อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 3 บทที่ 64 ไม่มีตัวประกันแล้ว (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 3 บทที่ 64 ไม่มีตัวประกันแล้ว (อัปเดต)
ภายในซากไป๋หลิง ตอนนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย
เนื่องจากนักศึกษาที่ยังคงอยู่ที่นี่ต่างก็ได้รับข่าวที่ซือคงและพรรคพวกปล่อยออกไป นั่นก็คือหลี่ว์ชิงเอ๋อร์จากวิทยาลัยหนานเฟิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้กำลังหลบซ่อนตัวอยู่
ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป ก็ทำให้ผู้คนต่างเกิดความหวั่นไหวขึ้นมาทันที เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่าตอนนี้หลี่ว์ชิงเอ๋อร์เป็นอันดับหนึ่งของตาราง หากใครโชคดีหานางเจอ ก็อาจจะสามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้ในทันทีเลยไม่ใช่หรือ?
ก่อนหน้านี้ พวกเขากลัวหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เพราะความแข็งแกร่งของนาง แต่ตอนนี้นางบาดเจ็บสาหัสแล้ว เช่นนั้นพวกเขายังมีอะไรต้องกลัวอีก?
ดังนั้น นักศึกษาบางคนที่ถูกความโลภครอบงำจึงเริ่มออกตระเวนค้นหาอย่างอดไม่ได้ ต่างก็ค้นหากันอย่างดุเดือดราวกับจะพลิกแผ่นดินขึ้นมายังไงยังงั้น
…
บนกำแพงที่พังทลาย ซือคงมองไปยังความวุ่นวายและความโกลาหลในซากไป๋หลิงด้วยสีหน้าเรียบเฉย ตอนนี้พวกเขาตามหามาเกือบชั่วโมงแล้ว แต่หลี่ลั่วกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็ราวกับหายไปจากโลกนี้แล้ว ไม่มีร่องรอยหลงเหลืออยู่เลย
“ไม่รู้ทำไม ข้ามักจะรู้สึกกังวลอยู่ตลอดเลย” ซือคงหันไปขมวดคิ้วกับเซี่ยงเหลียงและคนอื่นๆ
จงฟู่กล่าวว่า “อย่าเพิ่งร้อนใจไป ในสถานการณ์แบบนี้ พวกมันซ่อนตัวได้ไม่นานหรอก”
ซือคงถอนหายใจออกมา เขารู้ดีว่าถึงร้อนใจไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่ความรู้สึกกังวลอย่างพิลึกพิลั่นที่เกิดขึ้นในใจนั้น มันทำให้เขาอึดอัดอย่างมาก
ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นจึงหันไปมอง ซึ่งก็เห็นซ่งอวิ๋นเฟิงเดินออกมาจากซากปรักหักพังไม่ไกลมากนัก อีกทั้งในมือของเขา ก็เหมือนจะกำลังลากใครบางคนมาด้วย
“ข้าน่าจะสามารถบีบบังคับให้หลี่ลั่วออกมาได้นะ” ซ่งอวิ๋นเฟิงยิ้มบางๆ
เขาชี้ไปที่เงาร่างที่ถูกมัดอย่างแน่นหนาในมือแล้วกล่าว “คนผู้นี้ชื่อจ้าวคั่ว เป็นสหายสนิทของหลี่ลั่วในวิทยาลัย ก่อนหน้านี้มันกับอวี๋ล่างติดตามหลี่ลั่วมาตลอด”
“ที่หลี่ลั่วรู้ความเคลื่อนไหวของพวกเจ้าได้ น่าจะเป็นเพราะอวี๋ล่างไปพบเจอเข้าก่อน เลยไปแจ้งข่าวหลี่ลั่ว แต่ตอนที่มันแอบเห็นพวกเจ้าก่อนหน้านี้ มันไม่ทันสังเกตเห็นว่าข้าเองก็แอบจับตาดูมันอยู่เหมือนกัน”
“ตอนที่พวกเจ้าสู้กับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ ข้าก็เลยแอบย่องเข้าไป จับจ้าวคั่วเอาไว้ได้ แต่อวี๋ล่างมันไวอย่างกับลิง เลยหนีไปได้”
ตอนนี้จ้าวคั่วถูกมัดมือมัดเท้าเอาไว้ แม้แต่ปากก็ถูกปิดเอาไว้ สองตาจ้องเขม็งไปที่ซ่งอวิ๋นเฟิงด้วยความโกรธแค้นราวกับจะพ่นไฟออกมา
ก่อนหน้านี้ ตอนที่ซ่งอวิ๋นเฟิงเจอพวกเขา อันที่จริงพวกเขาก็รู้สึกตัวเช่นกัน แต่เพราะเป็นนักศึกษาจากวิทยาลัยเดียวกัน พวกเขาจึงลดความระวังลงไปไม่น้อย อีกทั้งต่างฝ่ายต่างก็ไม่สามารถแย่งชิงคะแนนกันได้อยู่แล้วด้วย
แต่สิ่งที่เขาและอวี๋ล่างคาดไม่ถึงก็คือ ซ่งอวิ๋นเฟิงจะจู่โจมพวกเขาอย่างกะทันหัน
ในช่วงเวลาคับขันนั้น จ้าวคั่วจึงได้ตั้งใจพุ่งเข้าชนซ่งอวิ๋นเฟิงเพื่อถ่วงเวลาให้อวี๋ล่างหลบหนีไปได้ แต่ตัวเขาเองกลับถูกจับไว้
ซ่งอวิ๋นเฟิงไม่ได้สนใจสายตาอันเกรี้ยวกราดของจ้าวคั่วแม้แต่น้อย กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าในการสอบใหญ่ครั้งนี้จะห้ามทำร้ายชีวิตกัน แต่พวกเราก็สามารถแขวนมันขึ้นไปแล้วเล่นสนุกกับมันได้ ข้าเชื่อว่าหลี่ลั่วต้องเห็นแน่ เมื่อถึงตอนนั้น ก็รอดูว่ามันจะยอมปรากฏตัวออกมาช่วยเหลือสหายสนิทของมันหรือไม่”
“ฮ่าฮ่า หยุนเฟิง เจ้านี่ช่างมาได้ถูกเวลาจริงๆ” ซือคงพุ่งตัวลงมา หัวเราะลั่นอย่างอดไม่ได้
จากนั้นก็หันไปกล่าวกับฉือซูว่า “เอาจ้าวคั่วไปแขวนไว้ในที่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าหลี่ลั่วจะเลือกพี่น้องหรือหลี่ว์ชิงเอ๋อร์”
จงฟู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวว่า “มันจะเกินเหตุไปหน่อยหรือเปล่า?”
ซือคงโบกมือ กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ถ้าหลี่ลั่วไม่มาจุ้นเรื่องของพวกเรา ก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นหรอก ทุกอย่างเป็นเพราะมันทำตัวเองทั้งนั้น”
เมื่อฉือซูได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับคำ ยกมือขึ้น พลันมีเถาวัลย์สีเขียวเลื้อยออกมาพันรัดตัวจ้าวคั่วเอาไว้
…
ภายในโพรงต้นไม้
หลี่ลั่วลืมตาขึ้น มองไปทางหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ตรงหน้า พบว่าใบหน้าของนางแดงก่ำ ร่างกายสั่นเทิ้มเล็กน้อย จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กัดริมฝีปากแน่น ส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “เสร็จหรือยัง?”
หลี่ลัวพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็ปล่อยมือจากมือน้อยๆ ของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ออก ส่วนนางก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ร่างกายที่ตึงเขม็งก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย
รอยแดงบนใบหน้าของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์จางหายไป นางตรวจสอบอาการบาดเจ็บภายในร่างกายอย่างคร่าวๆ ก่อนตกใจเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ “อาการบาดเจ็บของข้าหายดีเกือบแปดส่วนแล้ว”
เวลาผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง อาการบาดเจ็บของนางกลับถูกหลี่ลั่วรักษาได้ถึงขนาดนี้
ความสามารถในการรักษาของเจ้าหมอนี่มันร้ายกาจขนาดนี้เลยหรือ?
“หลี่ลั่ว เจ้าเก่งเกินไปแล้ว!” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าวด้วยความยินดี
หลี่ลั่วโบกมืออย่างถ่อมตัวแล้วกล่าวว่า “เจ้ารีบฟื้นฟูพลังอัตลักษณ์ของเจ้าก่อนเถอะ”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็หลับตาลงอย่างช้าๆ เริ่มใช้วิชาชักนำพลังของตัวเองเพื่อฟื้นฟูพลังอัตลักษณ์ที่สูญเสียไป
ส่วนหลี่ลั่วก็ลุกขึ้นยืน เดินไปที่ปากโพรงต้นไม้ มองออกไปยังซากปรักหักพังเบื้องหน้าจากนั้นแววตาของเขาก็พลันเย็นเยียบขึ้นมาทันที มองไปยังทิศทางหนึ่งด้วยสีหน้าบึ้งตึง
เขาหันกลับไปมองหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่กำลังรักษาตัวอยู่ โคจรพลังอัตลักษณ์น้ำ ใช้ “วิชาเงาวารี” ออกมาปกคลุมร่างกายตัวเองเอาไว้ รอจนกระทั่งเงาร่างของเขาจางลงไปมากแล้ว เขาจึงค่อยๆ ย่องออกจากโพรงต้นไม้อย่างรวดเร็ว
เงาร่างจางๆ ของหลี่ลั่วกระโดดไปตามซากปรักหักพัง หลังจากผ่านไปสิบกว่านาที เขาก็หยุดลงในจุดที่ลับสายตา มองไปยังลานกว้างเบื้องหน้าด้วยแววตาเย็นชา
ตรงนั้นมีเงาร่างหนึ่งถูกแขวนอยู่หอสูง เป็นจ้าวคั่วนั่นเอง
ซือคงและคนอื่นๆ ยืนอยู่โดยรอบ กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง
“หลี่ลั่ว ข้ารู้ว่าเจ้าเห็นที่นี่ ข้าจะไม่พูดอะไรให้มากความ ส่งหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ออกมา แล้วข้าจะปล่อยสหายของเจ้าไป” เสียงทุ้มต่ำของซือคงดังก้องไปทั่ว
ทว่าโดยรอบกลับเงียบสนิท
“ถ้าเจ้าไม่ออกมา เช่นนั้นวันนี้ก็อย่าหาว่าข้าทำให้สหายของเจ้าต้องขายหน้ายับเยิน ไม่เชื่อก็คอยดู” ซือคงหัวเราะเย็นชา พร้อมหยิบก้อนหินขึ้นมาก้อนหนึ่ง บีบจนแหลก จากนั้นก็ดีดนิ้วออกไป เศษหินก้อนหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่ร่างของจ้าวคั่ว ความเจ็บปวดทำให้มีเหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นมาบนหน้าผากของจ้าวคั่วทันที
แต่ตอนนี้ปากของเขาที่ถูกปลดออกแล้ว กลับกัดฟันแน่น ไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่น้อย เพราะเขารู้ว่าอีกฝ่ายจงใจทำให้เขาส่งเสียงออกมาเพื่อบีบบังคับให้หลี่ลั่วเผยตัว
“ปากแข็งไม่เบา”
ซือคงยิ้มเยาะ ดีดนิ้วออกไปอย่างต่อเนื่อง เศษหินที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลังอัตลักษณ์สายฟ้าก้อนแล้วก้อนเล่าได้กระแทกใส่ร่างกายของจ้าวคั่วอย่างต่อเนื่อง เกิดเสียงกระแทกดังขึ้นไม่ขาดสาย
ร่างกายของจ้าวคั่วสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง ราวกับปลากำลังดิ้นรน
ฟิ้ว!
ในตอนนั้นเอง อยู่ๆ ก็มีเสียงแหวกอากาศดังขึ้น เห็นเพียงเงาร่างสีเขียวอ่อนสายหนึ่งปรากฏขึ้นมาพร้อมกับเสียงด่าทอ “ซือคง ไอ้ขยะขี้ขลาด! เจ้าอย่าตกอยู่ในกำมือข้าเด็ดขาดล่ะ ไม่อย่างนั้นข้าจะจับเจ้าห้อยหัวลงแช่บ่อเกรอะเลยคอยดู!”
ซือคงมองเงาร่างที่ปรากฏขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ ส่วนซ่งอวิ๋นเฟิงที่อยู่ข้างๆ ก็กล่าวว่า “มันก็คืออวี๋ล่าง”
“จ้าวคั่ว ข้ามาช่วยเจ้าแล้ว!”
อวี๋ล่างร้องตะโกนออกมาเสียงดัง ร่างพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงไปหาจ้าวคั่วที่ถูกแขวนไว้
ซ่งอวิ๋นเฟิงแค่นเสียงเย็นชา พุ่งตัวออกไป ฟาดฝ่ามือเข้าใส่อวี๋ล่าง ส่วนอวี๋ล่างก็ราวกับไม่ได้ป้องกันตัวไว้เลยแม้แต่น้อย ปล่อยให้อีกฝ่ายฟาดฝ่ามือเข้าใส่ร่างอย่างจัง
ร่างกายของอวี๋ล่างสั่นสะท้าน มีเลือดไหลออกมาตรงมุมปาก ทว่าร่างของเขากับเป็นดั่งใบไม้ที่ปลิวตามสายลม ลอยละล่องออกไปอย่างพิลึกพิลั่น เข้าใกล้จ้าวคั่วอย่างรวดเร็ว
ซือคงขมวดคิ้วเล็กน้อย เตรียมที่จะลงมือเช่นกัน
แต่ทันใดนั้นเอง อวี๋ล่างก็อ้าปากพ่นบางอย่างออกมา แสงสีเขียวสายหนึ่งพุ่งออกไป ตรงเข้าใส่หน้าอกของจ้าวคั่วโดยตรงจากนั้นก็ทำลายป้ายผลึกจนแหลก
เงาร่างของอวี๋ล่างค่อยๆ โรยตัวลงมาช้าๆ มองทางซ่งอวิ๋นเฟิงที่พุ่งเข้าใส่ราวกับพยัคฆ์ที่หิวโหยอีกครั้ง แต่เขากลับปลดป้ายผลึกบนหน้าอกของตัวเองออกมาอย่างไม่ช้าไม่เร็ว จากนั้นก็บีบจนแหลกต่อหน้าต่อตาพวกมัน
“ฮ่าฮ่า ข้าไม่มีป้ายผลึกแล้ว ข้าตกรอบแล้ว! พวกเจ้ามาตีข้าสิ”
อวี๋ล่างเชิดหน้าขึ้น มองซือคงกับซ่งอวิ๋นเฟิงแล้วหัวเราะร่า
ซือคงกับซ่งอวิ๋นเฟิงต่างก็หยุดลงด้วยความตะลึง พวกมันคิดว่าอวี๋ล่างจะมาช่วยจ้าวคั่ว ผลสุดท้ายเจ้านี่กลับไม่ได้คิดแบบนั้นแม้แต่น้อย กลับยอมตกรอบไปพร้อมกับจ้าวคั่วซะอย่างนั้น
แต่เมื่อเป็นแบบนี้ พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรกับคนที่ตกรอบแล้วได้อีก เพราะแบบนั้นถือว่าผิดกฎ
พริบตานั้น สีหน้าของซือคงกับซ่งอวิ๋นเฟิงต่างก็เปลี่ยนไปย่ำแย่ลงไม่น้อย