อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 2 บทที่ 47 จงฟู่ผู้ถูกทำโทษให้ยืน (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 2 บทที่ 47 จงฟู่ผู้ถูกทำโทษให้ยืน (อัปเดต)
ท่ามกลางฝูงชน เหล่านักศึกษาที่มุงดูเหตุการณ์ต่างก็มองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าตกตะลึง
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าหลี่ลั่วที่เข้ามาช่วยเหลือ จะพาครูผู้ตรวจตรามาด้วย
“บ้าไปแล้ว คุณชายน้อยผู้นี้ไม่รู้จักธรรมเนียมเลยหรือไง”
“ขี้ขลาดชะมัด แบบนี้ก็เท่ากับว่ามันกลัวจงฟู่น่ะสิ?”
“แค่เรื่องทะเลาะกันระหว่างนักศึกษา แต่กลับไปฟ้องครู หน้าไม่อายจริงๆ”
“ถูกของเจ้า แต่ว่า… เหมือนว่าการฟ้องครูต่างหากถึงจะเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุดไม่ใช่หรือ? การต่อสู้โดยพลการ เดิมทีมันก็ผิดกฎอยู่แล้วนะ”
“เจ้า… ถึงจะเป็นอย่างที่เจ้าพูดก็จริง แต่ว่า… แต่ว่า…” มีคนอ้ำอึ้งอยู่นาน แต่ก็ไม่สามารถโต้แย้งได้อยู่ดี เพราะหากว่ากันตามกฎแล้ว การไปรายงานครูก็เหมือนจะไม่ใช่เรื่องผิดจริงๆ
แต่ทำไมถึงได้รู้สึกไม่ค่อยถูกต้องเลยนะ?
ในขณะที่นักศึกษาบางคนกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จงฟู่ก็รีบปล่อยมือที่กำลังกดหลังจ้าวคั่วออกอย่างรวดเร็ว หันไปยิ้มเจื่อนให้ครูผู้ตรวจตราที่มีสีหน้าเรียบเฉยแล้วกล่าวว่า “ครู พวกเราไม่ได้ต่อสู้กัน พวกเราแค่ล้อเล่นกันเฉยๆ”
“เมื่อครู่เจ้าคิดจะอัดข้าชัดๆ” จ้าวคั่วกล่าว
จงฟู่รีบปฏิเสธอย่างกระอักกระอ่วน “ใช่ที่ไหนเล่า เจ้าอย่าใส่ร้ายข้า”
หลี่ลั่วเดินเข้ามา ยิ้มกล่าว “ไม่เป็นไร บอกความจริงออกมาอย่างกล้าหาญเถอะ”
จงฟู่หัวเราะแห้งๆ “ไม่มี ไม่มี ไม่มีจริงๆ”
ครูผู้ตรวจตรามองดูสถานการณ์ครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองไปที่นักศึกษาหญิงที่ตัวใหญ่บึกบึนราวกับหมีจากวิทยาลัยจงหยางคนนั้น มุมปากกระตุกเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าจะโกหก ก็ช่วยโกหกให้มันเนียนหน่อยไม่ได้รึไง?”
จงฟู่รู้สึกคับแค้นใจมาก วิทยาลัยจงหยางเดิมทีก็เป็นวิทยาลัยที่มีความหยาง[1]สุดขั้ว แทบจะไม่มีนักศึกษาหญิงเลย รุ่นน้องสาวร่างกำยำคนนี้ ก็เป็นนักศึกษาหญิงเพียงคนเดียวที่หนึ่งในยี่สิบอันดับแรกของวิทยาลัยพวกเราแล้วด้วย ปกติพวกเขาต่างก็ทะนุถนอมนางราวกับไข่ในหินเลยทีเดียว
“เจ้า โทษยืนสามชั่วโมง หากน้อยกว่านั้นแม้แต่นาทีเดียว ข้าจะเชิญผู้อำนวยการของพวกเจ้ามารับตัวกลับไปเลย” ครูผู้ตรวจตรากล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
อันที่จริงช่วงนี้มีเรื่องนักศึกษาทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นบ่อยมากเกินไป พวกเขาจึงได้แต่แกล้งหลับตาข้างหนึ่ง แต่ในเมื่อหลี่ลั่วมาแจ้งเรื่องแล้ว พวกเขาก็จำเป็นต้องมาจัดการ มิฉะนั้นก็เท่ากับละเลยการปฏิบัติหน้าที่
หลังจากกล่าวจบ ครูผู้ตรวจตราก็หันหลังเดินจากไปทันที
ในหมู่ผู้คนที่มุงดูอยู่รอบๆ ได้มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังหัวเราะเยาะใครอยู่
จงฟู่ได้แต่ยืนอยู่ที่เดิมอย่างจนใจ ไม่กล้าขยับเขยื้อน ซึ่งหลี่ลั่วก็เดินเข้ามา ยิ้มกล่าวว่า “เจ้าอยากรู้เรื่องของข้ามากขนาดนั้นเลย? ถึงกับต้องลงทุนใช้จ้าวคั่วมาบีบบังคับให้ข้ามา”
จงฟู่จ้องมองหลี่ลั่ว ถอนหายใจกล่าว “เพราะคนอื่นๆ ต่างก็บอกว่าคุณชายน้อยอย่างเจ้าไม่มีอะไรน่ากลัว แต่ข้ากลับรู้สึกว่าเจ้าอาจจะเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการสอบใหญ่ครั้งนี้ ดังนั้นข้าจึงต้องลองเชิงเจ้าดูสักหน่อย”
หลี่ลั่วกล่าวด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย “เจ้าประเมินข้าสูงขนาดนั้นเชียว?”
จงฟู่พยักหน้า กล่าวว่า “เพราะข้ารู้ถึงความน่ากลัวของเจียงชิงเอ๋อร์ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคนที่หมั้นหมายกับนางจะเป็นคนที่ไร้ความสามารถจริงๆ”
“เจ้าเคยสู้กับเจียงชิงเอ๋อร์?” หลี่ลั่วยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
จงฟู่ถอนหายใจออกมาหนึ่งคำ “สู้บ้าอะไรล่ะ ครั้งนั้นนางแค่เหลือบมองข้าแวบเดียว ข้าก็ตกใจจนขาชาหมดแล้ว”
“แต่หลี่ลั่ว ที่เจ้าปิดบังตัวเองไม่อยากลงมือ ดูท่าเจ้าคงซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้จริงๆ สินะ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าในการสอบใหญ่ครั้งนี้ เจ้าจะแสดงพลังการต่อสู้แบบใดออกมากันแน่”
“ไว้เจอกันในการสอบใหญ่ เจ้าก็รู้เอง”
หลี่ลั่วยิ้ม จากนั้นก็ตบไหล่จงฟู่ “เช่นนั้นเจ้าก็ยืนอยู่ตรงนี้ต่อไปเถอะ ข้าขอกลับไปนอนก่อนล่ะ”
กล่าวจบ เขาก็พาจ้าวคั่วเดินจากไปท่ามกลางสายตาประหลาดใจของฝูงชน
จงฟู่มองตามพวกเขาไปอย่างจนใจ จากนั้นเขาก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างออก สีหน้าพลันเปลี่ยนไป
“มารดามันเถอะ ถูกทำโทษให้ยืนแบบนี้ แล้วจะไปร่วมงานเลี้ยงของซือคงคืนนี้ได้อย่างไร? เขาคงไม่คิดว่าข้าทรยศเขา ไม่ให้เกียรติเขาหรอกใช่ไหม?”
…
ที่ใดสักแห่งในสวนไป๋หลิง ภายในห้องห้องหนึ่ง
ซือคงต้อนรับเซี่ยงเหลียงและฉือซูที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยน อีกทั้งยังรินชาให้กับทั้งสองด้วยตัวเอง พูดจาอย่างสุภาพ
ทั้งสามสนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง ฉือซูก็ขมวดคิ้วกล่าว “ทำไมจงฟู่ยังไม่มาอีก?”
เซี่ยงเหลียงเองก็รู้สึกแปลกใจ เพราะจงฟู่ก็ดูเหมือนจะสนใจข้อเสนอของซือคงเหมือนกัน ดังนั้นเขาน่าจะมา
ซือคงยังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า แต่แววตาของเขากลับดูลึกลับ หรือว่าจงฟู่ไม่อยากไว้หน้าเขากันนะ?
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีคนเคาะประตูเข้ามา กระซิบบอกอะไรบางอย่างข้างหูเขา จากนั้นบนใบหน้าของเขาก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
ซือคงโบกมือไล่คนผู้นั้นออกไป จากนั้นจึงมองไปทางทั้งสองคน ยิ้มกล่าว “คืนนี้จงฟู่อาจจะมาไม่ได้แล้ว”
“เกิดอะไรขึ้น?” เซี่ยงเหลียงกับฉือซูถามอย่างประหลาดใจ
“เขาไปลองเชิงหลี่ลั่ว ผลสุดท้ายถูกหลี่ลั่วไปฟ้องครูผู้ตรวจตรา จนถูกทำโทษให้ยืนอยู่กับที่สามชั่วโมง” ในขณะที่ซือคงกำลังพูดอยู่นั้น สีหน้าของเขาก็ดูแปลกๆ เล็กน้อย
“หา?”
เซี่ยงเหลียงกับฉือซูร้องออกมาอย่างอดไม่ได้ จากนั้นทั้งสองคนก็มองหน้ากันไปมา รู้สึกหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
“เจ้าหลี่ลั่วผู้นี้ ทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้านเขาจริงๆ” เซี่ยงเหลียงยิ้มกล่าวอย่างอดไม่ได้
ไปฟ้องครู เจ้าหมอนี่มันคิดได้อย่างไรกันนะ ไม่กลัวคนอื่นหัวเราะเยาะเลยหรือไร?
“หรือว่าเขาไม่มีความสามารถพอที่จะรับมือกับจงฟู่ได้จริง ถึงต้องใช้วิธีการแบบนี้” ฉือซูกล่าว
“ข้าก็บอกแล้ว ไม่เห็นต้องไปลองเชิงเจ้าหลี่ลั่วนั่นเลย มันก็แค่ตัวประกอบที่ไม่มีค่าให้สนใจ ไม่เห็นจำเป็นต้องระวังมันขนาดนั้นเลย” เซี่ยงเหลียงเบะปากกล่าว
ซือคงยิ้มกล่าว “การที่จงฟู่ระวังตัวเอาไว้ก็เป็นเรื่องดี หากต้องเจอกับหลี่ลั่วในการสอบใหญ่ ค่อยลงมือจัดการทิ้งไปก่อนก็แล้วกัน จะได้ไม่เกิดเรื่องไม่คาดฝันอะไรขึ้น”
แต่เห็นได้ชัดว่า เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก แต่กลับเปลี่ยนเรื่องสนทนาไปยังเรื่องหลักในวันนี้แทน “ถึงแม้ว่าจงฟู่จะมาไม่ได้ แต่จุดประสงค์ที่พวกเรามาพบกันในวันนี้ จะเลื่อนออกไปเพราะเรื่องนี้ไม่ได้”
“พวกเราล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นก็คือการดึงวิทยาลัยหนานเฟิงลงจากตำแหน่งวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่”
“ส่วนคนที่แข็งแกร่งที่สุดของวิทยาลัยหนานเฟิงในปีนี้ ก็คือหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ ตราบใดที่พวกเรากำจัดนางได้ วิทยาลัยหนานเฟิงก็จะหมดสิทธิ์ในการแย่งชิงตำแหน่งอันดับหนึ่ง และในปีนี้พวกเขาก็จะไม่มีทางมีนักศึกษาสอบติดมากที่สุดอย่างแน่นอน”
“ข้อเสนอของข้าเรียบง่ายมาก ในช่วงสุดท้าย พวกเราต้องร่วมมือกันเล่นงานหลี่ว์ชิงเอ๋อร์”
เซี่ยงเหลียงกับฉือซูมองหน้ากัน ต่างก็เห็นความกังวลในแววตาของอีกฝ่าย จากนั้นก็เอ่ยถามข้อสงสัยในใจออกมา “การร่วมมือกันจัดการหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงตอนนั้นต่อให้นางสู้ไม่ได้ แต่นางก็น่าจะมีความสามารถพอที่จะหนีออกไปได้อยู่ดี อีกทั้งในช่วงสุดท้ายย่อมต้องมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งคนอื่นๆ อยู่อีกเป็นแน่ หากพวกเราสู้กับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์รุนแรงเกินไป อาจถูกคนอื่นฉวยโอกาสได้”
ซือคงยิ้มบางๆ “ข้าจะเตรียมการทุกอย่างเอง พวกเจ้าแค่ไปปรากฏตัวตามเวลาและสถานที่ที่ข้าจัดเตรียมเอาไว้ก็พอ”
เซี่ยงเหลียงกับฉือซูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พยักหน้า
“เช่นนั้นก็ทำตามที่เจ้าบอก วิทยาลัยหนานเฟิงครองตำแหน่งวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่มานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาเปลี่ยนคนบ้างแล้ว”
ซือคงยิ้มกว้างมากขึ้น จากนั้นก็ยกถ้วยชาขึ้น
ถ้วยชาของทั้งสามกระทบกันเบาๆ
“เช่นนั้นก็ ขอให้แผนการราบรื่น”
———————-
[1] ธาตุหยาง จากหยินหยาง สื่อถึงความเป็นชาย