อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 170 ภารกิจสำเร็จเสร็จสิ้น
ตอนที่ 170
“สุราแห่งหยิน… เมรัยกัดกร่อน!!”
นี่เป็นสุราที่ไม่สมควรเป็นสุราด้วยซ้ำ มิต่างจากของเหลวมีพิษ เป็นหนึ่งในสุราแห่งหยิน จากวิถีแห่งเซียนเมรัย… ด้วยความที่ปรมาจารย์สุรามีการวิจัยเกี่ยวกับการ หมัก บ่ม ต้น กลั่น สุรามาอย่างยาวนานหลายต่อหลายรุ่นตลอดหนึ่งหมื่นปี ดังนั้นแล้วผลลัพธ์การวิจัยทดลองที่ได้มา ก็ใช่ว่าจะเป็นสุราที่เลิศรสเสมอไป
สุราแห่งหยิน และ สุราแห่งหยาง คือสุราบางชนิดที่เต็มไปด้วยผลข้างเคียงมากมาย หากเป็นผลดีต่อร่างกายทั้งการบ่มเพาะ การฟื้นฟู การรักษา หรือการเสริมส่งต่าง ๆ จะจัดอยู่ในประเภทของ สุราแห่งหยาง… ทว่าหากเป็นฤทธิ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายในหลาย ๆ ด้านแตกต่างกันออกไป นั่นจึงเรียกว่า สุราแห่งหยิน
ทั้งสอง 2 ล้วนเป็นองค์ประกอบของ วิถีเซียนเมรัย จนทำให้ผู้ที่เดินบนเส้นทางแห่งวิถีบ่มเบาะนี้ สามารถเข้าถึงประโยชน์และโทษจากสุรา มากยิ่งกว่าบุคคลสามัญทั่วไป… ถึงแม้ ซุน จะเดินบนเส้นทางแห่งวิถีนี้ได้ไม่นาน แต่หากให้กล่าวว่าทักษะใดที่ ซุน แตกฉานรู้แจ้งมากที่สุดบนเส้นทางแห่งการฝึกยุทธ ย่อมกล่าวออกมาได้อย่างไม่ลังเล… ว่านั่นคือ วิถีแห่งเซียนเมรัย!!
สุรากลิ่นฉุนที่สาดพรมลงมา เกาถิง สัมผัสได้ถึงพิษกัดกร่อนจากความแรงของฤทธิ์สุราชนิดนี้ อาภรณ์รอบกายเริ่มเกิดการผุกร่อนอย่างรวดเร็ว แม้แต่ผิวกายยังแสบร้อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หากไม่มีปราณคุ้มกันปกป้องแล้วล่ะก็ เกาถิง อาจต้องดิ้นพล่านไปกับพื้นอย่างทุกข์ทรมาน เฉกเช่นที่ในอดีต หานห้าว ผู้เป็นชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุดเช่นกัน ก็ถูกสุรากัดกร่อนเล่นงานจนน่าสมเพชเวทนา(ตอนที่ 64)
เกาถิง จากเดิมที่ก็รีดเค้นลมปราณออกมาได้ยากอยู่แล้ว เวลายังต้องแบ่งปราณทั้งหมดไปไว้ยังปราณคุ้มกัน เพื่อมิให้สุรากัดกร่อนทะลุผิวกายละลายกล้ามเนื้อ ใบหน้าซีดเผือดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ประสบการณ์ที่ผ่านมาจะเคยเจอกันโอสถพิษมาบ้าง แต่ก็ยังไม่เคยพบเจอผู้ใช้สุราพิษเช่นนี้ สัมผัสได้ถึงวิกฤตที่คืบคลาน
ซุน โดดจากหลังของ เฝิงน้อย พุ่งลงมาจากความสูงหลายสิบจั้งดุจดาวตก ดวงตาฉายไอสังหารรุนแรง กระบี่แยกสมุทรในเวลานี้ยกชูขึ้นสร้างกระแสวังวนปราณกระบี่ขนาดใหญ่เหนือศีรษะ แสดงพลานุภาพสยบที่บ่งบอกว่าจะตัดสินชี้ขาด หันชี้กระบี่แยกสมุทรตรงไปยัง เกาถิง วังวนกระบี่เปลี่ยนวิถีกลายเป็นพายุควงสว่าน พุ่งไปด้านหน้าระเบิดทักษะเฉพาะอันเป็นไม้ตาย…
“วังวนกระบี่ไร้สิ้นสุด!!”
ซุน ไม่อาจจะออมมือได้ ทักษะเฉพาะนี้จึงอัดแน่นไปด้วยลมปราณที่รีดเค้นถึงขีดสุด ทั้งยังแฝงเร้นด้วยไอสังหารที่แผ่ซ่านออกมาอย่างตลบอบอวล ดังนั้นอำนาจสยบที่ถูกปลดปล่อย ย่อมเหนือล้ำกว่าที่เคยใช้บนเวทีประลองในวังหลวง!!
ชั้นบรรยากาศโดยรอบสะท้านสะเทือน ประหนึ่งว่าพายุลูกใหญ่กำลังถาโถมลงมาจากท้องฟ้า… หากเป็นสถานการณ์ปกติแล้ว เกาถิง มีพลังมาพอจะตวัดดาบทำลายพายุควงสว่านนี้ได้ภายในดาบเดียว จากพื้นฐานลมปราณชั้นสีเหลืองขั้นสูงสุด
แต่ทว่าในตอนนี้ อาการบาดเจ็บที่สั่งสม สมาธิที่สูญเสีย และลมปราณที่ติดขัด ทั้งยังมีพิษกัดกร่อนคอยเล่นงานต่อเนื่อง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้ เกาถิง ได้แต่เฝ้ามองการพุ่งเข้ามาของวายุปราณกระบี่ด้วยความจนใจ มีแต่ต้องกัดฟันและตวัดดาบที่แทบจะไร้พลังสวนกลับคืน…
ตูม!!
เสียงปะทะดังกึกก้องดุจกัมปนาท คลื่นพลังแผ่ซ่านขยายวงสุดจะหยั่ง แม้ว่า เกาถิง จะอ่อนแอมากเต็มที แต่ก็ยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยศักดิ์ศรีของยอดฝีมือ สามารถทำลายวายุควงสว่านให้สูญสลายไปได้ ทว่าก็จำต้องกระอักเลือดสดถึงสามครั้งติดต่อกัน เส้นลมปราณฉีกขาดเพราะฝืนร่างกายมากเกินไป
ดวงตาข้างเดียวของ เกาถิง เผยความไม่อยากจะเชื่อออกมา พลังโจมตีของ ซุน เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่พลังของชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นต้น แต่มันเทียบเคียงได้กับชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นสูงสุด หรืออาจจะถึงชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นแรกไปแล้ว!! ไม่แปลกใจเลยที่ ซุน สามารถเอาชนะ เกาทงหลิน ได้ในการต่อสู้ยุติธรรม และเป็นผู้ชนะเลิศการประลองระดับผู้เยาว์ของทวีปพยัคฆ์ขาว
หลังการปะทะ ซุน ก็ใบหน้าขาวซีดลงเช่นกัน ลมปราณทั่วร่างเกิดการปั่นป่วน แต่ยังห่างไกลจากอาการบาดเจ็บ ยังสามารถใช้แรงปะทะลงสู่พื้นดินเบื้องหน้าได้อย่างมั่นคง ทั้งยังตั้งกระบวนถาโถมต่อเนื่อง ไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดรอด
มือซ้ายของ ซุน ตั้งท่ายกนิ้วโดยการเหยียดนิ้วชี้และนิ้วกลางจากกำปั้น ประสานจิตวิญญาณแห่งกระบี่เข้าควบคุมกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ที่ตกอยู่ไม่ไกล ส่งผลให้กระบี่ทองเกิดการสั่นไหวและลอยขึ้นราวกับมีชีวิต เมื่อ ซุน ชี้นิ้วและเพ่งเจตนาตรงไปยัง เกาถิง กระบี่ทองก็พวยพุ่งอีกครั้งกรีดผ่าอากาศรอบด้าน กลายเป็นแสงสีทองที่สาดประกายเป็นทางยาว
เกาถิง ต้องรับมือทั้งกระบี่ทองที่ลอยในอากาศราวกับมีชีวิต และกระบี่แยกสมุทรที่ ซุน เสือกแทงกระหน่ำเข้าหาในเวลาเดียวกัน… แม้ เกาถิง จะสามารถกัดฟัน คำรามเสียงบ้าคลั่งใช้พลังที่หลงเหลือเพียงน้อยนิดเข้าต่อกร แต่ก็ยังรับมือได้เพียง 10 กระบวนท่า จากนั้นลมปราณก็เริ่มติดขัดไม่ต่อเนื่อง บาดแผลที่ท้องโลหิตไหลอาบ ดวงตาที่สูญเสียไปเจ็บปวดเหนือคณา แม้แต่ฤทธิ์สุราก็ยังกัดกร่อนไม่หยุด
ถึงจะเป็นยอดฝีมืออย่าง เกาถิง แต่อย่างไรก็ย่อมมีขีดจำกัด…
ในท้ายที่สุด ก็ไม่อาจรับมือได้ไหว… กระบี่ทองพุ่งเข้าเสียบแทงจากด้านหลังทะลุออกมายังด้านหน้า!! กระบี่แยกสมุทร ตวัดฟันเกิดแผลยาวตั้งแต่หัวไหล่ซ้ายลากยาวจนถึงเอวฝั่งขวา โลหิตกว่า 1 ใน 5 ส่วน ยามนี้ไหลออกจากร่างของ เกาถิง และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง
ดวงตาที่เหลือเพียงข้างเดียวนั้นเริ่มพร่าเลือน สติเลื่อนลอย หมดสิ้นโอกาสที่จะผลิกผันสถานการณ์ ทรุดเข่าลงกับพื้นเพราะเสียเลือดและบาดเจ็บมากเกิน พ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์…
มู่เจี้ยน เพิ่งจะตามมาถึงจากอาการบาดเจ็บที่ขาทั้งสองข้าง เมื่อเห็นสภาพของ เกาถิง ที่เวลานี้กล่าวได้เต็มปากว่าตายไปครึ่งทางแล้ว… มือปราบหนุ่มอดไม่ได้ที่จะอึ้งงัน ต่อให้ เกาถิง บาดเจ็บหนักมาตั้งแต่ที่แรก ทว่าก็เป็นถึงชนชั้นยอดฝีมือ ไม่คิดว่าจะพลาดท่าให้กับผู้เยาว์ชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นต้นอย่าง ซุน ได้จริง ๆ
“ซุน… นี่เจ้า?!” มู่เจี้ยน กล่าวพลางสูดลงหายใจลึก
ทว่า ซุน กลับไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายนัก แม้ว่า ซุน จะมีฝีมือยังไม่ถึงขั้น แต่ ซุน มีศาสตราที่แข็งแกร่งมากมาย และองค์ประกอบอีกหลาย ๆ ด้านที่เสริมส่งพลังในการต่อสู้ ผลลัพธ์จึงไม่เกินไปกว่าที่คาดหมายเอาไว้…
บัดนี้ลมหายใจของ เกาถิง โรยรินเต็มที ไม่เหลือพลังมากพอจะต่อต้าน เนตรสะกด ของ ซุน ได้ด้วยซ้ำไป จึงไม่มีสิ่งใดต้องกังวล… ซุน ปลดดาบอักขระในมือของ เกาถิง รวมถึงแหวนมิติที่อันแน่นไปด้วยทรัพยากรตระกูลเกา มาเก็บเอาไว้ในแหวนมิติของตนเอง
จากนั้นดวงตาก็โชนแสงมีประกายเหี้ยมเกรียม ทะลวงฝ่ามือเข้าไปกลางหน้าอกของ เกาถิง จับคว้าไปที่หัวใจ นับเป็นภาพที่ค่อนข้างโหดร้าย… มู่เจี้ยน หดนัยน์ตาแคบ และหันมองหน้า ซุน เล็กน้อย แต่ก็พอจะเดาได้ว่า ซุน คงมีทักษะลับบางอย่าง มิเช่นนั้นก็คงไม่กระทำโหดร้ายลงไปอย่างไร้เหตุผล…
“นิมิตห้วงวิญญาณ!!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนของ เกาถิง ร้องตะโกนขึ้น… พร้อมกับภาพความทรงจำบางส่วนที่หลั่งไหลเข้ามาในห้วงสำนึกของ ซุน อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่า เกาถิง จะไม่ใช่สมาชิกระดับสูงของกลุ่มมังกรทอง แต่ก็เป็นถึงหัวหน้าหน่วยย่อย เป็นหลานชายแกนนำสำคัญอย่าง เกาเทียนฉี และเป็นลูกสมุนสายตรงของ ลู่เหรินฮ่าว ผู้ที่เสมือนเป็นรองผู้นำกลุ่มมังกรทอง ดังนั้นความทรงจำเกี่ยวกับกลุ่มมังกรทองนี้ แม้จะไม่สมบูรณ์และก็ล้ำลึกอย่างที่ไม่อาจประมาณ…
ดวงตาของ ซุน ฉายแววตื่นตระหนก ระคนหวาดกลัว…
“ผู้นำกลุ่มเป็นถึงชนชั้นเทวะลมปราณสีแดง!!
และรองผู้นำกลุ่มยังเป็นถึง เทพปรมาจารย์!!”
………………………………
ณ เรือนตระกูลเกา… ด้านในม่านพลังกำราบราชันย์…
เวลานี้ภารกิจดับล้างตระกูลเกา เกือบจะสิ้นสุดลงแล้ว… สมาชิกตระกูลทั้งสายเลือดหลัก สายเลือดรอง ข้ารับใช้ หรือแม้แต่ยอดฝีมือรับจ้างที่เคยอยู่ในอาณาเขตตระกูลเการัศมี 5 ลี้ ทุกคนล้วนถูกสังหารจนหมดสิ้น มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ยังหลงเหลือ
นั่นคือ เกาเทียนฉี…
แม้จะเป็นการรุมเล่นงานจาก เตียมู่หยง เป่ยเตียวหุย และ อี้ตวน ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว ก็ยังไม่อาจที่จะจัดการกับ เกาเทียนฉี ลงได้… ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะทั้งสามคน เลือกที่จะต่อสู้อย่างระมัดระวัง ไม่หักโหมหรือถลำลึกไปกับกระแสการต่อสู้ที่มากเกินไป มุ่งเน้นความปลอดภัยเป็นหลักเสียมากกว่า
เพราะถึงอย่างไร เกาเทียนฉี ก็ได้ใช้ทักษะต้องห้ามเผาผลาญอายุขัยไปอย่างมากมาย หากเทียบกับเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน เกาเทียนฉี เวลานี้ราวกับแก่ชราลงไปอีกหลายสิบปี เส้นผมเริ่มที่จะหลุดร่วง ผิวหนังเหี่ยวย่น ร่างผอมแห้งลงไปอีกหลายรอบ จนเหลือเพียงหนังที่หุ้มกระดูก มีแค่ลมปราณที่ยังโคจรอย่างบ้าคลั่งเท่านั้น คล้ายจะไม่ลดต่ำลงมาเท่าใดนัก
สามยอดฝีมือฝ่าย เตียมู่หยง ใช้การสลับผลัดเปลี่ยนเข้าโจมตีอย่างชำนาญช่ำชอง มุ่งเน้นไปที่การฉุดยื้อเวลาต่อสู้ ก็เพียงพอจะคว้าชัยชนะในการต่อสู้นี้ได้โดยไม่ยากเย็นนัก… การต่อสู้ในระดับชนชั้นราชันย์มีความรุนแรงอย่างมาก แม้แต่ม่านพลังกำราบราชันย์แห่งนี้ยังสะท้านสั่นไหว พื้นที่กว่า 3 ใน 10 ส่วนของตระกูลเกา ราวกับถูกลบออกไปกลายเป็นลานดินกว้าง ๆ ที่ราบเป็นหน้ากลอง ทั้งหมดล้วนเป็นผลกระทบจากพลังในของชนชั้นราชันย์ทั้ง 4 คนในการต่อสู้
เกาเทียนฉี แม้จะฉุดยื้ออย่างถึงที่สุด แต่ทุกอย่างก็มาถึงปลายทางเสียแล้ว… เกาเทียนฉี ไม่หลงเหลือพลังชีวิตมากพอจะแปรเปลี่ยนเป็นลมปราณ ดังนั้นรัศมีลมปราณจึงค่อย ๆ ลดต่ำลงตามลำดับ ความบ้าคลั่งย่อมต้องอยู่ภายใต้สังขารที่แน่นอน สุดท้ายจึงแพ้ภัยตนเอง ทรุดเข่าลงด้วยร่างกายที่ไม่เหลือแม้แต่พลังชีวิต และพลังลมปราณ
สามผู้ชราที่นำโดย เตียมู่หยง ได้แต่เฝ้ามองช่วงเวลาสุดท้ายของ เกาเทียนฉี ด้วยใบหน้าที่สลดหดหู่ ทั้งสองฝ่ายล้วนไม่มีความแค้นต่อกันเป็นการส่วนตัว ดังนั้นย่อมไร้ซึ่งความปลื้มปิติต่อชัยชนะที่เกิดขึ้น ทุกอย่างมีเพียงความสูญเสียและการลบล้าง อยู่ภายใต้ราชโองการอันเป็นกฎแห่งยุทธภพที่มั่นคงของผู้มีอำนาจ
“ขะ…ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด ขะ…ข้าเพียงแค่อยากให้ตระกูลเกายิ่งใหญ่…” เกาเทียนฉี เอ่ยซ้ำไปซ้ำมาด้วยแววตาที่เหม่อลอย
เตียมู่หยง สืบเท้าเข้ามาด้วยใบหน้าที่มืดดำ แววตาฉายความเศร้าอาดูร มาหยุดอยู่เบื้องหน้าของ เกาเทียนฉี เสียงทอดถอนหายใจของ เตียมู่หยง บ่งบอกถึงความปลงอนิจจัง ความยุติธรรมในบางครั้งก็ไม่ได้มาในรูปแบบของความดีงามเสมอไป ทั้งความยุติธรรมยังถูกกำหนดโดยผู้ที่มีอำนาจมากกว่าเท่านั้น…
“ลาก่อน... เกาเทียนฉี…”
เตียมู่หยง เอ่ยแผ่วเบา ก่อนจะตวัดกระบี่อย่างรวดเร็วเพียงครั้ง ตัดศีรษะของ เกาเทียนฉี ให้หล่นร่วงสู่พื้นดิน ไม่มีแม้แต่เสียงร้องครวญครางใด ๆ ไม่มีแม้แต่การร้องขอความเห็นใจ ยอมตกตายไปอย่างภาคภูมิใจในฐานะยอดฝีมือผู้หนึ่ง…
เตียมู่หยง ยกชูกระบี่ ท่ามกลางสายตาของสมาชิกกองกำลังจากทั้งสามขุมกำลัง ที่มาร่วมตัวกันเป็นสักขีพยานในการต่อสู้สุดท้ายนี้ ชายชราประกาศชัยชนะเสียงก้องคำราม…
“ภารกิจดับล้างตระกูลเกา… สำเร็จเสร็จสิ้น”