อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 169 ร่มโลหะพิรุณ
ตอนที่ 169
“อ๊ากกกกก!!” ดวงตาขวาที่ถูกทำลาย ย่อมทำให้ เกาถิง เจ็บปวดรวดร้าวอย่างถึงที่สุด นี่มิใช่สิ่งที่จะสามารถรักษาได้ในภายหลัง มันมิใช่บาดแผลแต่มันคือก็ทำลายอวัยวะไปอย่างสมบูรณ์ ไม่มีวันฟื้นคืนกลับมา
มู่เจี้ยน ก็ยังอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกกับสถานการณ์ที่ค่อยข้างกะหันหัน หันมองกลับไป ซุน ในช่วงจังหวะหนึ่ง สัมผัสได้ว่าเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ เกาถิง ชะงักการโจมตีจนไม่อาจลงดาบสุดท้าย และการระเบิดออกของดวงตาข้างขวา ล้วนแล้วเกิดจากฝีมือของ ซุน ทั้งสิ้น
เวลานี้ ซุน ที่รู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก รีบทะยานตรงมาอยู่ข้างกายของ มู่เจี้ยน หยิบยื่นสุราฟื้นฟู พร้อมกับใช้สุราอีกหลายชนิด เทราดไปบนบาดแผลของ มู่เจี้ยน ทำให้มันเกิดเยื้อบาง ๆ เกาะบนบาดแผล สัมผัสได้ถึงอำนาจฟื้นฟูด้วยเช่นกัน…
มู่เจี้ยน เผยแววตาชื่นชม…
“อย่ากังวลไป ข้ายังไหว… หลายสมรภูมิที่ข้าผ่านมา เลวร้ายกว่านี้ก็ใช่ว่าจะไม่เคยพบเจอ”
ซุน เอ่ยขออภัยอีกหลายคำตามความรู้สึกผิดในใจ ก่อนที่ทั้งสองคนจะเพ่งมองไปยัง เกาถิง ที่เวลานี้บาดเจ็บหนักกว่า มู่เจี้ยน หลายต่อหลายเท่า… ดวงตาข้างหนึ่งถูกทำลาย แผลที่ท้องทั้งลึกและเป็นตำแหน่งสำคัญ
เวลานี้ไฟรบของ เกาถิง มอดดับลงแทบจะสมบูรณ์ ด้วยอาการบาดเจ็บที่สาหัส ทำให้สติวิเคราะห์จึงหวนกลับมา ตระหนักถึงสิ่งที่สำคัญมากยิ่งกว่า… นั่นคือการเอาชีวิตรอดออกไปให้ได้ เพราะตนก็คือความหวังทั้งหมดของตระกูลเกา!!
เกาถิง คิดไม่ออกและไม่เข้าใจสักนิดว่าตนพลาดท่าในจุดใด… แต่เมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่ใช่ผู้ที่จะมาคร่ำครวญเสียใจกับสิ่งที่ไม่อาจแก้ไข ด้วยประสบการณ์ของ เกาถิง หากมิใช่เพราะมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะสังหารศัตรูได้เลือกจึงตัดสินใจลงมือ ซึ่งหากตัดสินใจที่จะหลบหนีตั้งแต่แรกล่ะก็ ไม่มีทางที่ ซุน และ มู่เจี้ยน จะสามารถหยุดยั้งได้ด้วยซ้ำไป…
เกาถิง สำรอกโลหิตบางส่วนออกมาอีกครั้ง ความแข็งแกร่งลดต่ำลงไปฮวบฮาบหลายขั้น ตำแหน่งที่ มู่เจี้ยน แทงกระบี่ลงไปนั้น คือตำแหน่งชีพจรหลักจุดหนึ่ง ดังนั้นเมื่อมันเกิดความเสียหาย การโคจรเคลื่อนย้ายลมปราณทั้งหมดล้วนเกิดการติดขัดเสียสมดุล ลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุด เวลานี้รีดเค้นออกมาได้เพียงแต่ 2-3 ส่วนเท่านั้น หมดสิทธิ์ที่จะปะทะกับ มู่เจี้ยน ตรง ๆ ได้อีกแล้ว…
“ข้าต้องหนีไปจากที่นี่!!” เถาถิง สบถขึ้นในใจ ฉายแววตาเด็ดเดี่ยวยามที่มองไปยังสองบุรุษเบื้องหน้า ระเบิดพื้นฐานลมปราณเท่าที่ทำได้ พร้อมกับหยิบเอาธงสีดำผืนหนึ่ง และร่มโลหะคันหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ
มู่เจี้ยน เบิกตาโพรงขึ้นในทันทีเมื่อเห็นร่มโลหะคันนั้น ด้วยความที่เป็นมือปราบย่อมต้องเคยเห็นหนึ่งในอาวุธลับที่ไม่อาจดูแคลนชิ้นนี้มาก่อน... ชัดเจนว่าร่มโลหะนี้มิใช่อาวุธอักขระ แต่เป็นอาวุธกลไกพิเศษประเภทหนึ่ง ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้วิทยาการจากองค์กรใต้ดิน ทั้งยังมีเพียงบุคคลระดับสูงขององค์กรใต้ดินเท่านั้น ที่มีไว้ในการครอบครอง
“ร่มโลหะพิรุณ!!”
เกาถิง ไม่สนใจท่าทีของ มู่เจี้ยน ปักร่มโลหะลงยังพื้นดินตรงหน้า พร้อมกับดึงสลักกลไกเปิดใช้งาน จากนั้นก็นำเอาธงสีดำมาห่อหุ้มร่างกายทั้งหมดเอาไว้ พุ่งทะยานหลบหนีอย่างไม่คิดชีวิตออกห่างจากตำแหน่งที่ปักร่ม… หากสังเกตดี ๆ จะพบว่า ธงสีดำผืนนี้ถูกถักทอขึ้นจากเส้นใยโลหะจำนวนนับไม่ถ้วน และยังกำกับไว้ด้วยอาคมบางอย่าง ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ปกป้องวัตถุแหลมคมขนาดเล็กโดยเฉพาะ
ซุน ที่เห็นศัตรูบาดเจ็บในระดับนั้นแล้ว ย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงคิดจะหลบหนีแน่นอน ตั้งท่าจะพุ่งตัวติดตาม ว่าในตอนนั้นเอง มู่เจี้ยน กลับคว้าข้อมือของ ซุน เอาไว้ด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด ก่อนจะกระชากร่างของ ซุน ให้หลบหนีไปยังอีกทิศทางอย่างรวดเร็ว
“หนีก่อน!! ร่มนั่น คือระเบิดอาวุธลับที่ไม่อาจดูแคลนขององค์กรใต้ดิน!!” มู่เจี้ยน คำรามขึ้นด้วยสีหน้ามืดดำ
ร่มโลหะเมื่อถูกดึงสลักกลไก ก็กางขยายออกในพริบตา หากสังเกตให้ชัดเจนจะพบว่าสิ่งที่กางขยายออกมาทั้งหมด คือโลหะรูปใบมีดขนาดเล็กจำนวนนับไม่ถ้วน จากนั้นตัวร่มก็เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง!!
ใบมีดจำนวนนับไม่ถ้วนสาดกระจายออกไปรอบทิศทาง ทุกเล่มล้วนมีอำนาจทะลุทะลวงอย่างที่สุด นี่คืออาวุธลับที่เกิดจากวิทยาการขององค์กรใต้นั้น ดังนั้นอำนาจสังหารของมันจึงสุดจะหยั่งถึง สามารถเล่นงานกองกำลังของทหารและหน่วยมือปราบจำนวนหนึ่งให้ดับสูญลงได้เลย
ฝ่าย เกาถิง สามารถใช้ธงสีดำที่ห่อหุ้มร่าง ป้องกันคมมีดเหล่านี้ได้อย่างไม่ยากเย็น ราวกับว่าธงผืนนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกัน ใบมีดเล็ก ๆ จากร่มโลหะพิรุณโดยเฉพาะ ดังนั้นแล้วฝีเท้าในการหลบหนีของ เกาถิง จึงไม่หยุดชะงักใด ๆ
ผิดกับ ซุน และ มู่เจี้ยน เวลานี้ทั้งสองจำเป็นถอยออกมาให้ไกลที่สุดเพื่อลดอานุภาพของอาวุธลับชิ้นนี้ ที่นี่คือลานกว้าง จึงไม่มีสิ่งใดจะใช้เป็นที่กำบัง อีกทั้งช่วงเวลาที่สลักถูกดึงไปจนถึงการระเบิด เป็นเวลาแค่ช่วงสั้น ๆ ไม่เกิน 3 ลมหายใจเข้าออก ทั้ง ซุน และ มู่เจี้ยน หนีออกมาได้แค่รัศมี 30 จั้ง ก็นับว่าเต็มที่แล้ว…
มู่เจี้ยน กัดฟันตวัดกระบี่ฟาดฟันใบมีดนับไม่ถ้วนที่พุ่งเข้ามาตรงหน้า ยังดีที่ มู่เจี้ยน เคยมีประสบการณ์รับมือกับ ร่มโลหะพิรุณ นี้มาก่อน จึงยังพอถูไถรับมือ แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้สมบูรณ์แบบ การตวัดกระบี่เลือกป้องกันได้แค่บางส่วน จำต้องป้องกันตำแหน่งอวัยวะสำคัญเป็นอันดับแรก ทำให้ใบมีดจากคมอาวุธอีกหลายส่วนที่เหลือ เสียบแทงเข้าที่ขา และหัวไหล่
ด้านของ ซุน นั้น โชคดีที่ได้ยิน มู่เจี้ยน เตือนภัยล่วงหน้า จึงขับขานปราณคุ้มกัน และอาคมคุ้มกายถึงขีดสุด พร้อมกับหยิบเอาขวานจักรพรรดิ ที่มีขนาดใหญ่ออกมาปักลงเบื้องหน้าสร้างเป็นที่กำบังขนาดย่อมได้อย่างฉิวเฉียด ด้วยใบขวานที่ใหญ่พอสมควร จึงทำให้พอจะปกป้อง ซุน จากคมอาวุธจำนวนมากนี้ได้ แต่ก็ยังมีอวัยวะบางส่วนที่เกินขอบเขตใบขวาน ถูกเชือดเฉือนอาภรณ์จนขาดรุ่งริ่ง มีบาดแผลเล็ก ๆ ปรากฏทั่วเรือนกาย
ดวงตาของ ซุน ได้แต่แข็งค้างไปด้วยจิตโทสะ เวลานี้แม้การระเบิดของคมมีดจะหยุดลงแล้ว แต่ เกาถิง ก็หนีออกไปไกลหลายร้องจั้ง ต่อให้อีกฝ่ายบาดเจ็บหนัก แต่ก็อยู่ในขอบเขตที่ยากจะติดตามไปแล้ว ทั้งยังไม่แน่ชัดอีกด้วยว่า เกาถิง ยังมีร่มโลหะเช่นนี้อีกมากน้อยเพียงใด!!
“เกาเทียนฉี เป็นหนึ่งในสิบแกนนำกลุ่มมังกรทอง องค์กรใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดของยุทธภพ การจะมีร่มโลหะไว้ในครอบครองหลายชิ้น ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ และทั้งหมดคงถูกส่งต่อมายัง เกาถิง เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นพวกเราไม่อาจประมาทได้” มู่เจี้ยน กล่าวขึ้นด้วยใบหน้าที่ขาวซีด อาการบาดเจ็บของ มู่เจี้ยน ก็ใช่ว่าจะสามัญ ทั้งเวลานี้ขาทั้งสองข้าง ยังถูกเล่นงานจนได้รับบาดแผลจากคมมีด ยากที่จะระเบิดความเร็วติดตาม เกาถิง
ซุน ตระหนักได้ทันทีว่าเวลานี้ มีแต่ตนเท่านั้นที่พอจะติดตาม เกาถิง ไปได้… และหากยอมปล่อยให้ เกาถิง หลบหนีไป จะก่อให้เกิดความวุ่นวายในภายหลังตามมาอย่างมหาศาล จากความคับแค้นที่ถูกกวาดล้างตระกูล อาจจะกลายเป็นคนบ้าคลั่งผู้หนึ่ง
และที่สำคัญ… เบาะแสสุดท้ายที่ ซุน จะหาตัว เหยาหมิง ผู้เป็นเหล่าซือ ก็จะหายไปด้วย!! เมื่อคิดได้เช่นนั้น ดวงตาของ ซุน ก็เผยประกายเด็ดเดี่ยว… มีโอกาสเพียงครั้งเดียวที่จะหยุด เกาถิง ให้ได้ในเวลานี้…
ซุน ตัดสินใจสลายพลังของ จี้แปลงโฉม เปลี่ยนจากใบหน้าของชายวัยกลางคนก่อนหน้านี้ เผยให้เห็นถึงใบหน้าดั้งเดิมอันเป็นผู้เยาว์… “เกาถิง!! แน่จริงก็มาสู้กับข้า”
น้ำเสียงของ ซุน แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้ ซึ่งเมื่อกระทบเข้ากับหูของ เกาถิง ร่างของ เกาถิง ก็สั่นเทิ้มขึ้นทันที ความทรงจำต่อน้ำเสียงที่เป็นปรปักษ์นี้ชัดเจนยิ่งกว่าอะไร ก่อนจะค่อย ๆ หยุดการพุ่งทะยาน เหลือบหันมองกลับมาด้วยดวงตาที่ฉายไอสังหารไร้สิ้นสุด…
หากคราวถึงอิทธิพลในตัวตนของ ซุน ที่มีต่อ เกาถิง ตลอดช่วงเวลาราวครึ่งปีมานี้ ถือเป็นอะไรที่มีผลกระทบต่อตัวของ เกาถิง อย่างที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในชีวิต!! จากภารกิจที่ ลู่เหรินฮ่าว มอบหมายให้เฝ้าระวังผู้เยาว์ชนชั้นคนเถื่อนไร้วรยุทธผู้หนึ่ง ซึ่งถือเป็นภารกิจที่ง่ายอย่างยิ่ง หากเทียบกับภารกิจลอบสังหารแสนอันตรายอย่างที่ผ่าน ๆ มา
แต่สุดท้าย เกาถิง ก็พลาดอย่างจัง พลาดครั้งแล้วครั้งเล่า!!
แล้วก็เพราะการใช้อำนาจตระกูลเกา กระจายกำลังค้นหาตัว ซุน อีกเช่นกัน ที่ทำให้ตระกูลเกา ซึ่งปกติแล้วจะไม่เปิดเผยความพิรุธใด ๆ ออกมา ว่าเป็นหนึ่งในกบฏที่เข้าร่วมองค์กรใต้ดิน แต่ด้วยการค้นหาที่ยาวนานติดต่อกันหลายเดือน ใช้เส้นสายภายในองค์กรจำนวนไปไม่น้อย… นั่นจึงทำให้หางที่เก็บซ่อนมิดชิดมาโดยตลอด ค่อย ๆ โผล่ออกมา จนสำนักบุปผาประจิมและสำนักสายลมประจิมเริ่มสังเกตเห็น และลุกลามใหญ่โตถึงขั้นดับล้างตระกูลในวันนี้…
ถึงจะกล่าวไม่ได้ว่า ซุน คือสาเหตุทั้งหมดที่ตระกูลเกาถูกดับทำลาย… แต่ก็ชัดเจนอย่างยิ่งว่า ซุน คือหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญ!! ยิ่งการปรากฏตัวในเวทีประลองของวังหลวง เล่นงาน เกาทงหลิน จนย่อยยับถึงขั้นพิกลพิการ ก็ยิ่งตอกย้ำว่า ซุน คือศัตรูที่มิอาจอยู่ร่วมแผ่นดินกับตระกูลเกา!!
ด้วยเหตุนี้ การเปิดเผยตัวตนของ ซุน จึงสามารถสร้างพันธนาการที่มองไม่เห็น ได้ทรงอำนาจมากยิ่งกว่าเนตรมรกตเสียอีก... เพราะมันคือพันธนาการแห่งจิตใจที่เกาะกุม เกาถิง ไว้อย่างล้ำลึก ต่อให้เวลานี้ เกาถิง จะตัดสินใจทำทุกอย่างเพื่อหลบหนี แต่เมื่อ ซุน ปรากฏทุกอย่างล้วนขาวโพลนในหัว หลงเหลือเพียงความเครียดแค้นอย่างไร้ที่สิ้นสุด
“ที่แท้ก็เป็นมัน!! เจ้าเด็กสมควรตายผู้นั้น!!” เกาถิง เค้นเสียงไม่ยกฟัน ดวงตาที่เหลือเพียงข้างเดียวแดงก่ำอย่างถึงที่สุด
เดิมที ซุน ไม่อยากเผยตัว แต่เพราะไม่มีทางเลือก จึงจำเป็นต้องใช้การเผยตัวเพื่อหยุดยั้ง เกาถิง เอาไว้… มู่เจี้ยน ที่อยู่ด้านหลังส่งเสียงย้ำเตือนถึงความอันตรายของ ราชสีห์บาดเจ็บตนนั้น แต่เด็กหนุ่มก็เพียงแต่หันมายิ้มรับ และตัดสินใจที่เสี่ยงเข้าเผชิญหน้า อยากปิดฉากการต่อสู้ครั้งนี้โดยไม่พึงพา มู่เจี้ยน!!
สถานการณ์นี้อาจมองเป็นความประมาท… แต่ ซุน ก็ทราบดีว่าในยุทธภพ หากหลีกเลี่ยงความประมาททั้งหมด ก็ไม่อาจพัฒนาเติบโต เวลานี้ร่างกายของ ซุน แม้จะมีบาดแผลอยู่บ้างแต่ก็นับว่าตื้นเขิน ไหนเลยจะเทียบได้กับความสาหัสของ เกาถิง
ซุน ถือกระบี่แยกสมุทรไว้ในมือ… และยังมีกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ ที่ถูกควบคุมด้วยจิตวิญญาณแห่งกระบี่หมุนวนอยู่รอบกาย ระเบิดลมปราณทั่วร่างจนถึงขอบเขตสูงสุด…
“เกาถิง!! ข้าจะส่งเจ้าไปอยู่กับน้องชายเจ้าให้เอง!!”
เกาถิง จากที่เดือดดาลอยู่แล้ว ทันทีที่ถูกกระตุ้นก็บ้าคลั่งอย่างไม่ต้องสงสัย แม้การโคจรลมปราณทั่วร่างจะติดขัดจากบาดแผลที่ท้อง เบ้าตาข้างขวาจะเจ็บปวดอย่างที่ไม่อาจอธิบาย แต่สิ่งเหล่านั้นเทียบไม่ได้เลยกับจิตใจที่ถูกกระตุ้นบีบรัด เกาถิง พุ่งร่างตรงเข้ามา ซุน เช่นเดียวกัน คำรามเสียงดุจสัตว์ร้ายน่าสะพรึง…
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ซุน ได้เลือกที่จะเข้าสู่สมาธิอันนิ่งสงบ อัญมณีสีมรกตกะพริบวิบวาบเป็นระยะ ทำการทรงร่างสมิงขาวอย่างไม่ลังเล แผ่ไอปราณแห่งสัตว์อสูรออกมา อาศัยจิตวิญญาณแห่งกระบี่ ทำให้กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์พุ่งเข้าไปดุจลูกธนูออกจากแล่ง
จากนั้น ซุน ก็พลันระเบิดปราณธาตุร้อนเย็นประสานหักล้าง จึงเกิดเป็นกลุ่มหมอกควันที่แฝงไว้ด้วยอณูลมปราณกระจัดกระจาย บดบังทัศนวิสัยและสัมผัสลมปราณที่ย่ำแย่อยู่แล้วของ เกาถิง ให้ย่ำแย่ลงมากยิ่งขึ้นไปอีก แฝงเร้นซ่อนกายในกลุ่มหมอกควัน…
เกาถิง กัดฟันดังกรอด ตวัดดาบอักขระดุดันครั้งหนึ่ง ทำให้กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ กระเด็นออกไปไกลสูญเสียการควบคุมชั่วพริบตา… แล้วจึงระเบิดปราณห่อหุ้มตัวดาบ ฟาดฟันไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า ทำให้เกิดกระแสลมกรรโชก สาดซัดทำลายหมอกควันเหล่านั้นให้สลายหายไป
ทว่าเพียงแค่อึดใจเดียวที่หมอกควันปกคลุมนั้นเอง เงาร่างของ ซุน ก็เลือนหายไปจากสัมผัสรับรู้ที่พร่าเลือน ความตื่นตะลึงปรากฏในสีหน้าของ เกาถิง ทันที เพราะที่นี่คือลานกว้าง ในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ ไม่มีทางที่ ซุน จะสามารถหายตัวไปได้ ซ้ายขวารอบด้านล้วนว่างเปล่าไปหมด
จวบจนกระทั่งหูของ เกาถิง ได้ยินเสียงกระพือปีกของวิหคที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้นยามราตรี… ดวงตาข้างเดียวนั้นจึงกวาดมองไปยังด้านบน ท้องฟ้าที่มืดมิดกลับมีเงาร่างที่บินตัดผ่านหมู่ดาวที่ทอแสง
มีเพียงแสงสีเขียวจุดเล็ก ๆ เท่านั้นที่สามารถทำให้สังเกตเห็นได้… เวลานี้ ซุน นั่งอยู่บนหลังของ เฝิงน้อย ที่ลอบพาออกมาจากสำนักด้วย และกำลังพุ่งดิ่งลงมาด้วยความเร็วที่มหาศาล ก่อนที่ ซุน จะขว้างปาวัตถุสิ่งหนึ่งลงมา ตรงเข้ามา เกาถิง!!
ด้วยปฏิกิริยาของยอดฝีมือ ผนวกกับภาพจำของกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ที่พุ่งโจมตีเข้ามาเมื่อครู่นี้ ทำให้ไปกระตุ้นการตอบสนองของ เกาถิง จนต้องฟาดฟัดดาบคลื่นออกไปปะทะ ไม่ยินยอมที่จะให้วัตถุดังกล่าวเข้าใกล้ร่างของตน…
ทว่าในพริบตาที่ถูกคลื่นดาบฟันเข้าใส่นั้นเอง วัตถุนั้นซึ่งแท้จริงแล้วมันเป็นเพียง น้ำเต้าสุรา ก็ได้แตกระเบิด และสาดกระเซ็นสุรากลิ่นฉุนเป็นฝอยละออง กระจายพรมรอบรัศมีหลายสิบจั้งประหนึ่งสายฝน ไม่หลงเหลือพื้นที่ตารางส่วนใดให้ เกาถิง สามารถหลบเลี่ยงได้…
“สุราแห่งหยิน… เมรัยกัดกร่อน!!”