อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 3 บทที่ 61 ปิดล้อมล่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 3 บทที่ 61 ปิดล้อมล่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ (อัปเดต)
ในตอนที่ผนังผลึกขนาดมหึมาตรงเชิงเขาของภูเขาไป๋หลิงฉายภาพหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่กำลังถูกปิดล้อมโจมตีออกมานั้น ก็ได้มีเสียงฮือฮามากมายนับไม่ถ้วนระเบิดออกมาทันที สายตาทุกคู่ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นตะลึง
“นั่นหลี่ว์ชิงเอ๋อร์จากวิทยาลัยหนานเฟิงไม่ใช่หรือ? คนที่ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง”
“นี่ถูกจ้องเล่นงานแล้วอย่างนั้นหรือ? นั่นมันซือคง ทั้งยังมีเซี่ยงเหลียง ฉือซู และจงฟู่ด้วย จิ๊จิ๊จิ๊ มีแต่พวกคะแนนอันดับต้นๆ ทั้งนั้นเลยนะ”
“วิทยาลัยหนานเฟิงแย่แล้วคราวนี้ ดูท่าทางซือคงจะเตรียมตัวมาอย่างดี เกรงว่าคงวางแผนเรื่องนี้มานานแล้ว หากหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ถูกพวกเขาจัดการไปละก็ เมื่อสูญเสียอันดับหนึ่งไป วิทยาลัยหนานเฟิงในปีนี้อาจจะถูกวิทยาลัยตงยวนแซงหน้าก็ได้”
“คนพวกนี้ไม่หน้าด้านไปหน่อยหรือ ถึงกับล้อมโจมตีแม่สาวน้อยที่หน้าตางดงามขนาดนี้”
“แบบนี้มันก็ไม่ได้ผิดกฎเสียหน่อย คงต้องบอกว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ประมาทเกินไปมากกว่า”
“…”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ดังระงมไปทั่วทั้งบริเวณเชิงเขา แต่ทุกคนล้วนตื่นเต้นกันอย่างมาก เพราะไม่ว่าจะมองอย่างไร การต่อสู้ครั้งนี้น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นเร้าใจที่สุดของการสอบใหญ่ครั้งนี้แล้ว
ภายในศาลา เหยียนหลิงชิงกับไช่เวยก็กำลังมองดูภาพบนผนังผลึกเช่นกัน ต่างก็มีสีหน้าตึงเครียดเล็กน้อย
“หลี่ว์ชิงเอ๋อร์อาจจะเกิดเรื่องก็ได้” ไช่เวยกล่าว
“นี่มันเป็นแผนการที่มุ่งเป้าไปที่วิทยาลัยหนานเฟิงชัดๆ” เหยียนหลิงชิงกล่าวอย่างตรงประเด็น
ฝ่ายตรงข้ามสามารถรับรู้การเคลื่อนไหวของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังไม่เพียงแต่ส่งซือคงออกโรงเท่านั้น ยังเชิญบุคคลที่อยู่ในห้าอันดับแรกบนกระดานคะแนนมาอีกสามคนด้วย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่คิดจะเปิดโอกาสให้หลี่ว์ชิงเอ๋อร์หลบหนีได้เลยแม้แต่น้อย
“แย่แล้วสิ”
ไช่เวยขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะหลี่ลั่วเป็นคนของวิทยาลัยหนานเฟิง แน่นอนว่านางย่อมต้องอยู่ข้างหลี่ลั่ว อีกทั้งก่อนหน้านี้แม่หนูหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ผู้นี้ยังเคยช่วยเหลือเรือนซีหยางด้วย ดังนั้นนางย่อมไม่ต้องการให้หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ตกรอบ
แต่เห็นได้ชัดว่า ความคิดของนางไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ปิดล้อมโจมตีที่ถูกวางแผนไว้อย่างแยบยลครั้งนี้ได้
ภายในศาลาหลัก บรรยากาศพลันเงียบลง ราวกับว่าการไหลเวียนของอากาศก็ถูกหยุดเอาไว้ด้วยเช่นกัน
เพราะผู้อำนวยการเฒ่ามีสีหน้าบูดบึ้งลงอย่างกะทันหัน บนร่างกายของเขาเริ่มมีพลังอัตลักษณ์อันแข็งแกร่งทรงพลังแผ่ออกมารางๆ ก่อเกิดเป็นแรงกดดันอันหนักหน่วง
แต่ผู้ว่าซือที่อยู่ข้างๆ กลับไม่ได้สนใจแรงกดดันนั่นเลยแม้แต่น้อย มุมปากของมันกลับมีรอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้น
“ดูเหมือนว่าผู้ว่าซือจะลงทุนไปไม่น้อยกับการปิดล้อมครั้งนี้สินะ?” เสียงทุ้มต่ำของผู้อำนวยการเฒ่าดังขึ้น
การปิดล้อมครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่วิทยาลัยตงยวนเท่านั้น ยังมีคนของวิทยาลัยอีกสามแห่งเข้าร่วมด้วย ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่านี่เป็นแผนการที่เตรียมการกันไว้มานานแล้ว ไม่ใช่การตัดสินใจชั่ววูบอย่างแน่นอน
เซี่ยงเหลียง ฉือซู และจงฟู่ ทั้งสามคนเป็นแค่นักศึกษาเท่านั้น การที่พวกเขาเลือกจะร่วมมือกับซือคง เป็นไปได้สูงว่าจะได้รับคำสั่งจากวิทยาลัยเบื้องหลัง และผู้ที่สามารถชักจูงให้วิทยาลัยหลายแห่งร่วมมือกันต่อต้านวิทยาลัยหนานเฟิงได้ ในทั่วทั้งมณฑลเทียนสู่นี้ เกรงว่าจะมีเพียงผู้ว่าซือผู้นี้เท่านั้นที่ทำได้
ผู้ว่าซือกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “วิทยาลัยหนานเฟิงผูกขาดตำแหน่งวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่มานานเกินไปแล้ว การที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น บอกได้แค่ว่าเป็นเพราะความต้องการของทุกคน”
“ผู้ว่าซือนี่ พอมาอยู่ที่มณฑลเทียนสู่แล้วก็เป็นปลาเน่าที่ทำให้เหม็นไปทั้งข้องเลยนะ” ผู้อำนวยการเฒ่าพูดจาจิกกัดถากถางอย่างไม่ไว้หน้า
แววตาของผู้ว่าซือฉายแววโกรธเกรี้ยวออกมาเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบว่า “เป็นผู้อำนวยการเฒ่าเองที่บีบให้เป็นแบบนี้”
“วางใจเถอะ การประเมินผลงานของราชสำนักในปีนี้ ข้าจะยังประเมินให้เจ้าต่ำเหมือนเดิม เมื่อถึงเวลานั้น ผู้ว่าซือก็คงต้องย้ายตำแหน่งแล้วล่ะนะ” ผู้อำนวยการเฒ่ากล่าวเสียงเย็น
ในที่สุดบนใบหน้าของผู้ว่าซือก็เผยรอยยิ้มเย็นเยียบออกมากล่าว “เช่นนั้นเจ้าก็วางใจได้เลย หากสูญเสียป้ายวิทยาลัยอันดับหนึ่งไปละก็ การประเมินของวิทยาลัยหนานเฟิงก็ไม่ได้มีน้ำหนักมากขนาดนั้นอีกแล้วละ”
ทั้งสองไม่ได้สบตากัน แต่ความโกรธแค้นในคำพูดของพวกเขานั้นก็ทำให้บรรยากาศในศาลาหลักแห่งนี้หนักอึ้งขึ้นถึงขีดสุด
ส่วนครูที่ปรึกษาอันเลี่ยนั้นก็เพียงทำเฉย ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายอย่างสิ้นเชิง เพราะเขาเห็นเรื่องแบบนี้มาบ่อยมากแล้ว เอาเป็นว่าตราบใดที่ไม่มีใครทำผิดกฎ เขาก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด
สายตาของเขามองไปยังภาพบนผนังผลึกเพียงอย่างเดียว ส่ายหน้าเบาๆ ในใจ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ เด็กสาวที่ชื่อหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ผู้นั้น คงจะหมดหวังแล้ว…
…
ท่ามกลางซากปรักหักพัง
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์มองไปยังซือคงที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเย็นเยียบ เสียงอันใสกังวานของนางเต็มไปด้วยความเย็นชา “เพื่อการนี้แล้ว ดูท่าเจ้าคงจะพยายามไม่น้อยเลยนะ”
“เพราะข้าให้ความสำคัญกับชิงเอ๋อร์เจ้ามากที่สุดยังไงล่ะ” ซือคงยิ้มกล่าว
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ส่ายหน้าเบาๆ รู้ดีว่าถึงพูดมากไปก็เปล่าประโยชน์ จึงรวบรวมพลังอัตลักษณ์สีขาวราวกับน้ำแข็งขึ้นมาจนแผ่ทะลักออกมาจากร่างกายอันงดงาม บนถุงมือใยไหมน้ำแข็งทั้งสองข้างของนางก็มีเกล็ดสีขาวเล็กๆ ตั้งตรงขึ้นมาราวกับลิ้นของพยัคฆ์ เพียงแค่จับลงไปเบาๆ ก็คงสามารถฉีกเนื้อหนังของคนออกเป็นชิ้นๆ ได้แล้ว
เห็นได้ชัดว่า ถุงมือใยไหมน้ำแข็งคู่นี้ได้ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งมันก็คืออาวุธของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์
เซี่ยงเหลียง ฉือซู และจงฟู่ ต่างก็รีบโคจรพลังอัตลักษณ์ขึ้นมาเช่นกัน หยิบอาวุธของตัวเองออกมา จ้องมองไปที่หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ด้วยแววตาที่ดุร้ายแต่หวาดระแวง
บรรยากาศพลันตึงเครียดลงในพริบตา
วินาทีถัดมา พวกเซี่ยงเหลียงทั้งสามคนก็ลงมือทันที พุ่งเข้าใส่จากสามทิศทางด้วยความเร็วสูงราวกับสายฟ้าฟาด การโจมตีอันดุดันอำมหิตได้ถาโถมเข้าใส่หลี่ว์ชิงเอ๋อร์จากทุกทิศทุกทาง
เส้นผมสีดำยาวสลวยของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ได้โบกสะบัดไปตามพลังอัตลักษณ์ เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีของทั้งสามคน นางไม่เพียงแต่ไม่ถอยกลับไปด้านหลัง แต่กลับยังเป็นฝ่ายพุ่งเข้าหาอย่างไม่เกรงกลัว
พลังอัตลักษณ์สีขาวราวกับน้ำแข็งคำรามลั่น ทำให้อากาศโดยรอบเย็นเยียบลงทันที บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังเริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งปรากฏขึ้นมารางๆ
ตูม!
พลังอัตลักษณ์ทั้งสี่สายปะทะกันโดยตรง ก่อให้เกิดแรงอัดกระแทกของพลังอัตลักษณ์กระจายออกไป แต่คนที่สีหน้าเปลี่ยนไปกลับกลายเป็นพวกเซี่ยงเหลียงสามคน เพราะพวกเขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพลังอัตลักษณ์ของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์นั้นดุดันป่าเถื่อนเพียงใด มันสามารถสลายพลังอัตลักษณ์ของพวกเขาทั้งหมดได้ในพริบตา
“ความแข็งแกร่งระดับเก้าตราจริงๆ ด้วย!”
“อัตลักษณ์น้ำแข็งระดับเจ็ดขั้นสูง!”
ความคิดเหล่านี้ผุดขึ้นมาในใจของทั้งสามคน ก่อนจะพุ่งเข้าหาหลี่ว์ชิงเอ๋อร์อีกครั้ง
“ฝ่ามือเพลิงสีชาด!” เซี่ยงเหลียงแผดเสียงคำรามลั่น พลังอัตลักษณ์สีแดงเพลิงแผ่ออกมาจากร่างกายอย่างรุนแรง ฟาดออกไปหนึ่งฝ่ามือ เห็นเพียงฝ่ามือสีแดงเพลิงอันร้อนระอุพุ่งตรงไปทางหลี่ว์ชิงเอ๋อร์
“วิชาเถาวัลย์พิษ!”
ฉือซูประกบฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน พลังอัตลักษณ์สีเขียวมรกตพุ่งออกไปตามพื้นดินอย่างรวดเร็ว ราวกับกลายเป็นเถาวัลย์สีเขียว พุ่งเข้ารัดข้อเท้าอันบอบบางของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ราวกับประกายสายฟ้า
“แส้วารี!”
จงฟู่สะบัดแขนเสื้อออกไป เห็นเพียงแส้สีน้ำเงินสายหนึ่งพุ่งทะลวงเวหาออกไป ตรงไปยังหว่างคิ้วของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์พร้อมกับความชื้นแฉะ
เห็นได้ชัดว่าทั้งสามคนเตรียมตัวกันมาอย่างดี โจมตีประสานได้เข้ากันอย่างมาก การโจมตีพุ่งตรงไปยังจุดตายทั้งหมดของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ได้พร้อม
“วงแหวนน้ำแข็ง!”
ทว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์กลับกระทืบเท้าลงอย่างกะทันหัน พลันมีวงแหวนแสงสีน้ำเงินอ่อนแผ่ออกมาโดยมีร่างกายของนางเป็นจุดศูนย์กลาง พื้นที่ที่วงแหวนแสงผ่านไป ล้วนถูกน้ำแข็งเกาะกุม ทั้งยังสามารถสลายการโจมตีของพวกเซี่ยงเหลียงทั้งสามคนลงได้
การโจมตีของพวกเซี่ยงเหลียงสามคนพลันหยุดชะงักไป
ทว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์กลับพุ่งเข้าโจมตีเซี่ยงเหลียงอย่างรุนแรง ฝ่ามือน้อยๆ ของนางเคลื่อนไหวพร้อมกับไอเย็นยะเยือก ทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งร่าง
ภายใต้การโจมตีของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ เซี่ยงเหลียงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทันที สะบักสะบอมอย่างหนัก หากไม่ใช่เพราะจงฟู่กับฉือซูรีบเข้ามาช่วยเหลือไว้ได้ทัน เกรงว่าอีกเพียงครู่เดียวเขาก็คงพ่ายแพ้ไปแล้ว
การต่อสู้ดุเดือดปะทุขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพัง ทำเอาผู้พบเห็นต่างตาลายไปตามๆ กัน
แต่ที่น่าตกใจคือ แม้จะเป็นการต่อสู้แบบสามต่อหนึ่ง แต่ทุกคนล้วนมองออกว่าในสนามรบแห่งนี้ คนที่เหนือกว่ากลับกลายเป็นหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่สามารถกดดันคนทั้งสามเอาไว้ได้
พลังต่อสู้เช่นนี้ ทำให้ผู้คนมากมายที่อยู่นอกภูเขายังต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ เด็กสาวที่หน้าตางดงามผู้นี้ กลับห้าวหาญและปราดเปรียวถึงเพียงนี้เลยหรือ
“ซือคง ยังไม่ลงมืออีก?!” เมื่อสถานการณ์เริ่มเลวร้ายลง เซี่ยงเหลียงก็แผดเสียงคำรามออกมาอย่างอดไม่ได้
ตูม!
ทันทีที่เสียงของเขาดังขึ้น เหมือนว่าจะมีเสียงฟ้าร้องดังขึ้นเบาๆ ท่ามกลางซากปรักหักพังแห่งนี้ทันที มีประกายสายฟ้าแลบผ่านไปอย่างรวดเร็ว พุ่งตรงไปยังหลี่ว์ชิงเอ๋อร์
การโจมตีอันดุดันที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ดวงตาของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์หรี่ลงเล็กน้อย แต่นางก็ไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด เพราะนางคาดการณ์ไว้ก่อนแล้วว่าซือคงจะเข้ามาร่วมวงด้วย
ทันใดนั้น บนถุงมือใยไหมก็มีพลังอัตลักษณ์อันเย็นเยียบก่อตัวขึ้น ราวกับมีเกล็ดน้ำแข็งบางๆ ปรากฏขึ้นบนถุงมือแล้วแผ่ขยายออกไป
นางฟาดฝ่ามือออกไป ปะทะเข้ากับปลายหอกที่มีประกายสายฟ้าวิ่งแล่นไปเต็มๆ
ฉึก!
ในพริบตาที่น้ำแข็งและสายฟ้าปะทะกัน พวกมันก็แผ่ขยายออกไป ปกคลุมเต็มพื้นที่โดยรอบ
ส่วนร่างกายอันบอบบางของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็สั่นเทาเล็กน้อย ก่อนจะกระเด็นถอยหลังกลับไปพร้อมกับเงาร่างที่พุ่งเข้ามาโจมตี
ในการสอบใหญ่ครั้งนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไม่สามารถชิงความได้เปรียบในการต่อสู้กับผู้อื่นได้
บนใบหน้างดงามของนางเผยความตึงเครียดออกมาเล็กน้อย นางมองไปยังเงาร่างที่ถูกปกคลุมไปด้วยพลังอัตลักษณ์สายฟ้าที่อยู่ตรงหน้าพร้อมกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “อัตลักษณ์สายฟ้าระดับเจ็ดขั้นสูง แข็งแกร่งจริงๆ”
“อัตลักษณ์น้ำแข็งระดับเจ็ดขั้นสูงของชิงเอ๋อร์เองก็ไม่ธรรมดา” ซือคงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าไม่มีทางหนีรอดไปได้แล้ว”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์เงียบไปครู่หนึ่ง ความแข็งแกร่งของซือคงนั้นไม่ได้อ่อนแอกว่านางเลย ตอนนี้ยังมีพวกเซี่ยงเหลียงสามคนมาร่วมมืออีก นางตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมากจริงๆ
แต่หากคิดว่าแค่นี้ก็จะทำให้นางยอมจำนนโดยง่ายละก็ คงจะไร้เดียงสาเกินไปหน่อยแล้ว
“ในเมื่อพวกเจ้าอยากเล่น เช่นนั้นข้าก็จะเล่นกับพวกเจ้าให้ถึงที่สุด” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เมื่อได้ยินคำพูดของนาง เซี่ยงเหลียงและคนอื่นๆ ก็รู้สึกหวั่นใจขึ้นมาทันที
ภายใต้สายตาของผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน หลี่ว์ชิงเอ๋อร์พลันยื่นมือออกไป ถอดถุงมือใยไหมน้ำแข็งออกจากมือทั้งสองข้างอย่างช้าๆ
ทันทีที่ถอดถุงมือออก มือของนางทั้งสองข้างก็ถูกเผยออกมา
เมื่อเห็นเช่นนั้น ดวงตาของเซี่ยงเหลียงและคนอื่นๆ ก็หดเล็กลงทันที ส่วนสีหน้าของซือคงก็มีความตึงเครียดปรากฏขึ้น
“ไพ่ตายใบนี้ ในที่สุดก็ยอมใช้ออกมาแล้วสินะ…”