อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 202 ด่านทดสอบจิตใจ
ตอนที่ 202
ซุน จดจ้องไปยัง ลูกแสงทรงกลม เหนือศีรษะไม่วางตา…
“นี่อย่างไรคือขอบเขตที่ผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน เอ่ยถึง!! ชั้น 111 ก็คือขอบเขตสูงสุด ตราบเท่าที่ยังเป็นเช่นนี้ข้าก็ไม่อาจทะลวงชั้นที่ 112 ไปได้… การฝ่าพิชิตน่าจะหมายถึงการทำลายขอบเขต ซึ่งนั่นก็คือลูกแสงทรงกลมลูกนี้… โชควาสนาแท้จริงอยู่ที่ยอดหอคอย นั่นก็แปลว่าตัวเลขวาสนาที่ปรากฎในลูกแสงทรงกลมนี้ มิใช่โชควาสนาที่แท้จริง!!”
ซุน รู้สึกราวกับได้กระจ่างแจ้ง เห็นแสงสว่างในขีดจำกัดของเวลาที่ใกล้จะมาถึง… หากตนคาดเดาไม่ผิด เมื่อทำลายลูกแสงทรงกลมนี้แล้ว ปฏิเสธของหอคอย ก็น่าจะที่เลือนหายไปพร้อมกัน… ซุน กำหมัดแนบแน่น แน่นอนว่าลูกแสงทรงกลมนี้ ถึงผู้อื่นไม่อาจทำลาย แต่ผู้ที่ถือครองสามารถทำลายมันได้
ทว่า… ก่อนจะลงมือ ซุน ก็จำต้องหยุดชะงัก หวนนึกถึงคำพูดของ เฉียงตงฟาง… การเข้าสู่หอคอยเป็นเรื่องง่าย ทว่าการจะออกไปต่างหากที่เป็นเรื่องยาก!!
ลูกแสงทรงกลมตรงหน้าคือสิ่งเดียวที่สามารถพา ซุน ออกไปจากที่นี่ได้ หากทำลายมันให้พินาศสิ้น นั่นย่อมเท่ากับทำลายโอกาสที่จะถูกเคลื่อนย้ายนำส่งกลับไปยังด้านนอก...ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ ซุน เกิดความลังเลขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ เกิดความรู้สึกขัดแย้งบางอย่างขึ้นมาภายในใจ… จวบจนกระทั่งมีเสียงหนึ่ง ดังขึ้นมาเพื่อเตือนสติ…
“ความมุ่งมั่นและทะเยอทะยาน... อยู่เหนือพรสวรรค์และชะตากรรม!!” เสียงของ เฒ่าชีเปลือย แผดคำรามขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบงัน
ซุน ถึงกับจิตใจสะท้านสั่นไหว รู้สึกว่านี่คือกำแพงที่ตนต้องก้าวข้าม หากเป็น ซุน ก่อนหน้านี้ผู้ที่ใช้เหตุและผลประเมินโอกาส ย่อมเลือกที่จะไม่แบกรับความเสี่ยง!! ถึงจะไม่ได้พิชิตหอคอยในครั้งนี้ปีหน้าก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส สู้เอาชีวิตรอดกลับไปอย่างปลอดภัยย่อมดีกว่า…
ทว่าภาพที่ ซุน ได้เห็นแผ่นหลังของ ลั่วชิงเหอ หรือแม้แต่ สภาพที่ฝืนขีดจำกัดจนแทบสิ้นลมของ เฉียงตงฟาง มันกลับบังเกิดความย้อนแย้งขึ้นในจิตใจ… นี่คือโอกาสและความเสี่ยง นี่คือทางเลือก นี่คือเส้นทาง นี่คือชะตากรรม!!
พริบตานั้นเอง ที่ ซุน กัดฟันดังกรอด… ดึงเอากระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ออกมาจากแหวนมิติ จับคว้ามันอย่างมั่นคง และฟาดฟัน ลูกแสงทรงกลม ให้แยกออกเป็นสองส่วน!! แน่นอนว่า ลูกแสงทรงกลม ย่อมไม่อาจทนรับการโจมตีได้ หลังจากกะพริบถี่ระรั่วชั่วครู แสงของมันก็เริ่มมอดดับและแตกสลายหายไปในทันที่สุด…
ซุน จ้องมองด้วยความอึ้งงัน แต่สุดท้ายตนก็ได้เลือกแล้ว ที่จะก้าวเข้าสู่ความเสี่ยง…
“ข้าปิดโอกาสที่จะออกไปจากที่นี่แล้ว เช่นนั้นก็เหลือเพียงแค่หนทางเดียว นั่นคือข้าต้องพิชิตหอคอยแห่งนี้ให้ได้เพียงเท่านั้น!!”
น่าแปลกที่พอก้าวข้ามความรู้สึกมาได้สำเร็จ ซุน กลับสัมผัสได้ถึงจิตใจที่ปลอดโปร่งอย่างน่าประหลาด การไม่มีตัวเลือกกลายเป็นความรู้สึกเพียงหนึ่งเดียวที่ตั้งมั่นโดยไร้ซึ่งความลังเล บางครั้งขอบเขตปลอดภัยในใจของทุกคน ก็เป็นดั่งกำแพงที่ขวางกันสู่ความสำเร็จในบางอย่าง…
หลังจากที่ทำลายลูกแสงทรงกลมไปแล้ว ซุน ก็ไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอะไรของร่างกายที่ชัดเจน คล้ายว่าบางสิ่งบางอย่างเลือนหายไปเท่านั้น แต่ก็ไม่อาจอธิบายได้แน่ชัด คาดว่าส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะ ซุน ยังอยู่ภายในโถงพักที่ไร้กระแสลมปราณและแรงกดดัน ดังนั้นที่นี่คงไม่อาจบอกหรือประเมินอะไรได้ สายตาของ ซุน ไปตกอยู่ที่บันไดทั้ง 20 ขั้นและประตูสู่ชั้นที่ 112 อีกครั้งหนึ่ง ดวงตาเปล่งประกายวาบวับหอบหิ้วความฮึกเหิมเดินตรงไปอย่างไม่ลังเล
ซุน ในเวลานี้ไม่มีทางถอยอีกแล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น…
เมื่อมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าบันได ซุน สูดลมหายใจลึก ก่อนจะรีดเค้นปราณคุ้มกัน และอาคมคุ้มกายทั้งหมดออกมาอีกครั้งให้ถึงขีดสุด สวมหัวใจที่ฮึกเหิมก้าวเดินพรวดออกไปอย่างไม่ลังเล… แน่นอนว่าแรงกดดันก็พลันถาโถมเข้ามาในทันที แต่ทว่า…
“มันน้อยลง!! แรงกดดันน้อยลงหลายสิบเท่าจะเดิม!!”
ซุน สูดหายใจลึกตื่นเต้น จากนั้นก็ก้าวรวดเดียวไปหลายขั้น แม้ว่าแรงกดดันจะค่อย ๆ สั่งสม ทว่ามันก็ยังอยู่ในขอบเขตที่เหนือล้ำกว่าชั้นที่ 111 เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นั่นจึงทำให้ ซุน ตระหนักได้ทันทีว่า การปฏิเสธจากหอคอยในเวลาได้หายไปแล้ว เหลือแค่เพียงแรงกดดันจากหอคอยตามปกติเท่านั้น ซึ่งมันก็เป็นระดับที่ ซุน ยังพอจะกัดฟันทนรับได้…
“เฝิงน้อย!!” ซุน เรียกขานคู่หูในทันที ก่อนจะโดดขึ้นหลังพร้อมกับเสียงกู่ร้องแห่งวิหค ทะยานดิ่งไปสู่ปลายทางเบื้องอย่างรวดเร็ว แม้เรือนกายจะสั่นเทิ้ม โลหิตจะอาบไหลที่มุมปาก แต่เทียบไม่ได้เลยกับจิตใจที่เต้นระรัวดุจกล้องศึก เพียงไม่กี่ร้อยลมหายใจเข้าออก เฝิงน้อย ก็ห้อทะยานผ่านประตูแสง สู่โถงพักระหว่างชั้นในทันที…
คราวนี้ ซุน ไม่แม้แต่จะหยุดพักอันใด ดิ่งตรงเข้าสู่ชั้นที่ 113 อย่างไม่รีรอ...
“ชั้นที่ 113 คือด้านทดสอบจิตใจ ดังนั้นด้านร่างกายไม่จำเป็นต้องหยุดพักฟื้น ขอแค่มีใจมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว ด้านทดสอบจิตใจก็ไม่น่าที่จะยากเย็นอะไรนัก”
ซุน เผยรอยยิ้มเจือจาง ค่อนข้างมั่นใจว่าด้านทดสอบจิตใจนั้นคงง่ายดายอย่างยิ่งสำหรับตนที่ฝึกมาในด้านนี้ เพราะในเมื่อรู้ดีอยู่แล้วว่าภาพที่จะปรากฏตรงหน้าเป็นเพียงการทดสอบ ก็แค่เลือกเส้นทางที่ดีที่สุดในการไปสู่ยอดหอคอยเท่านั้น จะนับเรื่องยากเย็นอันใด?!
แต่แล้วเมื่อโผล่พ้นประตูชั้นที่ 113 เบื้องหน้าของ ซุน ก็มีเพียงความว่างเปล่า!! ซุน และ เฝิงน้อย ปรากฏในห้องเล็ก ๆ ขนาดไม่ใหญ่มาก ผนังทุกด้านหรือแม้แต่ฟ้าดินก็ยังเป็นสีขาวไร้สิ่งเจอปน ไม่มีประตู ไม่มีทางออก ไม่มีทางขึ้น ทุกอย่างมีเพียงความว่างเปล่า…
และเมื่อก้าวพ้นประตูชั้นที่ 113 ประตูด้านหลังหรือแม้แต่โถงพักก่อนหน้านี้ ก็คล้ายจะสลายหายไป ราวกับมันได้นำพา ซุน เข้ามาในมิติดินแดนที่แปลกแยก… ชายหนุ่ม ขมวดคิ้วแนบแน่นขึ้น แรงกดดันจากหอคอยไม่มีอีกต่อไปแล้ว เหลือเพียงความตื่นเต้นที่เฝ้ารอว่าจะปรากฏสิ่งใดออกมาหลังจากนี้เท่านั้น…
……………………………………………..
ประตูวาสนา ด้านหน้าหอคอย…
เงาร่างของกลุ่มคนที่เข้าไปในหอคอยเมื่อ 3 วันก่อน ทยอยกันปรากฏตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันเป็นพลังเคลื่อนย้ายนำส่งจากลูกแสงทรงกลม ที่เมื่อครบกำหนดแล้วใครก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง… ด้านหน้าประตูมีกลุ่มผู้นำและเหล่าผู้อาวุโสของทั้งสองสำนักเฝ้ารออยู่ด้วยท่าทีเป็นกังวล
เมื่อเห็นว่ายอดฝีมือแต่ละคนที่ออกมานั้น มีใบหน้าที่คล้ายปิติยินดี จากกระแสลมปราณที่บ้าคลั่งทำให้หลายตนสามารถเพิ่มพูนจนยกระดับขั้นพลังของตนเองได้… แต่ถึงกระนั้น สภาพของแต่ละคนที่ออกมาต่างก็ร่อแร่เต็มที เพราะต้องเผชิญหน้ากับมรสุมที่น่ากลัวมากกว่าปกติหลายเท่า และบางส่วนก็ยังไม่ได้กลับออกมาเสียด้วยซ้ำไป…
ไม่นานเงาร่างของหมู่ศิษย์หลักจากทั้งสองสำนัก ก็ทยอยปรากฏขึ้น… และแน่นอนว่าเกือบทั้งหมดล้วนเต็มไปด้วยสภาพที่ย่ำแย่ บ้างก็บาดเจ็บสาหัส บ้างก็นอนไม่ได้สติ และบางส่วนก็กลับมาเพียงแค่ร่างที่ไร้วิญญาณ…
“!!!!!!!!” ชนชั้นผู้นำและเหล่าผู้อาวุโส เผยความตื่นตระหนกโดยพลัน
“กะ…เกิดอะไรขึ้น!!”
หลังจากที่ จ้าวซือจี๋ และ หยวนอิงเล่อ ได้ปรากฏตัวขึ้นด้วยใบหน้าที่เศร้าอาดูร ก็ได้รายงานเรื่องที่ขบวนถูกกลุ่มยอดฝีมือในองค์กรใต้ดินเข้าโจมตี ทั้งยังอธิบายถึงเหตุการณ์อย่างคร่าว ๆ ให้ทุกคนได้รับรู้ ซึ่งก็ได้มีนามของชายหนุ่มคนหนึ่งก็อยู่ในเรื่องราวเหล่านั้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง…
ซุน แมวสวรรค์ แห่งสำนักสายลมประจิม…
ใบหน้าของเหล่าผู้นำสองสำนักถึงกับเปลี่ยนสี ก่อนจะเริ่มมองหากลุ่มศิษย์แห่งความภาคภูมิใจในระดับแนวหน้าที่กำลังจะกลับออกมา… เจี่ยโย่วเทียน ซวงฉวี่ เตียซวงซวง และ ฉีลู่ชิง กลับออกมาได้อย่างปลอดภัย ทั้งบางส่วนยังได้รับการยกระดับพื้นฐานลมปราณขึ้นมาอีกด้วย
เจี่ยโย่วเทียน จากเดิมที่ชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 8 เวลานี้แตะย่างเข้าสู่ชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 9 แล้ว ส่วนทางด้าน ซวงฉวี่ ก็ฝ่าทะลุขั้นจากลมปราณสีเขียวขั้นที่ 7 มายังขั้นที่ 8 เช่นเดียวกัน ถึงกระนั้นทั้งสองก็ยังไม่พอใจนัก เชื่อว่าหากไม่เป็นเพราะอาการบาดเจ็บ ก็อาจไปได้ไกลยิ่งกว่านี้…
ไม่นานหลังจากนั้น ลั่วชิงเหอ ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นเป็นคนสุดท้าย… รัศมีลมปราณที่แผ่ออกมาของ ลั่วชิงเหอ แตกต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้พลังของ ลั่วชิงเหอ ใกล้เคียงกับ ซวงฉวี่ ที่ชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 7 แต่เพราะความมุ่งมั่นพยายามที่จะทำลายขีดจำกัด ภายใต้กระแสลมปราณในหอคอยที่บ้าคลั่งในชั้นที่ 63 ผนวกกับทรัพยากรจำนวนมากที่จัดเตรียมพร้อมเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าไปในหอคอย
ลั่วชิงเหอ จึงกลายเป็นเพียงบุคคลเดียวที่สามารถยกระดับพื้นฐานได้ถึง 2 ขั้น!! เวลานี้ ลั่วชิงเหอ จึงได้ฝ่าทะลุมาจนถึงชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 9 ตีเสมอเทียบเท่า เจี่ยโย่วเทียน ได้ในทันที่สุด ทั้งที่ช่วงวัยของทั้งสองคนนี้ มีความแตกต่างกันถึง 2 ปี!! นี่ยิ่งตอกย้ำถึงความเหนือชั้นของ ลั่วชิงเหอ ที่มีมากกว่า เจี่ยโย่วเทียน อย่างชัดเจน...
เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนอย่างมาก ไม่เว้นแม้แต่ตัวของ เจี่ยโย่วเทียน ที่แม้ใบหน้าจะเรียบสงบ แต่แววตายังเผยถึงความไม่ยินยอม กำหมัดไว้แนบแน่นจนนิ้วแทบจะทะลุเข้าไปในฝ่ามือ ไม่อาจทำใจรับได้…
หากเป็นเวลาปกติ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ด้วยอุปนิสัยของ ลั่วชิงเหอ ย่อมต้องเขม่นคู่แข่งตลอดกาลอย่าง เจี่ยโย่วเทียน เป็นแน่อยู่แล้วไม่มากก็น้อย… แต่ในครานี้กลับแปลกออกไป ลั่วชิงเหอ เผยแววตากระวนกระวาย รีบกวาดสายตามองหาสหายอีกคน แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า…
จวบจนสายตาได้ประสานเข้ากับบุคคลหนึ่ง…
ลั่วชิงเหอ ถึงกับนัยน์ตาหดแคบลง…
“เฉียงตงฟาง!!”
เวลานี้ เฉียงตงฟาง เฝ้าสังเกตอยู่ในมุม ๆ หนึ่งอย่างเงียบงันเช่นเดียวกัน ราวกับว่ากำลังรอคอยการปรากฏของใครบางคน แต่สุดท้ายหว่างคิ้วของ เฉียงตงฟาง ก็ขมวดเป็นปม กวาดมองไปรอบ ๆ อีกครั้งอย่างฉงนสนเท่ห์
“ไม่ออกมา?! ทำไมเจ้านั่นถึงไม่ออกมา?!”
เฉียงตงฟาง ออกมาจากหอคอยตั้งแต่เมื่อวันก่อนแล้ว ทว่าก็ยังไม่ได้ถอยไปจากจุดนี้ เนื่องด้วยอยากจะเห็นกับตาในตอนที่ ซุน ออกมาจากหอคอย เพื่อที่จะสอบถามพูดคุยกันอีกสักเล็กน้อย ว่า ซุน สามารถไปได้ถึงชั้นที่เท่าไหร่ แต่การรอคอยกลับไร้ความหาย สุดท้ายก็ไม่พบเจอเงาร่างของ ซุน แม้แต่น้อย…
สายตาของ เฉียงตงฟาง และ ลั่วชิงเหอ จดจ้องกัน ทั้งสองคนต่างก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังมองหาคน ๆ เดียวกันกับตน แต่ในฐานะที่เป็นคู่แข่ง จึงไม่คิดที่จะพูดอะไรกันแม้สักคำเดียว… เจี่ยโย่วเทียน และ ซวงฉวี่ ก็ประหลาดใจเช่นกันที่ เฉียงตงฟาง ได้อยู่ที่นี่ด้วย ทว่าก็ไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ ไม่อยากที่จะเอ่ยถาม
เวลานี้ทุกคนเริ่มมีความร้อนรนมิต่าง เมื่อยังไม่เห็นเงาร่างของ ซุน ปรากฏออกมาทั้งถึงเป็นเวลาอันสมควรแล้ว… ทั้งเจ้าสำนักสายลมประจิมอย่าง อวิ๋นหยางหลิ่ง และสองรองเจ้าสำนัก เตียมู่หยง และ เป่ยเตียวหุย ต่างพากันมองขึ้นได้ที่ยอดหอคอยอย่างพร้อมเพียง ใจหนึ่งก็ห่วงกังวล แต่อีกใจหนึ่งก็มีความหวัง…
การที่ ซุน ไม่ออกมาจากหอคอยนั้น มีความเป็นได้แค่เพียงสองทาง… หากไม่ตายเสียก่อน ก็แปลว่า ซุน ค้นพบหนทางที่พิเศษบางอย่างในการพิชิตหอคอยเรียบร้อยแล้ว…
…………………………………………..