อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 203 ด่านทดสอบจิตใจ (2)
ตอนที่ 203
**คำเตือน… ตอนนี้ค่อนข้างจะดราม่าหน่อยนะครับ**
ณ ชั้นที่ 113
ความว่างเปล่าสีขาวรอบด้าน ไม่มีสิ่งใดให้เป็นจุดสังเกต... ซุน ศึกษาข้อมูลมาแล้วว่าในชั้นที่ 113 ด้านทดสอบจิตใจนี้ มีเพียงราชันย์สัตว์อสูรที่ครอบครองหอคอยเท่านั้น ที่จะสามารถเปิดประตูบททดสอบ รวมถึงประตูเพื่อขึ้นไปยังชั้น 114 ได้… หาก ซุน ไม่ได้รับการยอมรับหรือไม่ผ่านด้านทดสอบจิตใจ ก็ไม่มีทางไปต่อได้ด้วยตนเอง ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับผู้ครอบครองหอคอย…
“เฝิงน้อย เจ้าเก็บซ่อนตัวก่อนจะดีกว่า หากเกิดอะไรขึ้นลำพังตัวข้าคงยากจะช่วยเหลือเจ้า…” ร่างของ เฝิงน้อย หายกลับเข้าไปในป้ายควบคุมสัตว์อสูร เหลือเพียงชายหนุ่มยืนท่ามกลางความว่างเปล่าสีขาว ใบหน้าสงบแน่นิ่งตั้งมั่นอยู่ในสมาธิพร้อมรับมือทุกสิ่ง…
ไม่กี่อึดใจต่อมา ชั้นบรรยากาศก็เริ่มสั่นไหว ซุน ดวงตาหรี่แคบลงตามลำดับสัญชาตญาณบอกกับ ซุน ว่ากำลังจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นมาแล้ว… มิติโดยรอบเกิดการพร่าเลือน จวบจนกระทั่งมีประตูแสงสีเขียวขนาดใหญ่สองบาน ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า…
ซุน แข็งค้างไปในทันที ทว่าประตูแสงสีเขียวทั้งสองยังคงพร่าเลือน จึงยังไม่ทราบว่าควรเลือกสรรประตูบานใด จึงทำได้เพียงเฝ้ารอด้วยความจดจ่อ… ไม่นานก็ได้ยินเสียงโบราณที่แสนคร่ำครึ แววดังออกมาจากรอบด้าน เป็นเสียงที่ผสมผสานกับครางของพยัคฆ์ที่ ซุน คุ้นชินจากดวงวิญญาณของสมิงขาว…
“ที่นี่คือด้านทดสอบจิตใจ… เจ้าต้องเลือกเส้นทาง…”
เมื่อสะท้อนดังกังวานขึ้น ประตูแสงสีเขียวที่ด้านขวาจากที่พร่าเลือนก็เริ่มกระจ่างชัด สุดสายตาที่ทอดยาวออกไปผ่านประตูแสงบานนั้น ซุน มองเห็นเงาร่างของพยัคฆ์ขนาดใหญ่ตนหนึ่ง ที่หมอบต่ำลงดวงตาพริบหลับ เอกลักษณ์แทบไม่ต่างจากภาพที่ ซุน เคยได้พบเจอพยัคฆ์วาตะ หากแต่มีความดุดันมากยิ่งกว่า
ทว่าพยัคฆ์มหึมาตนนี้ มีกลิ่นอายแห่งความตายที่ตลบอบอวลราวกับมันเป็นเพียงซากศพเท่านั้น โดยมีจิตวิญญาณที่เปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นแมวสีขาวตนหนึ่ง ลอยเหนือร่างที่หมอบหลับของพยัคฆ์มหึมาตนนี้ ซุน ตระหนักได้ทันทีว่านี่คือรูปลักษณ์ที่แปรสภาพวิญญาณให้มีขนาดเล็กลง ซึ่งจะทำให้ใช้พลังวิญญาณน้อยกว่าปกติ…
จิตวิญญาณแห่งราชันย์พยัคฆ์ขาว ผู้ครอบครองหอคอย…
ซุน ถึงกับสะท้านสั่นไหวไปด้วยความตื่นเต้น เห็นได้ชัดว่าประตูด้านขวา คือประตูที่จะขึ้นไปสู่ยอดสูงสุดของหอคอย เป็นประตูแห่งโชควาสนาที่แท้จริง ในใจของ ซุน เวลานี้ปักใจอย่างไม่ต้องลังเล ไม่ว่าภาพที่ปรากฏของประตูบานซ้ายจะเป็นอะไร ตนก็แค่เลือกประตูบานขวาโดยไม่สนใจสิ่งนั้น เท่านี้ก็สามารถผ่านการทดสอบไปได้แล้ว ง่ายดายยิ่งกว่าการต่อสู้กับแรงกดดันในหอคอยเป็นไหน ๆ
ใบหน้าของชายหนุ่ม มิอาจปกปิดความลำพองใจ ยังไม่ฟังรายละเอียดอันใดด้วยซ้ำ ก็ตั้งท่าที่จะก้าวเดินตรงไปยังประตูด้านขวา… ทว่าในตอนนั้นเอง ใบหน้าของแมวสีขาวตนนั้นก็ปรากฏคล้ายรอยยิ้มแฝงเร้น นี่คือบททดสอบของราชันย์สัตว์อสูร ที่อ่านความทรงจำและมองเห็นจุดอ่อนในจิตใจของผู้ที่เหยียบย่างเข้ามาในชั้นที่ 113 นี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไหนเลยที่มันจะเป็นบททดสอบที่ง่ายดาย…
ความพร่าเลือนของประตูด้านซ้าย ค่อย ๆ กระจ่างชัด เผยให้เห็นเทือกเขาจำนวนมากที่เรียงรายต่อกัน ทั้งยังมองเห็นลมพายุที่บ้าคลั่งผ่านพัดไปมาจำนวนนับไม่ถ้วน ซุน ชะงักงั้นไปอย่างไร้ที่มา สัมผัสได้ถึงเลศนัยบางอย่างจนต้องหยุดมอง…
จากนั้นเสียงที่โบราณแสนคร่ำครึ ก็ก้องดังรอบทิศอีกครั้ง…
“ประตูแสงด้านขวา ก็คือชั้นที่ 114 ไม่ว่าจะด้วยอะไร ตราบเท่าที่เจ้าก้าวผ่านประตูนี้เข้ามา ข้าก็จำต้องมอบโชควาสนาบางอย่างให้กับเจ้า ในฐานะผู้พิชิตหอคอย นี่คือกฎที่ถูกตั้งเอาไว้ แม้แต่ข้าก็มิอาจหลีกเลี่ยง…
ทว่า…ประตูแสงในด้านซ้าย สถานที่แห่งนั้นก็คือ หุบเขาสายลมสวรรค์ สถานที่ซึ่งอาจารย์ของเจ้าได้ถูกศัตรูจับกุมตัวเอาไว้ และกำลังตกอยู่ในความทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากการที่ศัตรูได้รีดเค้นความจริงบางอย่าง…
หากเจ้าเลือกที่จะไปยังประตูด้านซ้าย ด้วยพลังอำนาจของข้า ย่อมสามารถที่จะช่วยเหลืออาจารย์ของเจ้าได้แน่นอน ทั้งยังจะช่วยกวาดล้างศัตรูทั้งหมดภายในสถานที่แห่งนั้นให้ราพณาสูร จนไม่อาจหลงเหลืออริศัตรูเพื่อมาเป็นปรปักษ์ หรือตามมาเล่นงานเจ้าและอาจารย์ของเจ้าได้ในภายหลัง…
หากตัดสินใจเลือกได้แล้ว… ก็ก้าวผ่านประตูเข้ามา”
“!!!!!!!!!!!” ซุน ถึงกับจิตใจสะท้านสะเทือน ดวงตาเบิกโพรงถึงขีดสุด
“อะไรนะ!! ช่วยเหลือเหล่าซือ… แล้วยังกวาดล้างศัตรูให้ด้วยงั้นหรือ!!”
แมวขาวตนนั้นพลันเผยรอยยิ้ม…
“ถูกต้อง… ด้วยพลังอำนาจของข้า ถึงแม้ว่าอายุขัยข้าจะดับสิ้นไปแล้ว ทว่าจิตวิญญาณแห่งราชันย์ของข้า ก็ยังมีพลังเหลือมากพอที่จะบดขยี้ชนชั้นเทวะได้ในพริบตาเดียว กับการดับล้างกลุ่มคนเพียงไม่กี่ร้อยกี่พันคน เพียงแค่ความนึกคิดเดียว ก็สามารถจัดการได้โดยไม่ยากเย็นนัก…”
ซุน ถึงกับสูดลมหายใจลึกค้างไว้ ลืมแม้แต่วิธีการที่จะพ่นลมหายใจออก ศีรษะหมุนเคว้งอย่างรุนแรง แทบไม่อาจละสายตาจากประตูด้านซ้ายฝั่งนั้นได้… และราวกับว่า ราชันย์พยัคฆ์ขาว จะทราบจุดอ่อนในเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงเติมเชื้อไฟเข้าไปอีกระดับ…
“จงคิดใคร่ครวญให้ดี ๆ ต่อให้เจ้าได้รับโชควาสนาบางอย่างในการพิชิตหอคอย หรือต่อให้เจ้าได้รับพลังอำนาจแห่งร่างสถิตพยัคฆ์ขาว อันเป็นโชควาสนาสูงสุดไปจากตัวข้า… สุดท้ายแล้วเจ้าในเวลานี้ ก็ยังมีพลังไม่เพียงพอจะจัดการกับศัตรูได้ อย่างเร็วเจ้าก็อาจจะต้องฝึกฝนต่ออีก 10 ปี หรืออย่างช้าก็อาจจะมากถึง 30 ปี กว่าที่เจ้าจะมีพลังเทียบเคียงชนชั้นเทวะลมปราณสีแดง ซึ่งกว่าจะถึงเวลานั้นอาจารย์ของเจ้าก็คงกลายเป็นร่างที่ไร้วิญญาณไปแล้ว…
ทว่าหากเจ้าเลือกที่จะเข้าประตูแสงด้านซ้าย เลือกที่จะหยิบยืมพลังของข้าเสียตั้งแต่ตอนนี้ ความปรารถนาทั้งหมดของเจ้าที่อยากช่วยเหลืออาจารย์ก็จะได้รับการเติมเต็ม… ชีวิตเดิมที่สงบสุขเมื่อหนึ่งปีก่อนของเจ้าก็หวนจะกลับมา เจ้ายังสามารถกลับไปที่สถานศึกษาศาสตร์อักษร พร้อมกับอาจารย์ของเจ้าได้…”
สิ้นเสียงคำพูดของ ราชันย์พยัคฆ์ขาว… จากภาพของหุบเขาที่เรียงรายในประตูด้านซ้าย เวลานี้ก็เกิดการบิดเบือนพร่าเลือน ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะแปรเปลี่ยนไป กลายเป็นภาพของชายชราคนหนึ่ง ที่ร่างกายอาบท่วมไปด้วยโลหิต มีบาดแผลทั่วร่างที่เกิดจากทารุณ ขาสองข้างถูกโซ่ตรึงไว้กับพื้น แขนซ้ายถูกตรึงยึดติดกับเพดานโดยไร้ซึ่งแขนขวา ทั้งเรือนกายยังเต็มไปด้วยโซ่นับสิบ ๆ เส้นที่พันธนาการเอาไว้ เป็นภาพที่มองดูแล้วหดหู่น่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง
ซุน แทบจะหัวใจหยุดเต้นเมื่อเห็นภาพนี้ ในหัวราวกับถูกสายฟ้านับร้อย ๆ สายฟาดผ่าลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง ต่อให้ไม่เห็นชัดเจนและยากต่อการจดจำตัวตนดั้งเดิม แต่ ซุน ย่อมไม่มีทางลืมผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือตนมาโดยตลอด ชุบเลี้ยงและสั่งสอนตนขึ้นมาในดินแดนที่ไม่รู้สัก เคี้ยวกรำตนด้วยความเมตตามาตลอด 2 ปี
“เหล่าซือ!!” ซุน คำรามออกมาสุดเสียง ดวงตาเผยถึงความโศกเศร้าอย่างไร้ที่สิ้นสุด จนร่างกายแทบไม่อาจควบคุมได้แล้ว ระเบิดกล้ามเนื้อทั้งหมดพวยพุ่งตรงไปยังประตูด้านซ้ายอย่างไม่ลังเล โดยมี จิตวิญญาณแห่งราชันย์พยัคฆ์ขาว เฝ้ามองด้วยสายตาล้ำลึก…
แม้ ซุน จะฝึกฝนจิตใจมาจนแข็งแกร่งเพียงใด แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่ยังมีความรู้สึก ย่อมต้องมีจุดอ่อนด้วยกันทั้งสิ้น ในส่วนของ ซุน นั้นจะอ่อนไหวต่อผู้มีพระคุณอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ชุบเลี้ยงตนมาจากทั้งสองโลก
ซุน ที่สูญเสียบิดามารดาไปตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ถูกชุบเลี้ยงขึ้นมาโดยผู้อื่น ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ซุน เป็นผู้ที่โหยหาความรักภายในครอบครัว และอยากจะเก็บรักษาสิ่งมีค่าเหล่านั้นไว้เป็นอย่างยิ่ง… ไม่ว่าจะอาจารย์ผันจากโลกเดิมหรือ เหล่าซือเหยาหมิงในโลกนี้ ทั้งสองคนในสายตาของ ซุน ก็มิต่างอะไรกับบิดาที่ชุบเลี้ยง
แล้วไหนเลยที่จะสามารถทนเห็นบิดาของตน ตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นได้…
จิตใจของ ซุน ในเวลานี้แทบจะขาดผึ่ง ไม่หลงเหลือสติสัมปชัญญะจะใคร่ครวญอะไรอีกแล้ว ห้อตะบึงหน้าตั้ง หมายที่จะผ่านเข้าประตูด้านซ้ายโดยไม่หลงเหลือความลังเล… ทว่าในระยะที่เหลืออีกเพียงไม่กี่ก้าวนั้นเอง เฒ่าชีเปลือย ก็พลันมาปรากฏขัดขวางที่เบื้องหน้าประตูแสงบานนั้น มีแววตาที่ดุร้ายเขม็งมองตรงมา… “นั่นเจ้าคิดจะทำอะไร?!”
“ไสหัวไป!! ข้าจะไปช่วย เหล่าซือ!!” ซุน คำรามเสียงแผดกังวาน ด้วยดวงตาที่แดงฉาน
เฒ่าชีเปลือย กลับไม่คิดจะร่นถอย ทั้งยังยกมือขวาขึ้นมา เกิดเป็นแรงผลักดันมหาศาลที่มองไม่เห็น กวาดพัดร่างของ ซุน ให้กระเด็นร่นถอยออกไปไกลหลายสิบก้าว… ซุน ไม่อาจต้านทานพลังนี้ได้ก็จริง ทว่าก็เมื่อถูกผลักไปแล้ว ก็ลุกพรวดขึ้นโดยไม่สนใจอาการบาดเจ็บ เผยจิตสังหารคุกคามออกมาแทนที่
“จงตั้งสติ… ลืมไปแล้วหรือว่าที่นี่คือที่ไหน? เป้าหมายของเจ้าคืออะไร?” คำพูดของ เฒ่าชีเปลือย ที่เอ่ยออกมานั้น ราวกับมิได้เข้าหูของ ซุน แม้แต่น้อย ชายหนุ่มระเบิดตบะพลังวิญญาณออกมาอย่างท่วมท้น เงาร่างของดวงวิญญาณสัตว์ร้ายแห่งรอยสัก เบญจสารสัตว์ ก็โผล่ออกมาครบทั้งห้าตนยังด้านหลัง แต่ละตนด้วยเผยความดุร้ายจดจ้อง เฒ่าชีเปลือย ราวกับเป็นศัตรู
ทว่าดวงวิญญาณของชายชรากลับแสดงท่าทีทอดถอนหายใจ มอง ซุน ด้วยสายตาที่สมเพชเวทนา สะบัดมือออกไปอีกครั้ง ดวงวิญญาณสัตว์ร้ายทั้งห้าตนก็พลันสั่นเยือก และสลายกลายเป็นอณูวิญญาณกลับเข้าไปภายในรอยสักด้านหลังดังเดิม… อย่างไรเสียพลังของ เฒ่าชีเปลือย ก็เหนือล้ำกว่า เบญจสารสัตว์ทั้ง 5 ตน อย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้…
ซุน ทำได้เพียงกำหมัดแนบแน่นด้วยความเดือดดาล... แต่แล้วจู่ ๆ เฒ่าชีเปลือย ก็เลือกที่จะถอยหลบไปด้านข้าง เปิดเส้นทางของประตูแห่งแสงให้ ซุน อีกครั้งด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบ...
“ก็ได้…หากเจ้าอยากจะเลือกเส้นทางนี้ ก็เชิญเลยข้าจะไม่ห้ามเจ้าแล้ว…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาก็ฉายประกาย ห้อทะยานตรงไปยังประตูด้านซ้ายอีกครั้งหนึ่ง ผ่านหน้าดวงวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย โดยไม่ให้ความสนใจอีกต่อไป และในตอนนั้นเองที่ เฒ่าชีเปลือย ได้เอ่ยต่อขึ้นมาอีกประโยค…
“จริงอยู่ที่พลังของราชันย์พยัคฆ์ขาวจะมีมากมาย อาจจะมากยิ่งไปกว่าพลังของตัวข้าในเวลานี้เสียด้วยซ้ำ… การจะช่วยเหลืออาจารย์ของเจ้า ย่อมเป็นเรื่องที่ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ แต่สุดท้ายแล้วนั่นก็แปลว่า เจ้ายังหวังพึ่งพาผู้อื่นอยู่มิใช่หรือ?! เจ้ายังอาศัยพลังของผู้อื่นอยู่มิใช่หรือ?! หากเจ้าเลือกเส้นทางนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับเจ้ายอมรับว่าตนเองไร้ความสามารถ ไม่มีปัญญาที่จะช่วยเหลือได้แม้แต่ผู้มีพระคุณของตนเอง…
ดังนั้นทันทีที่เจ้าก้าวผ่านเข้าไปในประตูบานนี้ นั่นก็แปลว่าเส้นทางของเจ้าและข้าคงต้องแยกออกจากกัน ข้าไม่ต้องการติดตามคนที่ไร้ความสามารถ ในเมื่อเจ้ามิใช่คนที่ข้าคาดหวัง ข้าก็แค่เพียงไปเสาะหาคนที่เหมาะสมกว่าเจ้า เพื่อเป้าหมายของตัวข้าเองเช่นเดียวกัน…”
“!!!!!!!!!!!” ฝีเท้าของ ซุน ค้างชะงักไปโดยพลัน
คำพูดของ เฒ่าชีเปลือย ราวกับฉุดรั้งบางสิ่งบางอย่างของ ซุน ให้หวนกลับคืนมา เกิดภาพย้อนนึกมากมายอย่างที่มิอาจหยุดได้ และยังเห็นถึงภาพนิมิตเลือนรางของตนเองในอนาคต ที่อาจจะต้องกลายเป็นไร้ความสามารถคนหนึ่ง ต้องอาศัยกำลังของผู้อื่น ต้องอาศัยการช่วยเหลือของผู้อื่น ต้องอาศัยการปกป้องจากผู้อื่น…
ความตั้งใจก่อนหน้านี้ที่ได้ฝึกฝนตนเอง เพื่อที่จะได้กลับไปพบหน้าเหล่าซืออย่างภาคภูมิใจ ถูกฉุดดึงเข้ามาในห้วงความคิดอีกครั้ง ประกายแววตาแห่งสติสัมปชัญญะ เริ่มสาดส่องอีกครั้ง…
ซุน เหลียวหันมองใบหน้าของ เฒ่าชีเปลือย และได้มองเห็นสายตาที่ดูแคลนเวทนาของอีกฝ่าย ซึ่งนั่นเป็นสายตาที่ เฒ่าชีเปลือย ไม่เคยใช้มันมาก่อน ในยามที่มองมายัง ซุน ตลอดหลายปีที่อยู่ด้วยกัน สายตานี้ของ เฒ่าชีเปลือย มันเสียบแทงเข้าไปในจิตใจได้ยิ่งกว่าคำพูด…
จิตใจของชายหนุ่มสะท้านสั่นไหว… ก่อนจะหันมองกลับไปยังภาพของของ เหยาหมิง ที่ร่อแร่ภายในประตูแห่งแสง… ซุน มิอาจกลั้นหยดน้ำตาที่เริ่มอาบนอง มิอาจสะกดกลั้นความโหยหาที่คิดถึง ขาดอีกเพียงก้าวเดียว ซุน ก็จะสามารถก้าวผ่านประตูนี้ไปได้แล้ว แต่มันกลับเป็นเท้าที่หนักอึ้งจนยากจะยกขึ้นมา ตระหนักได้ในทันทีว่า…
มันคือย่างก้าวแห่งความพ่ายแพ้…