลี่ลั่วอยู่ราวกับฝูงผึ้ง
เมื่อพวกเขาเห็นตัวเลขบนเข็มทดสอบแล้ว ต่างก็เงียบเสียงลงทันที สายตาของทุกคนเต็มไปด้วยความตกตะลึง หันไปมองหลี่ลั่วที่กำลังยิ้มมุมปากอย่างอดไม่ได้
พวกเขารู้ดีว่าหลี่ลั่วเพิ่งจะเริ่มเรียนรู้วิชาเกลาอัตลักษณ์ได้ไม่ถึงสองสัปดาห์ด้วยซ้ำ แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ เช่นนี้ เขามิเพียงแต่สามารถหลอมน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งออกมาได้สำเร็จแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกเหลือเชื่อมากที่สุดก็คือ พลังเกลาอัตลักษณ์ของน้ำยาแสงวิเศษขวดนี้มันสูงมาก!
นี่มันพรสวรรค์ระดับไหนกัน?
“หลีกไป”
เสียงของเหยียนหลิงชิงดังขึ้นจากด้านนอกฝูงชน ทุกคนต่างรีบแยกออกจากกันทันที จากนั้นก็เห็นว่านางก้าวขายาวๆ ตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว ดวงตางามคู่นั้นจ้องมองไปที่น้ำยาเขียวครามในมือหลี่ลั่วอย่างไม่ละสายตา
“ให้ข้าดูหน่อย” นางกล่าวกับหลี่ลั่ว
หลี่ลั่วยื่นขวดน้ำยาเขียวครามให้นางอย่างว่าง่าย เหยียนหลิงชิงรับมันมาและเทน้ำยาเขียวครามออกมาหนึ่งหยดอย่างรวดเร็ว หลังจากลองสัมผัสดูคร่าวๆ บนใบหน้าที่งดงามก็เผยความตกใจออกมาเล็กน้อย “เป็นน้ำยาเขียวครามที่บริสุทธิ์มากจริงๆ พลังเกลาอัตลักษณ์ถึงหกส่วนจริงๆ ด้วย”
นางจ้องมองหลี่ลั่วด้วยดวงตาเป็นประกาย ก่อนหน้านี้นางมองไม่ออกเลยจริงๆ ว่าหลี่ลั่วจะมีพรสวรรค์ในด้านวิชาเกลาอัตลักษณ์มากขนาดนี้ด้วย?
นี่มันเพิ่งจะเป็นครั้งแรกของเขาไม่ใช่หรือไง?
นางจำได้ว่าตอนที่นางเพิ่งจะกลายเป็นนักเกลาอัตลักษณ์ระดับหนึ่งใหม่ๆ นั้น ผลงานที่หลอมออกมาได้ก็แค่ประมาณห้าจุดเจ็ดหรือห้าจุดแปดเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
อยู่ๆ เหยียนหลิงชิงก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ บนใบหน้าที่งดงามและเย็นชาของนางพลันมีรอยยิ้มปรากฏขึ้น นางถือขวดน้ำยาเขียวครามขวดนั้นเอาไว้ หันหลังกลับไปมองจวงอี้ที่ยืนทำหน้าตกตะลึงอยู่ด้านหลัง “รองประธานจวง ดูท่าแล้วห้องหลอมระดับหนึ่งนี้ ข้าคงจะยังไม่ต้องมอบให้ใครแล้วละ”
จวงอี้จ้องมองไปที่ขวดน้ำยาแสงวิเศษขวดนั้นด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก ก่อนหน้านี้เขาก็ได้ยินเสียงอุทานเหล่านั้นแล้วเหมือนกัน หลี่ลั่วหลอมน้ำยาเขียวครามที่มีพลังเกลาอัตลักษณ์สูงถึงหกส่วนออกมาได้อย่างนั้นหรือ?
ต้องรู้ก่อนว่า ต่อให้เป็นตัวเขาหรือเหยียนหลิงชิงที่เป็นถึงนักเกลาอัตลักษณ์ระดับสี่ลงมือทำเอง น้ำยาเขียวครามระดับหนึ่งที่หลอมออกมาได้ อย่างมากก็มีพลังเกลาอัตลักษณ์อยู่ที่หกจุดห้าเท่าเท่านั้น แต่ในความทรงจำของจวงอี้ เขาไม่ได้ลงมือหลอมน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งด้วยมือตัวเองมานานหลายปีแล้ว เพราะการหลอมเช่นนี้สำหรับเขามันเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ มูลค่าต่ำเกินไป เพราะอย่างไรเสีย น้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งหนึ่งขวดก็ราคาแค่ไม่กี่สิบทองคำสวรรค์เท่านั้น
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินว่ามีคนหลอมน้ำยาแสงวิเศษได้ถึงหกส่วนในการหลอมครั้งแรก ลูกศิษย์ของเขาสืออวิ๋น ฝึกฝนการหลอมน้ำยาเขียวครามมาเป็นปีกว่าจะฝืนทำได้ถึงห้าจุดหกส่วน
เมื่อเทียบกับหลี่ลั่วแล้ว มันต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว
จวงอี้มุมปากกระตุกเล็กน้อย กล่าวอย่างฝืนๆ ว่า “รองประธานเหยียน นี่เจ้าแอบเล่นตุกติกอะไรหรือเปล่า? คุณชายน้อยเพิ่งจะได้สัมผัสกับวิชาเกลาอัตลักษณ์ไม่ถึงครึ่งเดือนเลยด้วยซ้ำ”
เหยียนหลิงชิงเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชาแล้วกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ตอนที่คุณชายน้อยเกลาอัตลักษณ์ ทุกคนก็เห็นกันอยู่ทนโท่ ข้ออ้างเช่นนี้ของเจ้ามันดูจะไร้น้ำหนักเกินไปหน่อย หรือว่าคุณชายน้อยยังต้องแสดงอีกครั้งเพื่อเจ้าโดยเฉพาะด้วย?”
คนรอบข้างหลายคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาเห็นกับตาตัวเองจริงๆ ว่าน้ำยาแสงวิเศษขวดนี้ถูกหลอมขึ้นมาได้อย่างไร
สีหน้าของจวงอี้ยิ่งแข็งเกร็งมากขึ้น สุดท้ายเขาก็หัวเราะแห้งๆ กล่าวว่า “ไม่กล้าไม่กล้า”
ถึงแม้ว่าในใจเขาจะไม่ได้เห็นหัวหลี่ลั่วมากเท่าใดนัก แต่อย่างไรเสียหลี่ลั่วก็เป็นถึงคุณชายน้อย ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ เขาเองก็ไม่กล้าแสดงท่าทีดูถูกดูแคลนอะไรออกมา
“รองประธานจวง หากผู้ใดสามารถหลอมน้ำยาแสงวิเศษระดับหนึ่งที่มีพลังเกลาอัตลักษณ์สูงกว่าได้ ก็จะได้เป็นคนดูแลห้องหลอมระดับหนึ่ง เช่นนั้นข้าเองก็สามารถเป็นได้เหมือนกันใช่ไหม?” หลี่ลั่วลงดาบซ้ำเติมด้วยรอยยิ้มไปอีกดาบ
จวงอี้ยิ้มกล่าวว่า “เช่นนั้นก็คงต้องให้รองประธานเหยียนเป็นคนตัดสินแล้วละ”
จวงอี้เองก็รู้ดีว่าแผนการในวันนี้ของเขาล้มเหลวโดยสิ้นเชิงแล้ว ดังนั้นเขาจึงได้แต่พูดตามน้ำอีกสองสามประโยคอย่างกระอักกระอ่วน ก่อนจะหันหลังจากไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง
ภายในห้องหลอมระดับหนึ่ง บรรยากาศผ่อนคลายลงทันที จากนั้นก็มีเสียงแสดงความยินดีดังขึ้น สายตาที่ทุกคนมองหลี่ลั่วต่างก็เต็มไปด้วยความอิจฉาและชื่นชม
หลี่ลั่วยิ้มรับคำแสดงความยินดีเหล่านั้น จากนั้นเหยียนหลิงชิงก็ไล่ให้ทุกคนไปฝึกฝนต่อ ก่อนจะหันมาจ้องมองหลี่ลั่วด้วยดวงตาเป็นประกาย “ไม่คิดเลยว่าครั้งแรกของเจ้าจะสามารถหลอมน้ำยาแสงวิเศษที่มีพลังเกลาอัตลักษณ์ระดับนี้ได้แล้ว ดูท่าทางเจ้าจะมีพรสวรรค์ในด้านนักเกลาอัตลักษณ์มากทีเดียว”
ที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง เหยียนหลิงชิงเคยพบเจออัจฉริยะด้านการเกลาอัตลักษณ์มานับไม่ถ้วน แน่นอนว่ามีไม่น้อยที่สามารถทำได้ถึงระดับนี้ในการหลอมครั้งแรก แต่นางไม่คิดเลยว่าอัตลักษณ์น้ำระดับห้าของหลี่ลั่วจะสามารถทำถึงขั้นนี้ได้ มันหมายความว่าอะไร? หมายความว่าหลี่ลั่วน่าจะมีประสาทสัมผัสที่ไวเป็นพิเศษในด้านการผสานวัตถุดิบต่างๆ ซึ่งมันถือเป็นพรสวรรค์พิเศษอย่างหนึ่ง พรสวรรค์แบบนี้ เหยียนหลิงชิงเคยพบเห็นที่สาขาเกลาอัตลักษณ์ของวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงมาก่อน
“อาจจะเป็นเพราะโชคดีก็ได้” หลี่ลั่วกล่าวอย่างถ่อมตัว หากเขารู้ว่าเหยียนหลิงชิงกำลังคิดอะไรอยู่ เขาคงจะต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างแน่นอน เพราะเขาไม่ได้มีพรสวรรค์อะไรแบบนั้นเลย การที่เขาสามารถหลอมได้ถึงหกส่วนในการหลอมครั้งแรก อันที่จริงแล้วเป็นเพราะเขาพึ่งพาคุณสมบัติในการเกลาอัตลักษณ์อันโดดเด่นของ “อัตลักษณ์น้ำแสง” ต่างหาก เพราะเขาพบว่า ถึงแม้ว่าเขาจะคอยประเมินอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อผลลัพธ์ออกมา เขาก็ยังคงประเมินคุณสมบัติในการเกลาอัตลักษณ์ของอัตลักษณ์น้ำกับอัตลักษณ์แสงที่หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แล้วต่ำเกินไปอยู่ดี
เหยียนหลิงชิงไม่สนใจคำพูดถ่อมตัวของเขา กล่าวว่า “ครั้งนี้ได้เจ้าช่วยไว้จริงๆ แต่ข้าเองก็คร้านจะพูดขอบคุณแล้ว เพราะอย่างไรเสีย เรือนซีหยางถือว่ากำลังหาเงินให้กับเจ้าอยู่แล้ว”
กล่าวจบนางก็หยุดไปครู่หนึ่ง บนใบหน้าที่งดงามและเย็นชาของนางพลันมีรอยยิ้มผลิบานออกมา
“แต่ตอนนี้ข้าอารมณ์ดี ดังนั้นเดี๋ยวข้าเลี้ยงข้าวเจ้าก็แล้วกัน”
เดิมทีหลี่ลั่วอยากจะบอกว่า จริงๆ แล้วเขาอยากรีบกลับบ้านไปฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์มากกว่า แต่เมื่อนึกถึงท่าทีที่เข้มงวดของเหยียนหลิงชิงในเวลาปกติ สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดจึงทำให้เขาแสดงสีหน้าดีใจออกมาในที่สุด
“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะตั้งตารอคอยนะ”