อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 3 บทที่ 74 ซ่งชิวอวี่ (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 3 บทที่ 74 ซ่งชิวอวี่ (อัปเดต)
ยามราตรีในนครหนานเฟิง ลมเย็นพัดเอื่อยๆ
ทว่าภายในเมืองกลับยังคงคึกคัก ผู้คนจำนวนมากที่เดินทางออกจากภูเขาไป๋หลิงต่างหลั่งไหลเข้ามาในเมือง ทำให้นครหนานเฟิงยิ่งครึกครื้นมากขึ้น
งานเลี้ยงฉลองการสอบใหญ่ของหลี่ลั่วและพรรคพวก ถูกจัดขึ้นที่หอชิงเฟิงแห่งนครหนานเฟิง
หอชิงเฟิงตั้งอยู่ริมแม่น้ำชิงเฟิงจึงตั้งด้วยชื่อนี้ สถานที่แห่งนี้มีทัศนียภาพที่สวยงาม เป็นหอสุราที่ดีที่สุดในนครหนานเฟิง และงานเลี้ยงในครั้งนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากเศรษฐินีน้อยอย่างหลี่ว์ชิงเอ๋อร์แต่เพียงผู้เดียว
เศรษฐินีน้อยได้เหมาหอชิงเฟิงไว้เลยทั้งชั้น เหล่าหนุ่มสาวทั้งหลายต่างเฉลิมฉลองกันอย่างคึกคักครื้นเครง
หลี่ลั่วกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์นั่งดื่มด้วยกันสองคน ใบหน้าอันงดงามของหญิงสาวที่มีผิวขาวผ่องเป็นประกายนั้นปรากฏรอยแดงระเรื่อจางๆ ภายใต้แสงไฟอันนุ่มนวล นับว่าเป็นภาพที่งดงามที่สุดในงานนี้แล้ว
มีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งเดินเข้ามาเพื่อดื่มฉลอง ยิ้มกล่าวว่า “พี่ลั่วร้ายกาจที่สุดจริงๆ ด้วย ต่อสู้เคียงคู่กับพี่หญิงชิงอย่างห้าวหาญ คว้าอันดับหนึ่งกับอันดับสองในการสอบใหญ่ หลังจากนี้ไปจะต้องกลายเป็นอีกหนึ่งตำนานของวิทยาลัยหนานเฟิงเราอย่างแน่นอน”
เมื่อหลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้นก็ถลึงตาใส่อีกฝ่าย โชคดีที่ตอนนี้อยู่ในนครหนานเฟิง หากไปพูดแบบนี้ที่เมืองหลวงต้าเซี่ยละก็ ตอนเขากลับบ้านไปคงได้ถูกคนที่บ้านซ้อมแน่!
ส่วนหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างนั้นกลับยิ้มบางๆ แล้วชนจอกกับอีกฝ่ายเบาๆ
“มารดามันเถอะ ซ่งอวิ๋นเฟิงไอ้คนทรยศนั่น ทั้งที่เป็นคนของวิทยาลัยหนานเฟิงแท้ๆ กลับไปช่วยวิทยาลัยอื่นมาทำร้ายพี่หญิงชิง! เลวจริงๆ!” นักศึกษาบางคนที่ดื่มมากไปก็เริ่มตะโกนด่าทอออกมาด้วยใบหน้าแดงก่ำ
ทันทีที่เสียงด่าทอนั้นดังออกมาก็มีเสียงตอบรับจากคนอื่นๆ ทันที พวกเขาต่างก็โกรธแค้นอย่างมาก เพราะเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่รับไม่ได้จริงๆ
ในกลุ่มคน ตี้ฝ่าฉิงที่ถือจอกสุราอยู่ในมือได้เดินเข้ามาหาหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “ชิงเอ๋อร์ เรื่องที่เกิดขึ้นข้าต้องขอโทษจริงๆ หากไม่ใช่เพราะข้าทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ เจ้าคงไม่ถูกพวกนั้นซุ่มโจมตีแล้ว”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ส่ายหน้าเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มจางๆ แล้วยังชนจอกกับตี้ฝ่าฉิงด้วย ถือเป็นการปลอบใจเล็กน้อย แต่หลี่ลั่วกลับสังเกตเห็นได้อย่างเฉียบคมว่าในแววตาของนางมีความเย็นชาแฝงอยู่ เห็นได้ชัดว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ยังคงขุ่นเคืองตี้ฝ่าฉิง บางทีในใจของนางตอนนี้ คงได้จัดตี้ฝ่าฉิงเข้าไปอยู่ในบัญชีดำที่ไม่ควรคบค้าสมาคมด้วยไปแล้ว
เพราะไม่ว่าตี้ฝ่าฉิงจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยความโง่เง่าของนางก็ไม่ใช่สิ่งที่หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ชื่นชอบอยู่แล้ว
การคบเพื่อนกับคนโง่เขลาเช่นนี้ มีแต่จะนำพาปัญหามากมายเข้ามาโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายยังมาทำตัวน่าสงสารเหมือนตัวเองไม่มีความผิด ช่างน่ารังเกียจ
“หลี่ลั่ว ก่อนหน้านี้ข้าชอบหาเรื่องเจ้าบ่อยๆ อย่าถือสาข้าเลยนะ ที่ผ่านมานั้นเป็นเพราะข้ามีตาแต่ไร้แวว ผลงานของเจ้าในวันนี้ ข้ารู้สึกว่าเจ้าคู่ควรกับรุ่นพี่เจียงจริงแท้แน่นอน” ตี้ฝ่าฉิงหันไปมองหลี่ลั่วต่อก่อนจะกล่าวเสียงเบา
หลี่ลั่วโบกมือปัดด้วยรอยยิ้ม แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรกับนางมาก
ดูเหมือนว่าหลังจากที่ตี้ฝ่าฉิงกล่าวขอโทษเสร็จแล้ว นางจะสัมผัสได้ถึงท่าทีที่เย็นชาของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เหมือนกัน จึงได้ถอยออกไปเองอย่างรู้ตัว
หลี่ลั่วมองไปทางหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ พบว่าสีหน้านางดูเย็นชาลงอย่างพิลึกพิลั่นหลังจากที่ตี้ฝ่าฉิงกล่าวขอโทษเขา จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “เป็นอะไรไป?”
“ไม่มีอะไร แค่รู้สึกว่าคนโง่มันน่ารังเกียจก็เท่านั้น” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หลี่ลั่วยิ่งรู้สึกสงสัยกว่าเดิม แต่ก็รู้ว่าจิตใจหญิงสาวนั้นยากแท้หยั่งถึง อย่าไปเดาจะดีกว่า จึงเปลี่ยนเรื่องคุยว่า “ถึงแม้ว่าซ่งอวิ๋นเฟิงจะไม่ติดสิบอันดับแรก แต่ก็น่าจะได้รับสิทธิ์เข้าเรียนกับพวกเราด้วยอยู่ดีไม่ใช่หรือ?”
ในการจัดอันดับรอบสอบซ้อมนั้น ซ่งอวิ๋นเฟิงอยู่อันดับสอง หากแบ่งสิทธิ์ตามอันดับนี้ ซ่งอวิ๋นเฟิงต้องได้สิทธิ์ด้วยอย่างแน่นอน
“ตามหลักการแล้วมันก็ใช่อยู่”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “แต่ผู้อำนวยการเฒ่าของพวกเราน่ะ ขึ้นชื่อเรื่องขี้เหนียวกับใจแคบมาด ซ่งอวิ๋นเฟิงที่ทรยศหักหลังพวกเราแบบนี้ ทำวิทยาลัยหนานเฟิงเกือบจะเสียป้ายทองคำของวิทยาลัยอันดับหนึ่งแห่งมณฑลเทียนสู่ไปเช่นนี้ ข้าคิดว่าเขาคงไม่ยอมปล่อยซ่งอวิ๋นเฟิงไปง่ายๆ แน่นอน”
หลี่ลั่วพยักหน้า ถ้าเป็นแบบนั้นเขาก็สบายใจขึ้นหน่อย (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ไม่เช่นนั้นเขาอุตส่าห์เหนื่อยแทบตาย แต่สุดท้ายก็ต้องพาคนอย่างซ่งอวิ๋นเฟิงเข้าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงด้วยอยู่ดีละก็ แค่คิดก็รู้สึกหงุดหงิดจนหายใจไม่ทั่วท้องแล้ว
ส่วนตอนนี้ หลี่ลั่วกลับรู้สึกว่าความใจแคบของผู้อำนวยการเฒ่ากลับดูดีขึ้นมาเลย
ในขณะที่หลี่ลั่วกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์กำลังเฉลิมฉลองกันอย่างครื้นเครง บนชั้นที่สูงขึ้นไปอีกหนึ่งชั้นของหอชิงเฟิง มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มองลงมายังด้านล่างผ่านทางระเบียงด้วยแววตาเจ้าเล่ห์
หนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้น บุคคลที่นั่งอยู่ตรงกลางเป็นหญิงสาวชุดเหลือง นางมีรูปโฉมงดงาม ใบหน้าสะสวย คิ้วโก่งเรียวยาวเล็กน้อย ทำให้ดูเย็นชาและดุดัน
นางฟังเสียงด่าทอซ่งอวิ๋นเฟิงที่ดังเล็ดลอดขึ้นมาจากชั้นล่างด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ในแววตากลับฉายแววโกรธแค้นออกมา
หญิงสาวผู้นี้มีนามว่าซ่งชิวอวี่ เป็นพี่สาวแท้ๆ ของซ่งอวิ๋นเฟิง เพิ่งเดินทางมาถึงนครหนานเฟิงวันนี้ก็ได้รับข่าวร้ายแล้ว
“ไม่คิดเลยว่าผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในการสอบใหญ่ของมณฑลเทียนสู่จะเป็นไอ้คุณชายน้อยสวะนั่น” ข้างๆ ซ่งชิวอวี่ยังมีชายหนุ่มอีกสองคนนั่งอยู่ ผู้ที่กำลังเอ่ยปากพูดขึ้นมานั้นเป็นชายหนุ่มผมสั้นชุดเขียว เขากำลังหมุนจอกสุราอยู่ในมือเล่นพลางกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“จิ่งหมิง ตอนนี้เขาไม่ใช่คนไร้ค่าแล้ว สามารถคว้าอันดับหนึ่งของการสอบใหญ่มาได้ แสดงว่าคุณชายน้อยคนนี้ก็ยังพอมีน้ำยาอยู่บ้างเหมือนกัน” ซ่งชิวอวี่กล่าว
ส่วนชายหนุ่มที่นางเรียกว่าจิ่งหมิงนั้นมีชื่อเต็มว่าตี้ฝ่าจิ่งหมิง เป็นพี่ชายของตี้ฝ่าฉิงนั่นเอง
“แต่ความแข็งแกร่งของมณฑลเทียนสู่ก็ยังอ่อนด้อยเกินไปอยู่ดี ว่ากันว่าในการสอบใหญ่ของมณฑลที่แข็งแกร่งบางแห่ง มีผู้ที่ระดับสิบตราปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว” ชายหนุ่มอีกคนได้หัวเราะเบาๆ พร้อมกล่าวเช่นนั้น
“โม่หลิง ข้ารู้ว่ามณฑลเป่ยชิวของพวกเจ้ามีขุมพลังแข็งแกร่ง ถือเป็นหนึ่งในสิบมณฑลที่แข็งแกร่งที่สุด ส่วนมณฑลเทียนสู่ในบรรดาร้อยมณฑลของอาณาจักรต้าเซี่ย มันก็ถือเป็นเพียงระดับกลางๆ เท่านั้น ดังนั้นเจ้าอย่าเยาะเย้ยมณฑลเทียนสู่ของพวกเราเลย” ซ่งชิวอวี่กล่าวด้วยความจนใจ
โม่หลิงผู้นี้มาจากตระกูลชนชั้นสูงตระกูลหนึ่งของมณฑลเป่ยชิว ซึ่งก็ถือว่ามีขุมพลังแข็งแกร่งพอสมควร และไม่ว่าจะเป็นขนาดหรือความแข็งแกร่งของมณฑลเป่ยชิวก็ล้วนแข็งแกร่งกว่ามณฑลเทียนสู่ไม่น้อย ดังนั้นเวลาที่เขามองมณฑลเทียนสู่ จึงย่อมต้องเกิดความรู้สึกเหนือกว่าอย่างอดไม่ได้
เมื่อชายหนุ่มที่ชื่อโม่หลิงได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่ได้เยาะเย้ยสักหน่อย มณฑลเทียนสู่มีเจียงชิงเอ๋อร์เพียงคนเดียวก็ไม่มีใครกล้าดูถูกแล้ว”
เห็นได้ชัดว่าโม่หลิงผู้นี้มีใจให้กับซ่งชิวอวี่ และการที่เขายอมติดตามนางกลับมายังมณฑลเทียนสู่ในครั้งนี้ ก็คงจะเป็นเพราะต้องการปกป้องหญิงสาวที่ตนเองหมายปองนั่นเอง
พวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นนักศึกษาของวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง
โม่หลิงเห็นได้ชัดว่าซ่งชิวอวี่ไม่ค่อยพอใจกับงานเลี้ยงของเหล่าเด็กน้อยที่อยู่ด้านล่างนัก จึงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “ว่าแต่ว่า พวกเด็กน้อยที่อยู่ข้างล่างพวกนี้ อีกหน่อยก็ต้องกลายเป็นรุ่นน้องของพวกเราแล้ว จะลงไปทักทายพวกเขาสักหน่อยไหม?”
ระหว่างที่เขาพูด เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้ว
ซ่งชิวอวี่กล่าว “ช่างเถอะ ก็แค่เด็กน้อยกลุ่มหนึ่งเท่านั้น”
โม่หลิงโบกมือพลางกล่าว “ในฐานะรุ่นพี่ ข้าคิดว่าเรามีหน้าที่ทำให้พวกเขาคุ้นเคยกับความเป็นวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงก่อนเสียหน่อย”
หลังกล่าวจบก็หันหลังเดินลงไปที่ชั้นล่างทันที
ซ่งชิวอวี่ที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างจนใจ เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่ไม่จริงจังว่า “อย่าทำเกินกว่าเหตุล่ะ หากทำให้พวกเขาเสียขวัญขึ้นมาจะไม่ดีเอา”
ส่วนตี้ฝาจิ่งหมิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้ยกจอกสุราขึ้นดื่มจนหมดพร้อมกับหัวเราะกล่าวว่า “ค่ำคืนยังอีกยาวไกล มีเรื่องสนุกๆ ให้ชมสักหน่อยก็ไม่เลว”
ทั้งสองคนต่างก็ไม่ได้กังวลที่โม่หลิงลงไปคนเดียวเลยแม้แต่น้อย อย่างไรเสียเขาก็มีความแข็งแกร่งระดับลักษณาจารย์ช่วงที่สอง “ช่วงกำเนิดลาย” แล้ว ดังนั้นในสายตาของโม่หลิงนั้น เด็กน้อยที่ยังยกระดับไปไม่ถึงระดับสิบตราเหล่านี้ ก็ไม่ต่างอะไรจากลูกไก่ที่เพิ่งหัดเดิน
ความห่างชั้นระหว่างระดับสิบตราและระดับลักษณาจารย์ จะกลายเป็นบทเรียนที่น่าจดจำที่สุดสำหรับเด็กน้อยเหล่านี้ก่อนที่จะเข้าสู่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง