อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 167 เผชิญหน้า เกาถิง
ตอนที่ 167
“เอ่อ… ท่านรองเจ้าสำนักสู หากศัตรูหลุดรอดออกมาจากม่านพลังกำราบราชันย์ พวกเราจะทำยังไงงั้นหรือ?” ซุน เอ่ยปากถาม สูจื่อเหมย หญิงชรารองเจ้าสำนักบุปผาประจิม รอบกายของนางดูมีความสงบเยือกเย็นจนยากจะเข้าถึง
สูจื่อเหมย เหลือบมองมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยสั้น ๆ
“สังหารทุกชีวิต...”
ซุน เผยท่าทีกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ…
“เอ่อ…ท่านรองเจ้าสำนัก เช่นนั้นทำไมพวกเราไม่ส่งคนไปลาดตระเวนสักหน่อยเล่า?! อาจมีคนเล็ดลอดออกมาก็เป็นได้ จริงสิ! อาจมีสมาชิกตระกูลบางส่วนอยู่นอกเขตพื้นที่ตระกูล ตามร้านค้าและกิจการต่าง ๆ อีกด้วยเช่นกัน…”
หญิงชรา ขมวดคิ้วและหันมองอีกครั้ง นางดูคล้ายมีท่าทีรำคาญใจเล็ก ๆ จึงเอ่ยออกไปอีกประโยคอย่างมีอารมณ์… “เหลวไหล!! นี่คือม่านพลังกำราบราชันย์ แม้แต่ เกาเทียนฉี ก็ไม่อาจเล็ดลอดออกมาได้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงคนอื่น ๆ ส่วนเรื่องสมาชิกนอกเขตนั้น ไว้พวกเรากวาดล้างตระกูลเกาในเรือนจนสิ้น ก็ค่อยตามหาพวกมันตามบันทึกกิจการของตระกูล จะลำบากไปสุ่มตามหาทำไมกัน!!
อีกทั้งเวลานี้ พวกเรามีหน้าที่เป็นกำลังเสริมสำรองป้องกันเหตุร้าย หากพวกเราแยกกำลังออกไปลาดตระเวน ใครจะเฝ้าที่นี่เล่า?! คนในสำนักสายลมประจิมของเจ้า กำลังเอาไปเสี่ยงชีวิตอยู่ภายใน หากเจ้าว่างมากนักก็เดินลมปราณเตรียมพร้อมรบต่อไปเพื่อรอฟังสัญญาณ!!”
ซุน เมื่อถูกตวาดเสียงตำหนิ ก็ใบหน้าด้านชาขึ้นทันที… สูจื่อเหมย มีอำนาจสูงสุดยังเขตด้านนอกม่านพลัง นางจึงมีอำนาจเด็ดขาดตามหน้าที่ หากนางไม่สั่งการก็ไม่อาจมีผู้ใดสามารถเคลื่อนไหวพลการได้
ซุน ชั่งใจอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง…
“ท่านรองเจ้าสำนักสู ตามข้อมูลที่สืบทราบมา เกาเทียนฉี เป็นถึงสมาชิกระดับแกนนำกลุ่มมังกรทององค์กรใต้ดินที่ใหญ่ที่สุด เช่นนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าศัตรูอาจจะมี วัตถุอาคมเคลื่อนย้ายนำส่ง ทำให้สามารถหลบหนีออกไปจากม่านพลังนี้ได้?!”
นางฉายแววตามีโทสะแฝงเร้น ด้วยสภาวะตึงเครียดที่กำลังอยู่ระหว่างการสู้รบ การถูกรบเร้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ ย่อมทำให้นางขุ่นเคืองใจอย่างถึงที่สุด…
“วัตถุอาคมเคลื่อนย้ายนำส่ง เจ้าคิดว่ามันมีมูลค่ามหาศาลมากมายเพียงใด!! มันเป็นวัตถุที่มีแต่ชนชั้นเทวะลมปราณสีแดงเท่านั้น ที่จะสามารถสร้างขึ้นมาได้ ทั้งยังไม่ใช่เรื่องง่ายในการสร้างออกมาในแต่ละชิ้น ดังนั้นมูลค่าของวัตถุเช่นนั้นจึงสูงเทียมฟ้า ไม่มีทางที่ตระกูลใดตระกูลหนึ่งจะมีไว้ในครอบครองได้!!”
ซุน ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ อดไม่ได้ที่จะหันไปถลึงตาใส่เฒ่าชีเปลือยครั้งหนึ่ง เป็นเพราะเฒ่าชีเปลือยกล่าวว่าวัตถุอาคมเคลื่อนย้ายนำส่งนี้เป็นวัตถุอาคมระดับต่ำ ซุน จึงกล้าที่เอ่ยถามกับนางออกไป… แต่ที่ไหนได้ วัตถุระดับต่ำในความคิดความเข้าใจของเฒ่าชีเปลือย แท้จริงแล้วมันกลับกลายเป็นของที่ล้ำค่าอย่างมหาศาลในยุทธภพแห่งนี้…
ชายหนุ่มยังไม่ยอมแพ้ พยายามที่จะอ้าปากเอ่ย… ทว่าครั้งนี้หญิงชรากลับจดจ้องมองเขม็งกลับมา ทั้งยังแผ่ล้นอำนาจคุกคามบ้างอย่าง… ทำเอา ซุน ถึงกับใบหน้าบิดเบี้ยว แน่ชัดแล้วว่าถึงตนจะกล่าวสิ่งใดออกไป นางก็คงไม่ยินยอมส่งคนออกไปลาดตระเวน
แต่สุดท้ายนางก็กล่าวขึ้น… “หากเจ้าอยากไป ก็ไปเองผู้เดียว ข้าจะไม่ห้าม… แต่ข้าไม่อาจยอมเสียกำลังรบไปกับเรื่องไร้สาระของเจ้าได้…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซุน จึงได้แต่ถอนหายใจ ประสานมือขอบคุณกับนาง… เห็นได้ชัดว่านางไม่รู้ถึงตัวตนแท้จริงของ ซุน จึงมองเป็นเพียงหนึ่งในผู้ฝึกสอนที่ร่วมขบวนรบของสำนักสายลมประจิม ทั้งยังมีพื้นฐานลมปราณอ่อนด้อยอย่างน่าตกใจ ดังนั้นนางจึงไม่เห็นว่า ซุน จะก่อประโยชน์อะไรนักถึงแม้จะประจำการอยู่ ณ ที่แห่งนี้ จึงปล่อยให้เคลื่อนไหวตามใจต้องการ...
ซุน ครุ่นคิดหนักอีกครั้ง ระยะ 20 ลี้ เป็นระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกล หากปล่อยไว้เนิ่นนาน ร่องรอยของศัตรูผู้นั้นอาจจะหายไปอย่างสมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องแข่งขันกับเวลา… อวิ๋นหยางหลิ่ง ในเวลานี้ประจำการอยู่ที่สำนัก หากติดต่อไปก็ใช้เวลานานกว่าจะเดินทางมาช่วยได้
เมื่อพิจารณาดูแล้ว จึงเหลือเพียงคนเดียวที่สามารถขอร้องได้ในเวลานี้…
“พี่มู่เจี้ยน เป็นชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุดเช่นกัน แม้จะเสี่ยงอยู่บ้างในการเผชิญหน้ากับศัตรูในระดับเดียว แต่อย่างไรพี่มู่เจี้ยน ก็เป็นอัจฉริยะผู้หนึ่ง… อย่างน้อยก็คงดีกว่าให้ข้าไปเพียงลำพัง”
คิดได้เช่นนั้น ซุน ก็มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกของเมืองในทันที โดยมี สูจื่อเหมย เหลือบมองการจากไปอยู่เล็กน้อย แต่สุดท้ายนางก็มิได้ว่ากล่าวอะไร… ซุน ติดต่อไปหา มู่เจี้ยน ในทันทีขณะพุ่งทะยาน ยังเป็นโชคดีที่ มู่เจี้ยน ในเวลานี้มิได้ประจำอยู่ในเขตวังหลวง แต่ประจำอยู่ที่เรือนพักของตนเอง ซึ่งเป็นเขตตะวันตกของเมืองเช่นกัน
ดังนั้น ซุน จึงบอกกล่าวเรื่องราวคร่าว ๆ ให้ มู่เจี้ยน สังเกตคนที่น่าสงสัย เพราะ ซุน เองก็ยังไม่ทราบใบหน้าคร่าตาของผู้ที่หลบหนีไปเช่นเดียวกัน… จากนั่นจึงนัดหมายตำแหน่งนัดพบระหว่างกันอย่างเสร็จสรรพ
ด้าน เกาถิง แม้จะสามารถหลบหนีออกมาได้สำเร็จ ทว่าการเคลื่อนย้ายนำส่ง ก็ยังทำให้ศีรษะหมุนเคว้งอย่างรุนแรง เนื่องจากมันเป็นการย้ายตำแหน่งผ่านห้วงมิติบางอย่าง ทั้งยังเป็นการผ่านด้วยอุปกรณ์ระดับต่ำ สมดุลร่างกายจึงเกิดความเสียหายไปไม่น้อย จำเป็นต้องปรับโคจรลมปราณอยู่สักระยะ
สถานที่ซึ่งถูกส่งมานี้ เป็นตำแหน่งที่ เกาเทียนฉี ได้กำหนดเอาไว้ มันเป็นเรือนร้างหลังเล็ก ๆ ที่ทาง เกาเทียนฉี แอบครอบครองเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้มีการดูแลอะไร ดังนั้นจึงเป็นเรือนร้างมืดทะมึนยากที่จะถูกใครสังเกตเห็น…
เกาถิง จิตใจเต็มไปด้วยความบอบช้ำ ทว่าก็รู้ขอบเขตความสามารถของตนเองดี ว่าต่อให้กลับไปตระกูลก็ต้องตายแน่นอน ดังนั้นจึงได้แต่กัดฟันสะกดกั้นความคับแค้นนี้เอาไว้ในใจ ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้…
เมื่อปรับสมดุลเสร็จสิ้น เกาถิง ก็ออกมายังด้านนอกทันที ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้ห่างไกลจากเรือนตระกูลเกาอยู่มากโข ทั้งยังมืดสนิทไร้แสงไฟ จึงตัดสินใจจะมุ่งหน้าออกไปทางประตูเมืองทิศตะวันตกให้ได้ภายในคืนนี้ ต่อให้ต้องลงมือสังหารทหารประจำการก็ตามที…
แต่ทว่า… หลังหลบหนีออกได้สักระยะ ก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่เพ่งมองมายังตน จึงตวัดสายตามองกลับไป ม่านตาดำของ เกาถิง หดแคบลงเล็กน้อย เมื่อในทิศทางดังกล่าว ปรากฏเงาร่างของ มือปราบคนหนึ่ง และชายวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งที่กำลังจับตามองมายังตน ซึ่ง เถาถิง ไม่มีทางจดจำ ซุน ที่แปลงโฉมได้…
ซุน และ มู่เจี้ยน ถึงจะไม่ทราบตำแหน่งของศัตรูแน่ชัด แต่ก็มีความมั่นใจว่าศัตรูที่ถูกดับล้างตระกูลในคืนนี้ จะต้องหาทางหลบหนีออกจากเมืองภายในคืนนี้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงออกตามหายังทิศทางที่จะมุ่งไปยังประตูเมืองฝั่งทิศตะวันตกที่ใกล้ที่สุด และก็ได้พบเจอจริง ๆ
แม้ว่าจะเป็นราตรีมืดมิด แต่สำหรับผู้ฝึกฝนลมปราณประสาทสายตาย่อมเลิศล้ำกว่าคนทั่วไปหลายเท่า สามารถมองเห็นในความมืดได้หลายส่วน… และเมื่อเห็นใบหน้าของศัตรูผ่านการเพ่งมองที่ชัดเจนขึ้น ซุน ก็เผยดวงตาคมกริบในทันที เพราะจำใบหน้าของชายผู้นี้ได้จากภาพความทรงจำของผู้ว่าจินหงแห่งหมู่บ้านตะวันอัสดง… และยังได้ทราบนามของชายผู้นี้จากปากของ เตียมู่หยง ว่าเคยไปที่หมู่บ้านแห่งนั้นในช่วงที่ เหยาหมิง ถูกจับตัวไป(ตอนที่ 134)
“เกาถิง !!”
เมื่ออีกฝ่ายทราบแม้กระทั่งนามของตน ต่อให้ไม่ทราบว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่ เกาถิง ก็เผยไอสังหารที่รุนแรงในทันที ความคับแค้นที่ตระกูลเกาถูกทำลาย จากที่สะกดเอาไว้ บัดนี้มันก็แผ่ล้นออกมาอย่างช่วยไม่ได้เมื่อสถานการณ์บีบบังคับ…
“แม้ข้าจะไม่รู้ว่าพวกเจ้าเป็นใคร… แต่พวกเจ้าสองคนต้องตาย!!”
พริบตาที่ เกาถิง พุ่งเข้ามา ดาบอักขระขั้นสูงเล่มหนึ่งก็ปรากฏในมือ… มู่เจี้ยน ที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วจึงชักกระบี่ตอบโต้ในทันทีเช่นกัน!!
เกร้ง! เสียงคมอาวุธปะทะกันดังเสียดแก้วหู แม้อายุของ เกาถิง จะมากกว่า มู่เจี้ยน ร่วมสิบปี แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุดเช่นเดียวกัน… เสียงฟาดฟันศาสตรา ยังดังออกมาอย่างต่อเนื่อง เขตพื้นที่บริเวณนี้เป็นลานกว้างที่พอตกกลางคืนก็เงียบสงัด
หรือต่อให้มีชาวบ้านได้ยินเสียงคมอาวุธฟาดฟันในยามราตรี ก็ไม่มีผู้ใดคิดจะออกมาจากเรือนอย่างแน่นอน เพราะยุทธภพแห่งนี้การฆ่าฟันใช่ว่าจะมีพบเห็นได้ยาก และไม่มีคนธรรมดาที่ไหนอยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว…
ซุน ได้แต่ยืนอึ้งงันอยู่ห่างจากการปะทะหลายสิบก้าว… เมื่อเห็นว่า เกาถิง และ มู่เจี้ยน ระเบิดทักษะและลมปราณชนชั้นสีเหลืองขั้นสูงสุดออกมา ก็ตระหนักได้ทันทีว่า นี่มิใช่พื้นที่แห่งการต่อสู้ที่ตนจะสามารถย่างกรายเข้าไปสอดแทรกได้ เพียงแค่เศษเสี้ยวลมปราณและทักษะที่กระจัดกระจายหลังการปะทะ ยังนับว่าเป็นอันตรายสำหรับ ซุน ได้แล้ว
ความดุดันของ เกาถิง นับว่าสะพรึงกลัวอย่างมาก ยิ่งการปะทะประมือยาวนานขึ้น ก็ราวกับตาชั่งที่เริ่มเกิดการเอนเอียง และผู้ที่ได้เปรียบก็คือ เกาถิง!! แม้ว่า มู่เจี้ยน จะเป็นมือปราบอัจฉริยะ ในอดีตก็ยังเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ การบรรลุชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุดได้ในวัยเพียง 29 ปี ในยุทธภพเรียกได้ว่ามีคนเต็มที
ทว่า… เกาถิง แม้จะอายุมากกว่า แต่นั่นคือความแตกต่างของประสบการณ์!! นี่มิใช่เวทีประลองยิ่งใหญ่ ที่คนอายุน้อยแล้วแข็งแกร่งจะได้รับคำชื่นชมเยินยอ.. แต่นี่คือการต่อสู้ที่มีเพียงแค่ชนะหรือแพ้… รอดหรือตาย!!
เกาถิง แม้ในอดีตจะไม่ใช่อัจฉริยะ แต่ก็ก้าวขึ้นมาเป็นชนชั้นยอดฝีมืออย่างมั่นคง… ในวัยร่วม 40 ปี และบรรลุพื้นฐานลมปราณระดับนี้ ถึงจะไม่อาจเรียกได้ว่าอัจฉริยะ แต่ก็กล่าวได้ว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน…
อีกทั้ง เกาถิง ก็ยังเป็นการเติบโตขึ้นมาในองค์กรใต้ดิน ที่เต็มไปด้วยเส้นทางแห่งการฆ่าฟัน เหยียบย้ำมาบนซากศพนับไม่ถ้วน และยังทำงานร่วมกับเทพปรมาจารย์ที่โหดเหี้ยมอย่าง ลู่เหรินฮ่าว ประสบการณ์ในการสังหารศัตรูของ เกาถิง นั้น เหนือล้ำกว่า มู่เจี้ยน ชนิดที่มิอาจนำมาเปรียบวัดกันได้
นี่คือความเป็นจริงของยุทธภพ… อายุน้อยและประสบความสำเร็จอาจได้รับความชื่นชมมากมายจากผู้คนรอบข้าง หากเป็นการเผชิญหน้ากับคนในรุ่นเดียวกัน มู่เจี้ยน ก็คงไม่มีทางพ่ายแพ้… ทว่าก็เมื่อต้องมาเทียบชั้นกับยอดฝีมือในระดับพื้นฐานลมปราณเดียวกัน ย่อมมีความต่างในด้านประสบการณ์ที่ชัดเจน...
ข้อแตกต่างของ เกาถิง และ มู่เจี้ยน ยังไม่ใช่แค่เพียงประสบการณ์เท่านั้น แต่ยังร่วมไปถึงอาวุธ!! ดาบของ เกาถิง คืออาวุธอักขระชั้นลมปราณสีเหลือง ถือเป็นศาสตราระดับสูงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่กระบี่ของ มู่เจี้ยน กลับไม่ใช่ ถึงแม้ชายหนุ่มจะมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยมือปราบ แต่พื้นฐานก็มิใช่ตระกูลใหญ่ที่มั่งมี กระบี่อักขระชนชั้นลมปราณสีเขียว เป็นขีดจำกัดที่ มู่เจี้ยน สามารถที่จะหามาใช้ได้แล้ว…
ผ่านไปหลายสิบกระบวนท่า เริ่มปรากฏร่องรอยบาดแผลบนร่างของ มู่เจี้ยน ขึ้นประปราย แม้มันจะไม่มีผลต่อการต่อสู้ แต่ย่อมมีผลต่อจิตใจที่เสียเปรียบในการปะทะ หากพลาดท่าเพียงครั้งเดียวนั่นย่อมหมายถึงอาการบาดเจ็บสาหัส… ซุน ที่เฝ้ามองดูการต่อสู้นี้ ลมหายใจถี่กระชั้น เริ่มรู้สึกเสียใจที่ชักชวน มู่เจี้ยน ให้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย…
ดังนั้นในเมื่อ ซุน ไม่อาจเข้าไปร่วมในการต่อสู้ตรง ๆ ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่อาจช่วยเหลือจากวงนอก... เวลานี้ ซุน จึงหยิบเอายุทธภัณฑ์สองชิ้นจากแหวนมิติ ที่ก่อนหน้านี้ได้ถอดออกไปเพื่อการแปลงโฉมสมบูรณ์ หยิบเอาทั้งสองชิ้นขึ้นมาสวมใส่บนร่างอีกครั้ง…
กำไลซ่อนมรณา… และ รัดเกล้าเนตรมรกต…