อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 1 บทที่ 29 ข้ายังเป็นเด็ก (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 1 บทที่ 29 ข้ายังเป็นเด็ก (อัปเดต)
นครหนานเฟิงในยามราตรี แสงไฟส่องสว่าง สายลมเย็นๆ พัดพาเอาความคึกคักวุ่นวายมาด้วย
“วันนี้เจ้าทำได้ดีมาก ช่วยระบายอารมณ์ให้ข้าได้ไม่น้อย มาดื่มสักจอก!”
ภายในภัตตาคารแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมถนน เหยียนหลิงชิงถือจอกสุราเอาไว้ ใบหน้าที่มักจะเย็นชาของนางในยามนี้กลับเผยให้เห็นถึงความฮึกเหิมและปล่อยตัวอย่างหาได้ยาก
หลี่ลั่วรู้สึกมึนงงเล็กน้อยกับการเปลี่ยนแปลงของนาง เขาทำได้เพียงแค่ยกจอกสุราขึ้นมาชนกับนางเบาๆ ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นเหยียนหลิงชิงดื่มสุราจากจอกที่มีขนาดแทบจะปิดบังใบหน้านางไปครึ่งซีกจนหมดจอกในคราวเดียว
วิธีการดื่มแบบนี้มันช่างแตกต่างจากบุคลิกที่ดูเป็นผู้หญิงฉลาดเฉลียวและเย็นชาของเหยียนหลิงชิงจริงๆ
ในตอนนี้ภายในภัตตาคารแห่งนี้มีสายตาหลายคู่ที่มองมาด้วยความตกตะลึง เพราะอย่างไรเสียรูปลักษณ์ของเหยียนหลิงชิงก็จัดว่างดงามสะดุดตาเป็นอย่างมากเลยเหมือนกัน
“พี่หลิงชิงก็พูดไป อันที่จริงแล้วมันก็ยังเป็นการช่วยหาเงินให้คุณชายน้อยอย่างข้าใช้อยู่ดีไม่ใช่หรือ?” หลี่ลั่วยิ้มกล่าว
“ถึงจะเป็นแบบนั้นก็จริง แต่เจ้าจวงอี้นั่นมันชอบอาศัยบารมีกับความอาวุโสมาข่มข้าหลายต่อหลายครั้งแล้ว ข้าเหม็นขี้หน้ามันมานานแล้ว” เหยียนหลิงชิงเม้มปากสีแดงระเรื่อของนางเล็กน้อย
จากนั้นนางก็มองมาทางหลี่ลั่วพร้อมกล่าว “แต่ว่าวันนี้เจ้าทำให้ข้าต้องมองเจ้าใหม่จริงๆ เดิมทีข้าคิดว่าคุณชายน้อยอย่างเจ้าคงเป็นแค่ของนำโชคเท่านั้นเสียอีก”
หลี่ลั่วรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย มาบอกกันตรงๆ แบบนี้มันจะดีหรือ?
เหยียนหลิงชิงรินสุราให้เต็มจอกอีกครั้งพร้อมกล่าว “แต่พูดตามตรงแล้ว ต่อให้เป็นเช่นนั้น ระหว่างเจ้ากับชิงเอ๋อร์ก็ยังห่างชั้นกันมากเกินไปอยู่ดี”
“เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว” เกี่ยวกับเรื่องนี้หลี่ลั่วกลับยอมรับอย่างตรงไปตรงมา เจียงชิงเอ๋อร์นั้นโดดเด่นมากเพียงใด แม้แต่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงก็ยังต้องยอมลดตัวลงมารับนางเป็นกรณีพิเศษ เกียรติยศเช่นนี้ แม้แต่องค์ชายของราชวงศ์ต้าเซี่ย เกรงว่าก็ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัส
“แต่ข้าจะพยายาม” หลี่ลั่วจ้องมองจอกสุราในมือด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะกล่าวออกมา
เหยียนหลิงชิงกล่าวหยอกล้อว่า “โห? ฟังดูแล้ว เหมือนเจ้าจะสนใจชิงเอ๋อร์จริงๆ เลยนะ?”
“ความโดดเด่นของพี่ชิงเอ๋อร์ ข้าคงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากแล้ว หากข้าบอกว่าไม่สนใจละก็ เกรงว่าแม้แต่พี่เองก็คงไม่เชื่อเหมือนกัน” หลี่ลั่วกล่าวอย่างจริงจัง
เขาและเจียงชิงเอ๋อร์อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเดิมทีก็ค่อนข้างซับซ้อนอยู่แล้ว ยิ่งมีสัญญาหมั้นหมายนั่นเข้าไปอีก ในสายตาของหลี่ลั่วแล้ว เดิมทีทั้งสองก็มีความผูกพันต่อกันอย่างลึกซึ้งมากอยู่แล้ว
หลี่ลั่วเชื่อว่าความรู้สึกแบบนี้ ไม่ใช่แค่เขารู้สึกอยู่ฝ่ายเดียว แม้แต่คนที่เย็นชาอย่างเจียงชิงเอ๋อร์ก็คงไม่สามารถปฏิบัติต่อเขาเหมือนคนทั่วไปได้เช่นกัน จุดนี้ จากการที่ได้อยู่ด้วยกันมาโดยตลอด หลี่ลั่วก็ยังพอจะสามารถสัมผัสได้อยู่บ้าง
“ถือว่าจริงใจดี”
เหยียนหลิงชิงดื่มสุราจนหมดจอกอีกครั้งหนึ่งก่อนจะพยักหน้า จากนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย “แต่หากเจ้าคิดจริงจังละก็ หนทางมันก็อีกยาวไกลมากจริงๆ ตอนนี้เจ้ายังเป็นแค่เด็กน้อยในนครหนานเฟิงเท่านั้น ไว้รอวันที่เจ้าได้ไปที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแล้ว เจ้าจะได้รู้เองว่าเหล่าคู่แข่งของเจ้านั้นน่ากลัวมากเพียงใด”
หลี่ลั่วยกจอกสุราขึ้นดื่มจนหมดในคราวเดียวเช่นกัน ก่อนจะครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว “แต่ว่า… ข้าเป็นคู่หมั้นของเจียงชิงเอ๋อร์นะ”
เขาเว้นวรรคครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มกล่าว “อีกอย่าง หากพวกมันคิดจะทำอะไรข้าจริงๆ พี่ชิงเอ๋อร์ต้องปกป้องข้าแน่ ข้าว่าเมื่อถึงตอนนั้น คนที่ต้องเจ็บตัวน่าจะเป็นพวกมันมากกว่า”
เหยียนหลิงชิงเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย นางจ้องมองหลี่ลั่วแล้วกล่าว “แบบนั้นก็เท่ากับว่าเจ้าไปหลบอยู่หลังผู้หญิงไม่ใช่หรือ?”
หลี่ลั่วกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ว่าที่ภรรยาปกป้องว่าที่สามี มันผิดตรงไหน?”
เหยียนหลิงชิงพูดไม่ออก จากนั้นก็เอ่ยพูดอย่างอดไม่ได้ “เจ้านี่… ร้ายจริงๆ”
จากนั้นนางก็หัวเราะออกมาเสียงดัง เพราะด้วยนิสัยของเจียงชิงเอ๋อร์แล้ว นางต้องทำแบบนั้นจริงๆ แน่นอน และแบบนั้นมันจะกลายเป็นการทำร้ายโดยตรงต่อคนพวกนั้นทั้งทางร่างกายและจิตใจพร้อมกันเลยทีเดียว
หลี่ลั่วยิ้มรินสุราให้นางจนเต็มจอก ทั้งสองผลัดกันดื่มไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้ายตอนที่หลี่ลั่วเริ่มรู้สึกมึนหัว เขาก็พบว่าเหยียนหลิงชิงนอนฟุบอยู่บนโต๊ะเสียแล้ว
หลี่ลั่วถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาเขย่าตัวเหยียนหลิงชิงเบาๆ แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆ ทำให้เขารู้สึกเอือมระอาเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้
สุดท้ายหลี่ลั่วจึงได้เดินเข้าไปข้างๆ โอบเอวบางของเหยียนหลิงชิงเอาไว้ข้างหนึ่ง สอดมืออีกข้างไปใต้เข่าของนางจากนั้นก็อุ้มนางขึ้นมา
ในขณะที่หลี่ลั่วกำลังอุ้มเหยียนหลิงชิงออกมาจากภัตตาคาร ก็มีสายตาที่มองมาด้วยความอิจฉาจากรอบข้าง
ทว่าหลี่ลั่วไม่ได้คิดอะไรต่ำช้าเช่นนั้น หลังจากออกมาจากภัตตาคารแล้ว เขาก็เรียกรถม้าที่จอดรออยู่ข้างๆ จากนั้นก็มีสาวใช้คนหนึ่งลงมาจากรถม้า
นี่เป็นสิ่งที่เหยียนหลิงชิงเตรียมการเอาไว้ก่อนแล้ว ดูท่านางคงรู้ดีอยู่แล้วว่าหากดื่มสุราเข้าไป นางต้องเมาหนักแน่ๆ
หลี่ลั่วอุ้มเหยียนหลิงชิงเข้าไปในห้องโดยสารอย่างระมัดระวังก่อนจะกำชับสาวใช้คนนั้นว่า “ไปส่งรองประธานเหยียนที่บ้านด้วย”
สาวใช้รับคำด้วยความเคารพ จากนั้นก็ขับรถจากไป
บนท้องถนน หลี่ลั่วมองตามรถม้าที่ลับหายไปในแสงไฟสว่างไสว บิดขี้เกียจเล็กน้อย จากนั้นก็นึกถึงบทสนทนาระหว่างเขากับเหยียนหลิงชิงเมื่อครู่นี้ ก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ
“ต้องพยายามให้มากกว่านี้อีกหน่อยแล้ว…”
ต่อให้เขาไม่ถือสาเรื่องที่ต้องให้เจียงชิงเอ๋อร์มาปกป้อง แต่เขาก็จะทำให้เจียงชิงเอ๋อร์ขายหน้าไม่ได้เหมือนกัน
และเมื่อหลี่ลั่วหันหลังเดินจากไป ภายในรถม้าที่จากไปไกลแล้ว เหยียนหลิงชิงที่เดิมทีควรจะกำลังเมาพับอยู่กลับลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน
นางนอนอย่างเกียจคร้าน กล่าวพึมพำด้วยรอยยิ้มว่า “ถือว่าไม่เลว ไม่ได้ฉวยโอกาสข้า”
“ไว้กลับไปคงต้องเล่าให้ชิงเอ๋อร์ฟังหน่อยแล้ว คู่หมั้นตัวน้อยของนาง แม้ความแข็งแกร่งจะธรรมดา แต่พี่สาวคนนี้ก็ยอมรับ”
…
ยามเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากหลี่ลั่วตื่นนอนขึ้นมา เขาก็ยังคงรู้สึกปวดหัวตุบๆ ทำเอาเขาถอนหายใจอย่างเอือมระอา ดูท่าต่อไปนี้เขาคงต้องปฏิเสธการดื่มสุรากับเหยียนหลิงชิงแล้ว
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้ว หลี่ลั่วก็เดินตรงไปยังห้องโถงใหญ่ ซึ่งก็เห็นว่าพี่ไช่เวยที่งดงามราวกับดอกไม้กำลังนั่งรอทานอาหารเช้ากับเขาอยู่
หลี่ลั่วยิ้มออกมาอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย
“เมื่อคืนไปดื่มสุรากับเหยียนหลิงชิงมาหรือ?” ไช่เวยตักโจ๊กใส่ถ้วยให้เขาพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หลี่ลั่วพยักหน้ากล่าว “ไม่คิดเลยว่าพี่หลิงชิงจะดื่มสุรา… หนักเหมือนกัน”
ไช่เวยกล่าวอย่างตำหนิเล็กน้อย “เหยียนหลิงชิงนี่ก็จริงๆ เลย เจ้ายังเป็นเด็กอยู่แท้ๆ กลับยังพาเจ้าไปดื่มสุราอีก”
เมื่อหลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที โต้แย้งกลับไปว่า “พี่ไช่เวย พี่อย่ามาเอาเปรียบข้านะ พี่เองก็อายุมากกว่าข้าแค่นิดเดียวเองไม่ใช่หรือ? ทำอย่างกับเป็นแม่ข้าอย่างนั้นแหละ”
ไช่เวยถลึงตาใส่เขาเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวชมเชยว่า “เรื่องที่เจ้าทำที่เรือนซีหยางเมื่อวานนี้ ข้ารู้หมดแล้ว ทำได้ไม่เลวเลย ในที่สุดก็เริ่มช่วยงานได้บ้างแล้วสินะ”
“ช่วงนี้ข้าได้ทยอยขายกิจการและร้านค้าที่ไม่จำเป็นของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่ไปบ้างแล้ว ซึ่งบางส่วนข้าก็ขายให้กับตระกูลตี้ฝ่ากับตระกูลเป้ยในราคาถูกด้วย… ฮ่าฮ่า ได้ยินมาว่าตระกูลซ่งถึงกับไปคุยกับทั้งสองตระกูลนั้นเพราะเรื่องนี้ด้วย แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไร ถึงแม้ว่าเรื่องพวกนี้จะยังไม่สามารถทำให้พวกมันแตกคอกันได้ แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้พวกมันไม่สามารถร่วมมือกันจัดการกับคฤหาสน์ลั่วหลานได้อย่างเต็มที่แล้ว”
“หลังจากขายกิจการที่เป็นภาระพวกนั้นออกไป ตอนนี้เงินทุนของเราก็เพิ่มขึ้นมาไม่น้อยแล้ว น้ำยาแสงวิเศษระดับห้าที่เจ้าต้องการ ช่วงนี้น่าจะสามารถซื้อมาได้ครบแล้ว”
หลี่ลั่วดีใจอย่างมาก “พี่ไช่เวยเก่งจริงๆ ไม่เหมือนพี่หลิงชิง ดื่มไม่เก่งแล้วยังชอบดื่มอีก”
ไช่เวยกะพริบตาปริบๆ “ดื่มไม่เก่ง?”
หลี่ลั่วพยักหน้ากล่าว “เมื่อคืนนางดื่มจนเมาพับไปเลย ข้าต้องให้คนไปส่งนางกลับบ้านด้วย”
ไช่เวยเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “คุณชายน้อยผู้โง่งมของข้าเอ๋ย ระดับเหยียนหลิงชิงน่ะ ต่อให้ดื่มแข่งกับเจ้าสิบคนพร้อมกัน หน้าของนางก็ยังไม่เปลี่ยนสีเลยด้วยซ้ำ”
หลี่ลั่วตะลึงงันไปทันที
ไช่เวยมองสำรวจเขาพร้อมกล่าว “เจ้าไม่ได้ฉวยโอกาสตอนที่นางเมาทำอะไรไม่ดีใช่ไหม? ไม่งั้นทั้งชีวิตนี้นางคงไม่พูดดีๆ เกี่ยวกับเจ้าให้ชิงเอ๋อร์ฟังแน่”
หลี่ลั่วนึกย้อนกลับไปอย่างรวดเร็ว เหมือนว่าเขาจะไม่ได้ทำอะไรเกินเลยแต่อย่างใด จากนั้นถึงค่อยปาดเหงื่อเย็นๆ บนหน้าผาก
เห็นได้ชัดว่า เขาโดนเหยียนหลิงชิงแกล้งเข้าแล้ว
เขาจึงวางชามลงอย่างรู้สึกอับอายขายหน้าพร้อมกล่าวว่า “ข้าไปวิทยาลัยละ”
พูดจบก็วิ่งออกไปทันที ด้านหลังมีเพียงเสียงหัวเราะอันไพเราะของไช่เวยดังไล่หลังมา ทำเอาหลี่ลั่วรู้สึกเศร้าใจ พวกพี่สาวเหล่านี่ร้ายกาจเกินไปแล้ว ข้ายังเด็กอยู่จริงๆ ด้วย