อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 206 3 ต่อ 5
ตอนที่ 206
แมวขาว คือผู้ที่เริ่มเอ่ยเล่าเรื่องราวแห่งอดีต...
เทพหู่(ขาล) มีพลัง [สายลมแห่งโชคชะตา] ทำให้สามารถมองเห็นโชคชะตาที่เกี่ยวพันธ์กันตนเองได้ในอนาคต มิต่างกับคำทำนายที่สามารถผันแปรดุจสายลม… จึงทำให้ทราบความจริงที่ว่า เทพเทวะ ผู้ให้กำเนิดเทพนักษัตรรวมไปถึงสรรพชีวิตทั้งหมดในสุริยะ 4 ดวงดาวแห่งนี้เมื่อหลายล้านปีก่อน คือตัวการของความหายนะทั้งปวงของ สุริยะ 4 ดวงดาวแห่งนี้
เทพหู่(ขาล) ที่นับได้ว่าเห็น เทพเทวะ เป็นเสมือนบิดาผู้สร้างตนเองขึ้นมา เชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า เทพเทวะ คือผู้ที่มีจิตใจน่าเลื่อมใส เป็นเจ้าแห่งชีวิตทั้งหมดที่เปี่ยมล้มไปด้วยความเมตตาของผู้สร้าง… แต่พอได้ทราบความจริงว่า แท้ที่จริงแล้ว เทพเทวะ ได้ใช้โอกาสในการสรรสร้างสรรพชีวิตครั้งนั้น ก็เพื่อควบคุมชะตากรรมของทุกคน ด้วยพลังจากบัลลังก์แห่งสุริยะ แฝงเร้นไว้ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง…
เทพหู่ จึงไม่อาจยอมรับได้ในเรื่องที่ เทพเทวะ ใช้วิธีการกำหนดเป็นตาย และเส้นทางเดินของสรรพชีวิตนับล้าน ๆ ชีวิต ควบคุมสุริยะ 4 ดวงดาวเอาไว้ในมือตลอดหลายล้านปีอย่างเป็นวัฏจักรที่วนเวียน… สุดท้าย เทพหู่ ก็ได้ตัดสินใจขอแยกตัวออกมา โดยตัดขาดจาก เทพเทวะ แลกเปลี่ยนกับการที่จะไม่บอกความจริงนี้กับ พี่น้องเทพนักษัตร ตนอื่น ๆ
เทพเทวะ ที่ไม่มีทางเลือกจึงยอมตกลง ลบชะตากรรมของ เทพหู่ ออกจากการควบคุม… ถึงกระนั้น เทพหู่ ที่ยังไม่ทราบความจริง ว่าเจตนาเบื้องลึกที่ เทพเทวะ กระทำเรื่องโหดร้ายไร้คุณธรรมเช่นนั้น แท้จริงแล้วมีจุดประสงค์อันใด… จึงได้ทำการแยกเศษเสี้ยวจิตวิญญาณส่วนหนึ่ง ซึ่งก็คือ พยัคฆ์วาตะ ในปัจจุบัน ให้ตามไปสืบหาความจริงในสุสานของ เทพเทวะ
น่าเสียดายที่อายุขัยของ เทพหู่ สั้นเกินไป มีอายุได้เพียงแค่ไม่กี่แสนปีเท่านั้น ไม่อาจเฝ้าได้จนถึงวันที่เรื่องทั้งหมดกระจ่างแจ้ง และได้แตกดับลงก่อนที่ พยัคฆ์วาตะ จะทันได้กลับมา… ในช่วงชีวิตสุดท้ายก่อนสิ้นอายุขัย จิตวิญญาณหลักของ เทพหู่ จึงแตกแขนงเศษเสี้ยวจิตวิญญาณออกมาอีก 7 ตน หากรวมกับพยัคฆ์วาตะ ที่ส่งออกไปก่อนหน้านี้เข้าด้วยแล้ว ก็เท่ากับเป็นเศษเสี้ยวจิตวิญญาณทั้ง 8 ตน…
โดยแยกออกเป็น แมวม่วง แมวคราม แมวน้ำเงิน แมวเขียว(พยัคฆ์วาตะ) แมวเหลือง แมวส้ม แมวแดง แทนชนชั้นลมปราณทั้ง 7 แล้วยังมี แมวขาว เป็นตัวแทนของชนชั้นลมปราณสีรุ้ง ซึ่งจะมีพลังมากที่สุด…
หลังจากการสิ้นอายุขัยของ เทพหู่… แมวขาว เปรียบเสมือนเศษเสี้ยววิญญาณอันเป็นผู้นำ และได้รับคำชี้นำเจตนารมณ์สุดท้ายจาก เทพหู่ มาแล้วล่วงหน้าถึงเส้นทางที่จะต้องสานต่อ… ทั้งยังได้รับภาพนิมิตของสายลมแห่งชะตากรรมทั้ง 9 ภาพ มาเก็บรักษาไว้… แมวขาว ได้ให้เศษเสี้ยวจิตวิญญาณตนอื่น ๆ ที่เหลือ เฝ้ารอการกลับมาของ แมวเขียว(พยัคฆ์วาตะ) รวมไปถึง เด็กหนุ่มแห่งโชคชะตา อีกคนหนึ่ง…
จิตวิญญาณของแมวทั้ง 7 ได้กลายร่างเป็นสายลม วนเวียนอยู่ภายในโลกมนุษย์แห่งนี้มาอย่างยาวนานนับไม่ถ้วน อาศัยการดูดกลืนปราณธรรมชาติ และพลังวิญญาณของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่ตกตายไปตามอายุขัย เพื่อคงสภาพตนเองมิให้แตกดับ… เฝ้ารอไปจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย… จวบจนกระทั่งมาถึงในยุคที่ ราชันย์แห่งสัตว์อสูร เริ่มมีอิทธิพลต่อดินแดนแห่งนี้
แมวขาว ในเวลานั้นที่สัมผัสได้ถึงภาพนิมิตในภาพที่ 1 ที่ เทพหู่ ได้เหลือทิ้งไว้ เป็นภาพที่ตนนั้นต้องขึ้นเป็นราชันย์สัตว์อสูรในทวีปตะวันตกนี้… นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ แมวขาว ได้อาศัยลูกแก้วดวงจิต และพลังที่ยังหลงเหลือไว้จากซากร่างของ เทพหู่
แมวขาว ได้ทำการฟื้นฟูพลังของซากร่างให้กลับมาส่วนหนึ่ง และสร้างกายหยาบขึ้นมาเพื่อกลายเป็น ราชันย์พยัคฆ์ขาว หนึ่งในราชันย์สัตว์อสูรที่ปกครองทวีปทิศตะวันตก ปกปิดความจริงที่ตนนั้นเป็นเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของ เทพหู่ แล้วค่อย ๆ รวบรวมเศษเสี้ยวจิตวิญญาณดวงอื่น ๆ ที่กระจัดกระจาย ให้เริ่มกลับมารวมกันอีกครั้ง…
ทว่าในวันหนึ่งที่ เทพอสูรเล้งอี้ ปรากฏตัวบนดินแดนแห่งนี้ มันคือภาพนิมิตในภาพที่ 2 จากทั้ง 9 ภาพ แม้ว่าแมวขาวซึ่งเป็นราชันย์พยัคฆ์ขาวในเวลานั้น จะทราบถึงเหตุการณ์นี้อยู่ก่อนแล้ว แต่ก็ไม่ได้ล่วงรู้ถึงขั้นละเอียดลออในทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น จนทำให้พลาดท่าจากพลังอำนาจที่ล้นหลามของ เทพอสูรเล้งอี้ ในเวลานั้น…
นอกจากจะทำให้สูญเสียอายุขัยของร่างกายที่สร้างขึ้นมาแล้ว ยังให้ทำบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญของ เทพหู่(ขาล) สูญหายไปด้วย ซึ่งนั่นก็คือ เขี้ยวพยัคฆ์ดึกดำบรรพ์!! ยังดีที่ความลับไม่ถูกเปิดเผย แม้แต่ราชันย์มังกรฟ้า(เทพหลง – มะโรง) และราชันย์หงสาเพลิง(เทพจี – ระกา) สองราชันย์ผู้ซึ่งมีแอบซ่อนสถานะ เทพนักษัตร ก็ยังไม่ทราบในเรื่องนี้
แมวขาว เล่าถึงตอนนี้ ก็ค่อย ๆ ถอนหายใจ…
“ตั้งแต่วันนั้น ตัวข้าและเศษเสี้ยวจิตวิญญาณดวงอื่น ๆ ของ เทพหู่ ก็ได้มาแอบซ่อนตัวกันบนยอดหอคอย และเพื่อปกป้องไม่ให้ชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้บิดเบี้ยนคลาดเคลื่อน แม้แต่ เล้งซาน และ พยัคฆ์วาตะ เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน เข้ามาขอพบข้าในหอคอย ข้าก็ยังไม่อาจปล่อยให้ให้สองขึ้นมาบนยอดหอคอยแห่งนี้ได้ ก่อนเวลาอันสมควร… มิเช่นนั้นกลไกแห่งชะตากรรมอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่ เทพหู่ ได้สั่งเสียเอาไว้…
คำพูดสุดท้ายของ เทพหู่ ที่กล่าวกับข้า ก่อนจะแบ่งแยกเศษเสี้ยวจิตวิญญาณทั้งหมดก็คือ… [ยามใดที่ แมวทั้ง 9 ตน ได้กลับมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว ถึงเวลานั้นชะตากรรมของสุริยะแห่งนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลง…] ตัวข้าในฐานะผู้นำของเศษเสี้ยวจิตวิญญาณแมวทั้ง 8 ตน คราแรกก็นึกสงสัยอยู่ ในเมื่อพวกเรามีเพียง 8 ตน แมวตนที่ 9 นั้นหมายถึงอะไร?!
จวบจนข้าได้มาเจอเจ้านี้แหละ…
แมวสวรรค์ แมวตัวที่ 9 ที่พวกเราเฝ้ารอ...”
แมวขาว เอ่ยปากเนิบนาบทั้งรอยยิ้มยินดี ทำเอา ซุน ที่ยืนรับฟังเพื่อประมวลเรื่องราวทั้งหมด แทบจะสำลักลมหายใจออกมา… และหวนนึกขึ้นได้ว่า ภาพนิมิตในภาพที่ 3 จากทั้ง 9 ภาพ ซึ่งตนได้เห็นเมื่อครู่นี้… คือภาพของ ซุน ที่ถูกรายล้อมด้วยแมวทั้ง 8 สีตรงหน้า นั่นจึงยิ่งตอกย้ำในคำพูดของ แมวขาว ให้น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น
ซุน กวาดมองไปยังแมวทั้ง 8 สี จวบจนมองกลับมาที่ตนเอง แม้อยากจะเอ่ยคำต่อต้านปฏิเสธ แต่ก็ไม่อาจหาจุดใดให้เอ่ยแย้ง… ซุน เป็นคนหนึ่งที่แม้จะศึกษาอาคมไสยเวทย์มา แต่กลับไม่เชื่อถือเรื่องของชะตากรรม หรือการมองเห็นอนาคต เชื่อมั่นเพียงแค่สิ่งที่ทำให้ปัจจุบัน สะท้านอนาคตในภายภาคหน้าเท่านั้น แต่พอต้องมาจำนนขอหลายสิ่งตรงหน้า…
จึงทำให้ ซุน ยากจะยอมรับในความจริงส่วนนี้…
“เช่นนั้นแปลว่า… พวกท่านมีเจตนาจะมอบพลังร่างสถิต ให้ข้ามาตั้งแต่แรกแล้วงั้นสินะ… เช่นนั้นไยต้องทดสอบข้าอีก? ไยจึงสร้างทางเลือกของด้านทดสอบจิตใจให้กับข้า? รู้หรือไม่ว่าเพียงแค่พวกท่านยื่นมือช่วยเหลือเล็กน้อย ก็สามารถช่วยชีวิตศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักข้าได้อย่างมากมาย!! หรือแม้แต่อาจจะช่วยเหลือเหล่าซือได้ด้วยซ้ำ!!”
ซุน เอ่ยขึ้นด้วยอารมณ์ที่ยากจะควบคุม
แฝงเร้นไปด้วยโทสะในทุกคำพูด…
แต่แล้วในตอนนั้นเองที่ แมวแดง ก็เผยแววตาที่ไม่สบอารมณ์… ได้พุ่งตรงเข้ามาดุจสายลมสีแดง ตะปมเท้าลงที่ใบหน้าของ ซุน ทั้งที่ดูคล้ายเป็นการตะปบของแมวตัวเล็ก ๆ ตนหนึ่ง ทว่าพละกำลังกลับมากพอจะฉีกกระชากมวลอากาศ
ซุน รู้สึกราวกับถูกตบด้วยอุ้มเท้าของพยัคฆ์ที่หนักหน่วง หน้าสะบัดหันอย่างรุนแรง พร้อมกับหอบหิ้วร่างให้ไถลไปกับพื้นอย่างที่มิอาจต่อต้าน…
“เหอะ!! เจ้าคิดว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลอันยิ่งใหญ่งั้นหรือ?! พวกเราถึงต้องช่วยเหลือชะตากรรมของเจ้า ด้วยการทำลายชะตากรรมของผู้อื่น!! เจ้าอาจจะมองว่าผู้ที่สังหารพี่น้องในสำนักของเจ้าเป็นศัตรูที่ต้องกำจัด… แต่สำหรับพวกเราแล้ว คนเหล่านั้นก็ยังเป็นเพียงผู้คนที่เดินตามชะตากรรมของตนเองเท่านั้น มิได้มีความหมายมากไปกว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องของเจ้า!!
หากอยากจะทำลายชะตากรรมของผู้ใด เจ้าก็ต้องกระทำด้วยมือตนเอง!! มิใช่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงจากผู้อื่น ข้าขอบอกเลยนะว่าแม้ตัวข้าจะเป็นหนึ่งในเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของ เทพหู่ แต่ข้าก็มิได้เห็นพ้องกับการตัดสินใจของ เทพหู่ ที่มีเจตนารมณ์จะเกื้อหนุนเจ้าเลยสักนิดเดียว!!
พวกเรามากกว่าครึ่งในนี้ ก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน!! เพราะพวกเราคือตัวแทนจิตใจในแต่ละส่วนของ เทพหู่ มีความนึกคิดผันแปรตามอารมณ์ในส่วนนั้น ย่อมมิได้เห็นพ้องระหว่างกันในทุกเรื่องที่ เทพหู่ ตัดสินใจ เรื่องของชะตากรรมนั้น ไม่มีสิ่งใดถูกต้องสมบูรณ์ และไม่มีสิ่งใดที่จะผิดพลาดอย่างไม่อาจให้อภัย
การที่พวกเรามารวมกันอยู่ตรงนี้ ก็เกิดจากเจตนารมณ์สุดท้ายของ เทพหู่ ทั้งสิ้น… ทว่าการตัดสินใจว่าจะยอมรับในตัวเจ้าหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับดุจพินิจของพวกเราอีกทอดหนึ่ง ตราบเท่าที่เจ้าทำให้พวกเราทั้ง 8 ตนยอมรับเจ้าอย่างครบถ้วนไม่ได้… ก็อย่าหวังว่าจะได้กลายเป็นร่างสถิตของ เทพหู่ อย่างสมบูรณ์!!” แมวแดง อันเป็นตัวแทนแห่งโทสะของ เทพหู่ ตวาดเสียงดังดุจอัสนีกัมปนาท
ซุน ถึงกับอึ้งงัน… ทว่าใบหน้ากลับหดแคบลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อถูกติติงอย่างตรงจุด เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหอคอย ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะความอ่อนแอของ ซุน เอง หากตนแข็งแกร่งกว่านี้ย่อมไม่มีผู้ใดต้องสูญเสีย หรือแม้แต่เรื่องที่ เหยาหมิง ถูกจับไปก็เช่นเดียวกัน…
“มากกว่าครึ่ง… ที่ไม่ยอมรับงั้นหรือ…” ซุน เอ่ยพึมพำก่อนจะหันมองไปรอบ ๆ ก็สามารถสังเกตเห็นได้ว่า แมวทั้ง 8 ตน มีสีหน้าและแววตาที่แตกต่างกันไป บ้างก็เป็นมิตร บ้างก็เรียบเฉย บ้างก็ดูไร้ซึ่งความไยดี
แมวขาว จึงลอยเข้ามาและยกเท้าห้ามปราม แมวแดง เล็กน้อย… แน่นอนว่า แมวแดง นั้นมีพลังมากเป็นอันดับ 2 ของจิตวิญญาณทั้งหมด เป็นตัวแทนแห่งระดับชั้นลมปราณสีแดงแห่งโทสะ ต่อให้เป็นเพียงเศษเสี้ยวจิตวิญญาณไร้ร่างกาย ก็ยังสามารถบดขยี้ ซุน ได้มิต่างมดตัวหนึ่ง…
“ก็อย่างที่ แมวแดง ว่ามานั้นแหละ… ด้วยเจตนารมณ์สุดท้ายของ เทพหู่ อย่างไรเสีย ลูกแก้วดวงจิตของ เทพหู่ ก็ย่อมต้องเป็นของเจ้า และสามารถผสานเข้ากับจุดตันเถียนเพื่อเปลี่ยนเจ้าให้เป็นร่างสถิต ทว่าการจะเป็นร่างสถิตของเทพนักษัตรอย่างสมบูรณ์นั้น จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสามสิ่ง นั่นคือ วิญญาณ ร่างกาย และ จิตใจ…
ลูกแก้วดวงจิต ก็คือองค์ประกอบของ วิญญาณ… เทพหู่ แม้จะดับสูญไปแล้วแต่ก็ได้หลงเหลือ เขี้ยวพยัคฆ์ดึกดำบรรพ์ เอาไว้ให้ เป็นสิ่งทดแทนองค์ประกอบของ ร่างกาย… ส่วนพวกเราทั้ง 8 ตน ก็คือองค์ประกอบของจิตใจ หากขาดพวกเราตนใดตนหนึ่ง จิตใจย่อมไม่สมบูรณ์ และเจ้าก็ไม่อาจเป็นร่างสถิตที่สมบูรณ์เช่นเดียวกัน…
พลังของร่างสถิตที่สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว… หากเจ้าอยากจะขึ้นไปยังจุดสูงสุดของสุริยะ 4 ดวงดาว การเป็นร่างสถิตสมบูรณ์ คือสิ่งที่ขาดไม่ได้…” แมวขาว เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ก่อนที่เวลานี้ แมวทั้ง 8 สี จะเริ่มแยกออกเป็นสองฝั่ง… แมวม่วง แมวคราม และ แมวเขียว(พยัคฆ์วาตะ) เวลานี้ ได้มาอยู่เคียงข้างกับ ซุน ทว่าในส่วนที่เหลืออีก 5 ตน แมวน้ำเงิน แมวเหลือง แมวส้ม แมวแดง และรวมไปถึง แมวขาว กลับอยู่ในฝั่งตรงข้าม
นี่คือสิ่งที่บ่งบอก ว่าการยอมรับมิได้ครบสมบูรณ์…
อีกทั้งผู้ที่ยอมรับ ซุน ยังมีเพียงแค่ 3 ตน เท่านั้น!!
แมวขาว ที่เปรียบเสมือนผู้นำ เผยรอยยิ้มเจอจาง…
“เจ้ายังต้องพบเจอบทพิสูจน์อีกมากมายนัก การทดสอบของเจ้าเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น…”
…………………………………………………………