อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 204 จิตวิญญาณแห่งราชันย์พยัคฆ์ขาว
ตอนที่ 204
ไม่มีเส้นทางที่ถูกต้องสำหรับตัวเลือก มีเพียงเส้นทางที่ปรารถนาในจิตใจของผู้ถูกทดสอบเท่านั้น ด่านทดสอบจิตใจอย่างไรเสียนับแต่อดีตกาล ก็นับเป็นด่านทดสอบที่ยากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะมิใช่ว่าโชควาสนาจะเป็นสิ่งมีค่าสูงสุดสำหรับทุกคนเสมอไป ดังเช่นที่ ซุน เห็นถึงสายสัมพันธ์ของตนและ เหล่าซือ มีคุณค่ามากกว่าความแข็งแกร่ง…
ในอดีตแม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน เอง ก็ยังเคยตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ หรืออาจจะย่ำแย่กว่านี้เสียด้วยซ้ำ ตามบันทึกที่ถูกจารึก เล้งซาน เคยถึงกับต้องลงมือทำร้ายสหายร่วมรบอันเป็นคู่หูทั้งน้ำตา เคยแม้แต่ต้องแยกทางจากพี่ชายร่วมสาบาน... ด่านทดสอบจิตใจจึงถือเป็นปราการอันยิ่งใหญ่ ที่จำเป็นต้องมีความมุ่งมาดแน่วแน่อย่างแท้จริงและพร้อมจะสละละทิ้งบางอย่างจากใจเท่านั้น จึงจะสามารถไปต่อได้…
ทั้งที่ ซุน ตระเตรียมใจมาชนิดที่ว่าพร้อมสรรพรับมือ สุดท้ายยังต้องบ้าคลั่งตกอยู่ในอำนาจแห่งบททดสอบอันโหดร้าย ที่จิตวิญญาณแห่งราชันย์พยัคฆ์ขาวหยิบยื่นให้ ถูกผิดอย่างไรในทางเลือก หากมิใช่ตัวผู้ถูกทดสอบก็ยากที่จะบอกได้…
เฒ่าชีเปลือย ยื่นคำขาดออกมาแน่นหนัก พร้อมที่จะแยกเส้นทางกับ ซุน หากชายหนุ่มยังเลือกที่จะพึ่งพาผู้อื่นในการช่วยเหลือที่มากยิ่งไปกว่านี้ โดยไม่คิดที่จะพยายามด้วยตนเองจนสุดความสามารถเสียก่อน มันทำให้ เฒ่าชีเปลือย ซึ่งเป็นอีกคนที่ปลุกปั่น ซุน ขึ้นมา จำต้องรู้สึกผิดหวัง
ในมุมมองของ ซุน แม้ในด้านของ เฒ่าชีเปลือย ที่อยู่ร่วมกันมา จะไม่ใช่ในแง่ของผู้มีพระคุณ แต่คล้ายจะเป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันเสียมากกว่า ถึงกระนั้นก็ยังไม่อาจปฏิเสธว่า เฒ่าชีเปลือย คือหนึ่งในผู้ที่คอยช่วยเหลือตนมาตลอดหลายปี
หากต้องแยกทางกันจริง ๆ ซุน ย่อมอดไม่ได้ที่จะเก็บมาคิดให้มั่น เนื่องด้วยตนนั้นแทบจะยังไม่ได้ตอบแทนอะไรให้กับเฒ่าชีเปลือยเลย หากจากไปทั้งอย่างนี้ ความรู้สึกติดค้างยังคงเต็มเปี่ยมอยู่ในจิตใจ… ไม่แปลกเลยที่คำพูดของ เฒ่าชีเปลือย มีอิทธิพลพอที่จะฉุดดึง ซุน ให้หลุดออกมาจากความบ้าคลั่งขาดสติ ฝีเท้าค้างชะงักไม่กล้าไปต่อ…
“หากตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้ว เจ้าก็ต้องพร้อมที่จะยอมรับในผลที่ตามมาของมัน!! จริงอยู่ที่วันนี้ ราชันย์พยัคฆ์ขาว อาจช่วยเหลืออาจารย์เจ้าได้ กำจัดศัตรูให้เจ้าได้… แต่ข้าขอบอกไว้เลยว่า เมื่อเจ้าได้ก้าวเข้าสู่หนทางแห่งการต่อสู้มาครั้งหนึ่งแล้ว ไม่มีคำว่าศัตรูจะหมดไปอย่างสมบูรณ์ ตราบที่เจ้ายังมิใช่ผู้แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า!!
มันก็เหมือนกับที่อาจารย์ของเจ้าได้พยายามแอบซ่อนตัว และก้าวเดินออกจากยุทธภพนั้นแหละ สุดท้ายในวันหนึ่งก็ไม่อาจหลีกหนีชะตากรรมได้พ้น… วันนี้ศัตรูของเจ้าอาจจะหมดไป แต่อีกไม่นาน 5 ปีหรือ 10 ปี ย่อมต้องมีศัตรูใหม่ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมปรากฏขึ้นมาต่อหน้าเจ้าอีกแน่นอน และเมื่อถึงเวลานั้นเจ้าก็คงทำได้เพียงอ้อนวอนคนผู้อื่นให้ช่วยเหลือ มิต่างอะไรกับสภาพน่าเวทนาในตอนนี้!!
ตระหนักในความจริงได้แล้ว…
ว่าสิ่งที่ควรจะเชื่อถือมากที่สุด ก็คือตนเอง มิใช่ผู้อื่น!!”
“!!!!!!!!!!” ซุน รู้สึกราวกับมีค้อนหนัก ๆ ทุบเข้ากลางอก กระแทกกระทั้นลงสู่จิตใจจนสั่นคลอนอย่างรุนแรง สายตาเศร้าอาดูรที่มองไปยัง เหยาหมิง ยิ่งตอกย้ำวาจาของ เฒ่าชีเปลือย ว่าผู้ที่เลือกถอยหนีเฉกเช่น เหยาหมิง เมื่อ 30 ปีก่อน ในปลายทางสุดท้ายก็ยากที่จะปกปิดตัวตน ศัตรูยังคงตามจ้องล้างจองผลาญอย่างถึงที่สุดโดยไร้ซึ่งคุณธรรม
นั่นจึงทำให้ชายหนุ่มเกิดความประจักษ์แจ้งขึ้น เมื่อก้าวสู่หนทางแห่งยุทธภพนี้มาแล้ว ย่อมมิอาจถอยกลับหรือหลบหนีได้อีก เมื่อเกิดศัตรู เมื่อเกิดผลประโยชน์ เมื่อเกิดความผูกพัน ทุกอย่างจะฉุดรั้งให้เข้าสู่วังวนการต่อสู้อันไร้ที่สิ้นสุด เว้นเสียแต่ว่าจะสามารถปีนป่ายขึ้นเป็นหนึ่งในใต้หล้า อยู่ในสถานะที่ไร้พ่าย ไร้ศัตรูเท่านั้น!!
จิตวิญญาณแห่งราชันย์พยัคฆ์ขาวตนนั้นหรี่ตาแคบลง ทว่าก็มิได้แทรกแซงการตัดสินใจ หรือแม้แต่การกระทำของ เฒ่าชีเปลือย ก็มิได้ถูกห้ามปราม อย่างไรเสียทุกอย่างก็ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ซุน เพียงเท่านั้น…
ท่ามกลางการจดจ้องของ เฒ่าชีเปลือย และ จิตวิญญาณแห่งราชันย์พยัคฆ์ขาว ชายหนุ่มนั้นแน่นิ่งราวกับถูกสาป ดวงตามองเพียงเหล่าซือของตนผ่านประตูแสงด้านซ้าย ด้วยใบหน้าที่เศร้าสลดพร้อมหยดน้ำตาที่ไหลริน เอื้อมมือคล้ายอยากจับคว้าบางอย่างเบื้องหน้า…
ทว่าในท้ายที่สุด ก็ดึงมือกลับคืนมา… คุกเข่าลงเบื้องหน้าประตูแสง และโขกศีรษะคำนับผ่านประตูจากอีกฝากฝั่ง ดวงตาของ ซุน เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวทะเยอทะยาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นกับภาพของ เหยาหมิง ตรงหน้า…
“เหล่าซือ… ศิษย์ในตอนนี้ยังอ่อนแอยิ่งนัก มิอาจเป็นคนที่ทำให้ท่านภาคภูมิใจได้ โปรดเฝ้ารอศิษย์อีกนิด ขอให้ท่านอดทนอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ว่ายังไงศิษย์ก็จะหาทางไปช่วยท่านให้จงได้ และหลังจากนั้นศิษย์จะเป็นผู้ปกป้องท่านเอง สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ท่านเอง!!” ซุน กล่าวขึ้นแน่นหนักราวกับเป็นสัตย์สาบาน ก่อนจะโขกศีรษะก้มคำนับอีกครั้ง…
ในชั่วพริบตาที่ ซุน เงยหน้าขึ้นมานั้น มิทราบว่าเป็นโชคชะตาหรือความบังเอิญ… เหยาหมิง ที่สมควรจะหมดสติในสภาพเช่นนั้น จู่ ๆ ก็เงยหน้าขึ้นมา ทั้งยังเผยให้เห็นถึงรอยยิ้มน้อย ๆ โดยที่มิอาจหาคำอธิบาย
ซุน นั้นถึงกับน้ำตาไหลพรากออกมา แต่ก็ยังกำหมัดแนบแน่น ลุกยืนด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างถึงที่สุด ปาดหยดน้ำตาทั้งหมด ก่อนจะหมุนกายตรงไปยังประตูด้านฝั่งขวา ก้าวเดินตรงไปยังชั้นยอดสุดแห่งหอคอย ด้วยฝีเท้าที่แน่นหนักอยากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เฒ่าชีเปลือย เห็นเช่นนั้นก็อดที่จะยิ้มรับออกมามิได้… ซุน ไม่เหลียวมองมายังประตูแสงด้านซ้ายอีกเลย จวบจนผ่านเข้าสู่ประตูแสงฝั่งขวา พริบตาเดียว ซุน ก็ได้ถูกดูดกลืนเข้าไปสู่ชั้นยอดสุดแห่งหอคอย ออกจากชั้นที่ 113 ผ่านเส้นทางทดสอบที่แสนทารุณ…
ทางด้าน เหยาหมิง แน่นอนว่าสภาพที่ปรากฏของ เหยาหมิง ตรงหน้า ซุน ภายในหอคอยนั้น มิใช่ภาพมายาหรือนิมิตที่ ราชันย์พยัคฆ์ขาว ได้สร้างขึ้นล่อลวง… แต่เป็นภาพเหตุการณ์จริง ๆ ณ ปัจจุบันของ เหยาหมิง ในเวลานี้ และถึงแม้ว่ามา ซุน จะสามารถมองเห็น เหยาหมิง ผ่านประตูแสงบานนั้นได้ ทว่าทางด้าน เหยาหมิง ย่อมมองไม่เห็นหรือสัมผัสสิ่งใดได้เลยแม้แต่นิดเดียว
แต่ในชั่วขณะที่ชายชราหมดสติอยู่นั้น จู่ ๆ เหมาหมิง ก็นึกถึง ซุน ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทั้งยังรู้สึกราวกับตนนั้นหูแว่ว ได้ยินเสียงของ ซุน ลอยผ่านห้วงอากาศและความว่างเปล่า ทำให้ เหยาหมิง เงยหน้าและเผยรอยยิ้มออกมาเช่นนั้น ด้วยความห่วงอาลัย…
“หวังว่าเจ้าจะปลอดภัยดีนะ… เด็กน้อยเอ๋ย…”
…………………………………………..
หลังจากที่ ซุน ผ่านด่านทดสอบจิตใจมาได้อย่างยากลำบาก ก็เปรียบเสมือนการขัดเกลาจิตใจและความมุ่งมั่นให้มากขึ้นไปอีกขั้น ชนิดที่ว่าความมุ่งมั่นในตอนที่ได้เห็นความพยายามของ ลั่วชิงเหอ และ เฉียงตงฟาง ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบได้เลย… เรื่องการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยที่ติดตัวมานั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย จำต้องค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามลำดับขั้นตอน
ทว่าในบางครั้งหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่กระทบกระเทือนจิตใจที่ตรงจุด ก็อาจที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคน ๆ หนึ่งให้กลายเป็นคนละคนในชั่วข้ามคืนเลยก็เป็นได้ ซึ่งความรู้สึกของ ซุน ในเวลานี้ ก็มีความคล้ายคลึงที่จะเป็นเช่นนั้น
สัญญาณแห่งการเติบโตบางอย่างกำลังเกิดขึ้น…
ภายในชั้นสูงสุดอันเป็นยอดหอคอย มองดูเหมือนเป็นโถงที่มีขนาดใหญ่โต ราวกับมากพอจะนำภูเขาทั้งลูกมาใส่ไว้ภายในนี้ สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคงเป็นร่างของพยัคฆ์ขาวตนหนึ่งที่ใหญ่โตมหึมา เปล่งรัศมีและแรงกดดันที่น่ากลัวไร้สิ้น ผสมปนเปกับกลิ่นอายแห่งความตาย เนื่องด้วยมันเป็นเพียงซากร่างเท่านั้นเอง…
ซากร่างของ ราชันย์พยัคฆ์ขาว ในอดีต…
หากกล่าวถึงโลกมนุษย์แห่งนี้ ตามที่ ซุน ได้เคยอ่านบันทึกตำรา มันคือดาวเคราะห์ 1 ใน 4 ดวงดาวของ ระบบสุริยะ 4 ดวงดาว… โลกมนุษย์มีพื้นที่แผ่นดินแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ทิศเหนือทวีปเต่าทมิฬ ทิศตะวันออกทวีปมังกรฟ้า ทิศตะวันตกทวีปพยัคฆ์ขาว ทิศใต้ทวีปหงสาเพลิง ทั้ง 4 ทวีปจะโอบล้อมมหาสมุทรกิเลนอัสนี ที่เต็มไปด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วน
โครงสร้างภูมิศาสตร์ของโลกมนุษย์ เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด แต่ก็ใช่ว่ามนุษย์จะเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่เคยครอบครองดินแดนแห่งนี้… ตามประวัติศาสตร์แห่งยุคบรรพกาลที่เกิดขึ้นมา เพิ่งจะถูกมนุษย์จดบันทึกได้แค่ราว ๆ สองหมื่นปีเท่านั้นเอง
แต่อีกหลายหมื่นปีก่อนหน้านั้นที่ไม่มีการจดบันทึก มีเพียงตำนานที่ถูกเล่าขานส่งต่อ ทวีปทั้งสี่ในอดีตเคยถูกปกครองโดยสัตว์อสูรทั้งหมด โดยมีราชันย์สัตว์อสูรทั้ง 4 ตนปกครองในแต่ละทวีป และมีเทพกิเลนอัสนีปกครองมหาสมุทรใจกลาง ทั้งตน 5 คือสัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีรุ้งที่มีพลังอำนาจสะท้านฟ้าสะเทือน ในยุคที่มนุษย์ยังเป็นเพียงแค่อาหารในสายตาของเหล่าสัตว์อสูรเท่านั้น…
ทว่าจู่ ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างขึ้นมา… เมื่อมี “เทพอสูร” ผู้ที่แข็งแกร่งนามว่า เล้งอี้ ราชันย์ผู้ปกครองแดนเทพ 1 ใน 4 ดวงดาวในระบบสุริยะแห่งนี้ ได้ฝ่าขอบเขตอาคมที่ปกป้องดวงดาวแห่งนี้เข้ามาได้สำเร็จ จากนั้นก็ได้เข้าต่อสู้กับราชันย์สัตว์อสูรทั้ง 5 ที่ปกครองดวงดาวแห่งนี้ ความแข็งแกร่งของ เล้งอี้ แม้จะน่ากลัว แต่เมื่อถูกรุมเล่นงานก็ยากที่จะเอาชนะ จนต้องหลบหนีไปในท้ายที่สุด
ทว่า เล้งอี้ ในตอนนั้น ก็ได้ใช้ทักษะลับอันน่าตกใจ ดูดกลืนอายุขัยของราชันย์สัตว์อสูรทั้ง 5 ตน จนทำให้ทุกตนเหลืออายุขัยเพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น… ราชันย์มังกรฟ้า ซึ่งเป็นบิดาของ เล้งอี้ ทั้งยังเป็นต้นเหตุของการต่อสู้ จึงได้รับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิด ด้วยการสร้างสุสานทั้ง 5 แห่งขึ้นมาจากทรัพยากรมหาศาล กลายเป็นหอคอยสุสานทั้ง 5 จนมาถึงในปัจจุบัน
ราชันย์สัตว์อสูรทั้งหมด ต่างก็สิ้นอายุขัยในเวลาต่อมา และเก็บเอาซากร่างอันล้ำค่าของตนไว้บนยอดหอคอยในแต่ละแห่ง อีกทั้งหอคอยยังมีพลังมากพอที่จะเก็บรักษาจิตวิญญาณของราชันย์สัตว์อสูร ได้แทบจะเป็นนิรันดร์ หากยังอยู่ในขอบเขตหอคอย… นั่นจึงเป็นที่มาของ โชควาสนา หากมีผู้ใดสามารถขึ้นมาพบเจอกับ จิตวิญญาณแห่งราชันย์บนยอดหอคอยได้…
ราชันย์พยัคฆ์ขาว ก็เป็นหนึ่งในนั้น ทั้ง พยัคฆ์วาตะ และ เล้งซาน ยังเชื่อว่า ราชันย์พยัคฆ์ขาวตนนี้น่าจะมีความลับบางอย่าง ที่เกี่ยวพันธ์กับ เทพหู่(ขาล) หนึ่งในสิบสองเทพนักษัตร สิ่งมีชีวิตในยุคแรกเริ่มของสุริยะแห่งนี้อีกด้วย ความสลับซับซ้อนในความลับโบราณ อันเป็นที่มาของพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร จึงยังต้องรอคอยการพิสูจน์ต่อไป…
และ ซุน ก็คือหนึ่งในผู้ที่พิชิตหอคอยได้สำเร็จ… ต่อจากสามผู้ยิ่งใหญ่เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน อย่าง เล้งซาน เหว่ยถู และ กุ่ยเยี่ยซา…
จิตวิญญาณแห่งราชันย์พยัคฆ์ขาว ในรูปลักษณ์ของแมวสีขาวตนนี้ ได้จับจ้องมายัง ซุน ด้วยความหมายมากมายที่แอบแฝง ซึ่งมิใช่ความประหลาดใจ มิใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย นั่นก็เพราะว่า จิตวิญญาณแห่งพยัคฆ์ขาว คล้ายจะรู้ดีอยู่ก่อนแล้ว ว่าชะตากรรมของ ซุน คืออะไร…
“มาถึงจนได้งั้นสินะ… ผู้สืบทอดที่ข้าเฝ้ารอมาแสนนาน...”
ราชันย์พยัคฆ์ขาวเอ่ยขึ้นเนิบนาบ
ซุน ในเวลานี้ไม่มีความยินดียินร้าย มีเพียงความมุ่งมั่นที่ยังตกค้างอยู่ภายในใจ ประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพ ต่อหน้าจิตวิญญาณแห่งราชันย์ผู้ครอบครองหอคอย… แต่ยังไม่ทันที่ ซุน จะได้ทำความเคารพหรือเอ่ยสิ่งใดออกมา ดวงตาของ ซุน ก็ได้เหลือบไปเห็นเข้ากับร่าง ๆ หนึ่ง ที่นอนสิ้นสภาพอยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งที่ตนอยู่ พลังชีวิตอ่อนกำลังจนเหลือเพียงเส้นบาง ๆ เส้นเดียว
ร่างของ พยัคฆ์วาตะ!!
…………………………………….