อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 161 แมวสวรรค์ ซุน แห่งสายลมประจิม (จบภาค 1)
ตอนที่ 161
“ไปกันเถอะ มีเวลาแค่ครึ่งชั่วยาม!!”
ทั้งสองชายชราระเบิดเงาร่างที่พร่าเลือน พุ่งกายดุจเส้นแสงตรงไปยังสำนักสายลมประจิม ระยะทาง 30 ลี้ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป ก็สามารถไปถึงได้… เจตนารมณ์ของทั้งสองชัดเจนแจ่มแจ้ง เลือกที่จะตรงเข้ามาจากเส้นทางแนวป่าทึบหลังขุนเขาลูกที่ 2 อันเป็นเขตสุสานศาสตราที่ไม่มีผู้คนคอยเฝ้าระวัง
ม่านพลังของสำนักสายลมประจิม ใช่ว่าจะอ่อนแอ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ายอดฝีมือระดับนี้ก็ยากป้องกันได้ เพียง ลู่เหรินฮ่าว หมุนวนลมปราณสีส้มขั้นที่ 8 จากทั่วร่าง ระเบิดพลังหมัดที่อันแน่นไปด้วยลมปราณชั้นจักรพรรดิ ในหมัดแรกม่านพลังสั่นสะเทือน หมัดนี้สองม่านพลังเกิดรอยร้าว และหมัดที่สามม่านพลังก็พังทลายในที่สุด!!
ทว่าการพังทลาย หรือแม้แต่แรงปะทะก่อนหน้าทั้งหมด กลับเงียบงันไม่มีเสียงสะท้อนใด ๆ เกิดขึ้น ทั้งหมดล้วนมาจาก เฒ่าวิญญาณ ที่ใช้อาคมภูตผีสร้างขอบเขตปิดกั้นเอาไว้ ลบเลือนเสียงและแรงปะทะทั้งหมดที่สะท้อนออกมา… การประสานร่วมมือของสองชายชรา บ่งบอกถึงความชำนาญ และชัดเจนว่าร่วมมือกันมาบ่อยครั้งแล้ว…
ม่านพลังที่พังทลายเกิดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ เพียงพอจะทำให้ทั้งสองสามารถรอดผ่านเข้าไปได้ ดวงตาของทั้งสองเผยความคมกล้าและเด็ดเดี่ยว การลอบเข้ามาในครั้งนี้พร้อมที่จะลงมือสังหารทุกคนในพริบตาที่โชคร้ายมาพบเจอทั้งคู่ ภารกิจหลักแม้จะเป็นการชิงคน แต่ก็ไม่เกี่ยงงอนที่จะกวาดทำลายล้าง…
ทว่า…
ชั่วพริบตาที่ ลู่เหรินฮ่าว และ เฒ่าวิญญาณ เหยียบลงบนอาณาเขตของสำนักสายลมประจิม… ขนทั่วร่างกลับลุกขึ้นชูชัน หนังศีรษะด้านชา ลมปราณตลอดร่างเกิดการสั่นไหว แม้แต่จิตใจยังสะท้านสะเทือน สัมผัสได้ถึงดวงตาคู่หนึ่งที่จ้องมองตรงหน้า…
ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองไปบนยอดเขาลูกที่ 4 พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย… ทั้งที่จากมุมอับส่วนนี้ ย่อมไม่มีทางมองเห็นยอดเขาลูกที่ 4 ได้ชัดเจน แต่ทั้งสองกลับรู้สึกราวกับจิตวิญญาณของตน ถูกสะกดให้จิตสำนึกจมจ่อมอย่างน่าประหลาด ก่อนจะมองเห็นดวงตาสีเขียวมรกตขนาดใหญ่คู่หนึ่ง ที่ราวกับมีพลังจะทำให้ฟ้าดินสั่นคลอน...
“ไสหัวไป!!”
ตูม!!
ทันทีที่เสียงคำรามกังวานดังขึ้นมา ประหนึ่งฟ้าดินจะถล่มทลาย… ร่างของทั้งสองถูกแรงลมมหาศาลระลอกหนึ่ง ผลักดันออกจากรูโหว่ที่สร้างขึ้นมาเมื่อครู่ สำรอกโลหิตคนละหลายคำ ลมปราณตลอดทั้งร่างสูญเสียความมั่นคง ดวงตาฉายความหวาดกลัวถึงขีดสุด…
“ผะ…ผู้พิทักษ์สำนักสายลมประจิม!! ตำนานที่เล่าขานมีอยู่จริง ๆ งั้นหรือ!!”
ลู่เหรินฮ่าว สบถเสียงสั่น… ส่วนเฒ่าวิญญาณเมื่อสัมผัสได้ถึงวิกฤตเป็นตาย ก็วิ่งถลาถอยหนีทันทีโดยไม่สนใจแม้แต่สหายอย่าง ลู่เหรินฮ่าว ความหวาดกลัวเฉกเช่นเดียวกับเมื่อหลายเดือนก่อน พลันหวนกลับมาอีกครั้ง เส้นผมอีกหลายกระจุกหลุดร่วงไปตามสายลม
รูโหว่เบื้องหน้าของ ลู่เหรินฮ่าว ค่อย ๆ ฟื้นฟูกลับคืนสู่สภาพดังเดิม โดยไม่จำเป็นต้องมีคนมาซ่อมแซม ราวกับว่าการดำรงอยู่ของม่านพลังนี้เชื่อมโยงไปยังเจตนารมณ์ เจ้าของดวงตาสีเขียวมรกตเมื่อครู่นี้ เผยให้เห็นถึงอำนาจเหนือกฎเกณฑ์บางอย่าง
ลู่เหรินฮ่าว ถึงกับสะท้านสะเทือน รู้สึกขนพองสยองเกล้า… ตำนานภูติผู้พิทักษ์ของสำนักสายลมประจิม มันก็เคยเห็นในบันทึกโบราณผ่านตามาบ้าง ทว่าในบันทึกกลับไม่มีหลักฐานอ้างอิงใด ๆ ปรากฏ ราวกับว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าขานที่ใช้แสดงแสนยุภาพเกินกว่าจริง
ซึ่งการขีดเขียนตำนานให้เกินจริงเช่นนี้ มันเป็นกลวิธีที่ในหลาย ๆ ขุมกำลังมักจะใช้ข่มขวัญศัตรู อีกทั้งตลอดระยะเวลาหลายพันปีมานี้ ก็ยังไม่มีผู้ใดเคยพบเจอภูติผู้พิทักษ์ของสำนักสายลมประจิม… ดังนั้น ลู่เหรินฮ่าว จึงเชื่อมั่นว่าสิ่งนั้น คงไม่มีอยู่จริงในสำนักนี้…
ทว่าเมื่อได้มาเจอกับตัวเช่นนี้ ไหนเลยที่ยังจะกล้าเคลือบแคลง… ชายชราไม่คิดที่จะอยู่ต่อเพื่อสืบค้นอะไรอีกแล้ว ระเบิดฝีเท้าพุ่งแซงหน้า เฒ่าวิญญาณ อย่างไม่คิดชีวิต อยากที่จะพาตนเองออกไปจากรัศมีขอบเขตของสำนักสายลมประจิม ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้…
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานี้ นอกเหนือจากชนชั้นผู้นำของสำนักที่สัมผัสได้ ถึงการเปลี่ยนแปลงของม่านพลังแล้ว แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสสามัญ ชนชั้นผู้ฝึกสอน หรือเหล่าศิษย์สำนัก ก็ไม่มีใครสามารถสัมผัสรับรู้เรื่องราวในครั้งนี้ได้เลย…
อวิ๋นหยางหลิ่ง เตียมู่หยง และ เป่ยเตียวหุย ที่ช่วงหลัง เฝ้าระวังอยู่ในเขตสำนักมาโดยตลอด เพียงแค่ไม่ถึง 200 อึดใจ ทั้งสามคนก็ไปถึงยังจุดตำแหน่งที่ม่านพลังเคยถูกทำลาย แต่แน่นอนว่าเมื่อไปถึงก็ไม่มีใครอยู่อีกแล้ว แม้จะเห็นถึงร่องรอยการโจมตีม่านพลัง แต่เพราะศัตรูถอยหนีได้เร็วเกินไปจึงยากที่จะติดตาม…
“ใครกันนะ!! จากแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้น ชัดเจนว่าศัตรูสามารถพังทลายม่านพลังได้ใน 3 หมัด นี่เป็นพลังระดับชนชั้นจักรพรรดิชัด ๆ กลุ่มมังกรทองเคลื่อนไหวแล้วงั้นหรือ ทั้งยังมียอดฝีมือแข็งแกร่งถึงเพียงนี้…” อวิ๋นหยางหลิ่ง กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าไม่สู้ดี สองรองเจ้าสำนักที่เหลือ ก็ตกอยู่ในความตื่นตระหนกไม่ต่างกัน
แต่ทั้งสามก็ย่อมทราบดีว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น… ดังนั้นจึงหันตรงไปยังทิศทางของขุนเขาลูกที่ 4 มองไปยังตำแหน่งของผาเสียดฟ้า จากนั้นทั้งสามชายชราก็พลันยกมือขึ้นประสาน โค้งตัวลงแสดงความเคารพอย่างสุภาพโดยไม่กล่าวสิ่งใด…
…………………………………………….
3 วันต่อมา…
แม้จะเป็นการจัดพิธีประกาศเกียรติภูมิภายในสำนัก ทว่าความยิ่งใหญ่ก็มิใช่สามัญ เวทีขนาดใหญ่ด้านริมทะเลสาบถูกสร้างขึ้นมาล่วงหน้าแล้ว… โดยสามผู้เยาว์อัจฉริยะตัวแทนของสำนัก ก็ได้ขึ้นมาบนเวทีเพื่อรับมอบป้ายโลหะจากเจ้าสำนักอวิ๋นหยางหลิ่ง อันเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศ
เหล่าผู้อาวุโส รวมถึงชนชั้นผู้ฝึกสอน และหมู่ศิษย์ทั้งสายนอกและสายในล้วนเป็นสักขีพยานอย่างคับคั่ง สำหรับตัวตนของ เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ นั้น เป็นรู้จักในวงกว้างตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว หมู่ศิษย์ทุกคนจึงล้วนให้ความเคารพถึงสุด
ทว่ากับ ซุน หรือ เหยาซาน ก่อนหน้านี้… คราแรกที่มีข่าวลือถูกปล่อยออกมา ว่าผู้เยาว์อัจฉริยะคนใหม่นามว่า ซุน ทั้งยังเป็นผู้ชนะเลิศในศึกประลองของวังหลวง มีชัยเหนือ เฉียงตงฟาง แท้ที่จริงแล้ว คนผู้นั้นก็คือ เหยาซาน แมวสวรรค์ที่โด่งดังของสำนัก แน่นอนว่าทุกคนล้วนไม่ปักใจเชื่อในข่าวลือช่วงแรก กลับถูกมองว่าเป็นข่าวลือเพ้อเจ้อเกี่ยวกับตัวตนของแมวสวรรค์ ที่มีออกมาแทบจะทุกวี่วัน
ทว่าเมื่อข่าวลือเริ่มแน่นหนักขึ้น ทั้งยังเริ่มมีหลักฐานยืนยันมากยิ่งขึ้น ผนวกกับที่ ซุน ในช่วงหลังยังสลับเปลี่ยนใบหน้าอยู่บ่อยครั้ง เพื่อยืนยันตัวตนให้สหายเพียงไม่กี่คนในสำนักอย่าง ตันเหมา ตงเหยียน เฟิงอี้จุน หรือแม้แต่ เค่อหยงไห่ ทั้งสี่คนที่คล้ายจะดีกับ ซุน ที่สุดภายในหมู่ศิษย์ยามที่ใช้ตัวตนของ เหยาซาน
จึงทำให้อีกหลาย ๆ คนที่พบเจอ ต่างตะลึงพรึงเพริดไปกับวิชาแปลงโฉมที่พิสดารล้ำลึกนี้… นั่นจึงทำให้หลายคนที่คิดว่าเป็นข่าวลือในคราแรก เริ่มพากันเชื่อถือยิ่งขึ้น… และเมื่อมีการประกาศชัดเจนจากทางสำนัก ยิ่งทำให้ทุกคนสะท้านสะเทือนกับความจริงเรื่องนี้ เกิดเป็นระลอกคลื่นครหาที่มากยิ่งไปกว่าเดิม
“สวรรค์!! เหยาซาน ก็คือ ซุน ทั้งมันยังชนะเลิศศึกประลองในเมืองหลวง”
“บ้าเอ้ย!! บอกแล้วอย่างไรว่า แมวสวรรค์ มันไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นสัตว์อสูรที่จำแลงกายแฝงเข้ามา เห็นหรือไม่ว่ามันมีวิชาแปลงโฉมอยู่จริง ๆ”
“ตกจากผาเสียดฟ้าแล้วไม่ตาย… การชี้นิ้วแห่งความทุกข์ทรมาน... วิชาจำแลงกายแปลงโฉม… บัดซบเอ้ย!! แบบนี้ใครยังจะคิดว่ามันเป็นมนุษย์อยู่อีก!!”
ข่าวลือของ ซุน ยิ่งกระหึ่มขึ้นในหมู่ศิษย์สำนักอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง… แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสยังต้องพากันกุมขมับ ทว่าก็มิอาจไปเปลี่ยนแปลงความเชื่อเหล่านี้ได้อีกแล้ว… เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ แม้จะได้ยินเรื่องราวเหล่านี้มาบ้าง แต่พอมาได้ยินกับหูจริง ๆ ภายในสำนัก ก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองไปยัง ซุน ด้วยความรู้ลึกที่ล้ำลึก…
“ศิษย์น้อง… ข้าว่าเจ้ามีพรสวรรค์นะ ข้านั้นเคยพบเจอคนถูกนินทาวิพากษ์วิจารณ์มาก็มาก แต่ข้าก็ยังไม่เคยเห็นใคร ถูกนินทาถึงขั้นว่าไม่ใช่มนุษย์เช่นนี้มาก่อนเลย…” เจี่ยโย่วเทียน กล่าวขึ้นเนิบนานกับ ซุน ขณะยืนอยู่บนเวทีด้วยกัน… ส่วน ลั่วชิงเหอ กลับแผดเสียงหัวเราะถูกใจยิ่ง นึกเสียดายอยู่ลึก ๆ ว่าทำไมตอนที่ตนเป็นศิษย์สายนอกและสายใน ไยมิสร้างชื่อเสียงน่าครั่นคร้ามเช่นนี้บ้าง
ซุน ได้แต่ขืนยิ้มออกมา ส่ายหน้าด้วยความละเหี่ยใจ… ตนนั้นเคยพยายามหลายต่อหลายครั้งที่จะเปลี่ยนแปลงข่าวลือเกินจริง แต่คล้ายว่ายิ่งอธิบายออกไป มันก็ยิ่งจะเพิ่มทวีเป็นเรื่องราวใหญ่โตมากขึ้น จนบัดนี้จำเป็นต้องยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตภายในสำนักไปแล้ว
ไม่นานชายวัยกลางคนของสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพก็เดินทางมาถึง เผยท่าทีสุภาพนอบน้อมเมื่อก้าวขึ้นมาบนเวที ประสานมือให้กับทุกคน แม้แต่กับเหล่าผู้เยาว์ก็ยังประสานมือให้ความเคารพ มีมารยาทราวกับตนเป็นเพียงผู้น้อย นี่คือสิ่งที่สมาชิกของสมาพันฯ มีกันอยู่ในทุกคน
“ผู้น้อย ลำดับที่ 26 แห่งสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ขออภัยที่ให้ทุกท่านต้องเฝ้ารอ...” ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อมอีกครั้ง จากนั้นก็พูดคุยทักทายกับ อวิ๋นหยางหลิ่ง โดยใช้คำพูดที่เกรงอกเกรงใจต่อกัน…
ซุน ทอดสายตามองเล็กน้อย พลันเอ่ยถามขึ้นกับรองเจ้าสำนัก เตียมู่หยง…
“เหตุใดคนของสมาพันธ์จึงไม่กล่าวแนะนำชื่อคนเองงั้นหรือ? พบเจอผู้ใดก็มีแต่เอ่ยแนะนำลำดับที่ของตนเอง…”
เตี่ยมู่หยง แย้มยิ้มชราก่อนจะกล่าวตอบ...
“สมาชิกหลักของสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพทุกคน ล้วนไม่มีชื่อ… เพราะเมื่อเข้าร่วมกับทางสมาพันฯแล้ว จะต้องละทิ้งชื่อ ละทิ้งตระกูล ตัดความสัมพันธ์และลบล้างอดีตของตนเองทั้งหมด เพื่อมิให้เกิดพันธะใด ๆ มีสถานะเฉกเช่นเดียวกับนักบวชที่เคร่งครัด ตัดละวางซึ่งทางโลก
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทางสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ได้รับการยอมรับในความเป็นกลาง และยุติธรรมอย่างถึงที่สุด ไม่ต้องหวั่นเกรงว่าคนของสมาพันฯ จะใช้ความสัมพันธ์ใด ๆ มาเอนเอียงการตัดสินใจ… ยิ่งมีลำดับที่น้อยเท่าไหร่ นั่นยิ่งหมายถึงความสูงศักดิ์และความน่าเชื่อถือ…
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหล่าผู้เฒ่า ลำดับที่ 1 ถึงลำดับที่ 9 ทุกคนล้วนเป็นผู้ควบคุมบังเหียนของสมาพันฯ มีทั้งความแข็งแกร่งและมีอำนาจมากล้นเกินจะคาดเดา ซึ่งแน่นอนว่าตัวตนของ ผู้เฒ่าทั้ง 9 คนนั้น ยากที่ผู้ใดจะได้พบเจอ แม้แต่ตัวข้าหรือท่านเจ้าสำนักเอง ก็ยังเคยเจอสถานะสูงสุดเพียงแค่ ผู้อาวุโสลำดับที่ 10 เท่านั้น…”
ซุน ได้ยินเช่นนี้ก็เผยแววตานับถือ เมื่อมองไปยังชายวัยกลางคนลำดับที่ 26 ของสมาพันฯ นึกไม่ออกเลยว่าจะต้องมีความมุ่งมั่นมากมายเพียงใด จึงจะสามารถตัดขาดและละทิ้งทุกสิ่ง เพื่อเข้าร่วมกับขุมกำลังนี้ ทั้งสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพยังเป็นขุมกำลังที่กล้าแกร่งที่สุดในยุทธภพ ในใต้หล้านี้เป็นของแค่เพียง สมาพันธ์แห่งท้องทะเล เท่านั้น…
ลำดับที่ 26 ได้ประกาศแต่งตั้ง ซุน และ ลั่วชิงเหอ เป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์อย่างเป็นทางการ พร้อมกับมอบ ป้ายหยกอัจฉริยะรุ่นเยาว์ แสดงตำแหน่งอันล้ำค่าให้อีกด้วย… แม้ว่า ซุน จะเป็นคนเถื่อนไร้แซ่ที่ถูกคนอื่นดูแคลนมาโดยตลอด
แต่เวลานี้เมื่อมี ป้ายหยกอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ก็จะเทียบเท่าได้กับชนชั้นตระกูลป้ายทองแดง ถือเป็นบุคคลในชนชั้นพิเศษ ที่ทั่วทั้งยุทธภพมีเพียงไม่กี่คนที่จะได้ถือครอง และทุกคนก็ยังต้องให้การยอมรับ เป็นป้ายเฉพาะของบุคคลที่พิเศษเหนือล้ำ ยิ่งกว่าป้ายสำมะโนครัวของตระกูล…
ซุน มองป้ายหยกอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ด้วยความรู้สึกที่ล้ำลึกอย่างที่สุด เพราะนี่คือป้ายของตนเองอย่างแท้จริง หลังจากนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องหลอกลวงสถานะ ด้วยการใช้ป้ายสำมะโนครัวของผู้อื่นอีกต่อไปแล้ว…
“เอาล่ะ ต่อไปจะเป็นการยืนยันฉายาเฉพาะ ของอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งสอง… นี่คือฉายาที่ทางสมาพันฯ ของเราได้ตั้งขึ้นให้กับพวกเราท่าน จะมีให้เลือกทั้งสิ้น 5 ฉายา ท่านซุน และท่านลั่วชิงเหอ สามารถเลือก 1 ใน 5 ฉายานี้แล้วยืนยันกับข้าได้เลย
ทว่าหากพวกท่านมีฉายาอยู่ภายในใจแล้ว ตัวผู้น้อยลำดับที่ 26 ก็จะส่งเรื่องนี้ไปยังสมาพันฯ ให้พวกท่านทั้งสองคนได้เช่นเดียวกัน…” ลำดับที่ 26 กล่าวทั้งรอยยิ้ม ก่อนจะยื่นกระดาษ ที่มีฉายาทั้ง 5 ตัวเลือกให้กับ ซุน และ ลั่วชิงเหอ...
ลั่วชิงเหอ แม้ปากจะบอกว่ามิได้สนใจเรื่องตำแหน่งเท่าใดนัก ทว่าแววตากลับแฝงไว้ด้วยความตื่นเต้น กวาดตามองฉายาทั้ง 5 ที่ทางสมาพันฯ ตั้งไว้ให้ และเลือกฉายาหนึ่งที่ถูกใจอย่างไม่ลังเล…
“จอมยุทธไตรธาตุ ลั่วชิงเหอ แห่งสายลมประจิม… ข้าเลือกฉายานี้นี่แหละ ช่างเหมาะสมกับข้ายิ่งนัก!!” ลั่วชิงเหอ เอ่ยปากด้วยท่าทีพึงพอใจอย่างที่สุด ลำดับที่ 26 จึงพยักหน้าตอบรับ แล้วประทับตรายืนยัน ก่อนจะหันมองมายัง ซุน
ตัวของ ซุน มองพิจารณาฉายาทั้ง 5 ที่ทางสมาพันฯ ตั้งขึ้นไว้ให้ ทว่าก็ยังไม่รู้สึกถูกใจฉายาใด ๆ เลย จึงขมวดคิ้วชั่งใจอยู่เนิ่นนาน แต่ทว่าในตอนนั้นเองที่เสียงจากกลุ่มคนดังก้องขึ้น…
“แมวสวรรค์ อย่างไร!! เจ้ายังจะเหมาะกับฉายาใดมากไปกว่า แมวสวรรค์ อีกงั้นหรือ!!”
“ถูกต้อง!! ต่อให้เจ้าเลือกฉายาใด ๆ สุดท้ายทุกคนก็ไม่อาจจดจำฉายาของเจ้าได้มากกว่า แมวสวรรค์ อีกแล้ว!!”
เสียงเซ็นแทรกดังขึ้นต่อเนื่อง ทั้งยังกระหึ่มมากขึ้นอีกเรื่อย ๆ ตามลำดับ ทำเอาเหล่าผู้อาวุโสของสำนัก หรือแม้แต่ 3 ชนชั้นผู้นำ ก็ยังต้องแสดงใบหน้าอึ้งงัน ต่างพากันยิ้มเจื่อนออกมา…
ตัวของ ซุน เอง ยังถึงกับแข็งค้างไป… ซึ่งมาจนถึงตอนนี้ ก็คงมิอาจนึกถึงฉายาใดได้อีกแล้ว ที่จะสะท้อนความเป็นตัวตนของตนเองออกมาได้มากที่สุด… ภาพเหตุการณ์ในช่วงหลายเดือนภายในสำนักสายลมประจิม วนเวียนอยู่แต่เพียงแค่ฉายานี้แม้แต่ตนเองยังกล่าวติดปากอยู่เป็นประจำ… เด็กหนุ่มจึงทอดถอนหายใจยาวเหยียด เอ่ยปากเนิบนาบด้วยความจนใจ…
“แมวสวรรค์ ซุน แห่งสายลมประจิม…”