อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 213 เรื่องขอร้องของ เจี่ยโย่วเทียน
ตอนที่ 213
เมื่อ ซุน ได้กลับมาที่สำนัก ก็ได้สร้างปรากฏการณ์แห่งความตื่นตะลึงขึ้นอีกครั้ง ไม่เคยมีใครติดอยู่ในหอคอยถึง 4 วันแล้วยังสามารถรอดชีวิตกลับออกมาได้… อีกทั้งเส้นผมและขนคิ้วที่แปรเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นเช่นนั้นด้วยแล้ว ยิ่งทำให้กลายเป็นที่พูดถึงมากขึ้น สร้างตำนานบทใหม่ในฐานะแมวสวรรค์ที่ไม่ยอมตาย!!
ถึงแม้โดยมากคำพูดที่กล่าวถึง ซุน ของหมู่ศิษย์สายในและสายนอกจะดูเหมือนเป็นการนินทามากกว่าคำชื่นชม บ้างก็ว่า ซุน เป็นสัตว์ประหลาด บ้างก็ว่าเป็นสัตว์อสูรจำแลงกาย ยิ่งกลิ่นอายสัตว์อสูรของ ซุน ในเวลานี้ที่เจ้าตัวยังไม่อาจควบคุมได้ ทำให้ยิ่งตอกย้ำข่าวลือไปอีกระดับเพิ่มความน่าเชื่อถือ
ทว่าในหมู่ศิษย์หลักด้วยกันที่เคยร่วมขบวน และได้รับการช่วยเหลือจาก ซุน มีการส่งต่อวีรกรรมห้าวหาญของ ซุน ให้กับศิษย์หลักอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เข้าร่วมขบวน นั่นทำให้ในหมู่ศิษย์หลักของสำนัก ซุน ได้กลายเป็นที่น่าเลื่อมใสอย่างยิ่ง ตรงข้ามกับข่าวลือของศิษย์สายนอกและศิษย์สายใน… หลายคนยังรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณที่ช่วยชีวิตเสียด้วยซ้ำ จึงตอบแทนด้วยการอุดหนุนสุราลมปราณของ ซุน จนขายดิบขายดีไปอีกขั้น…
พื้นฐานที่ก้าวกระโดด 3 ขั้นพลังยิ่งใช้อวดอ้างสรรพคุณได้เป็นอย่างดี เป็นการยกระดับที่มากยิ่งกว่า ลั่วชิงเหอ ซึ่งก้าวขึ้นมา 2 ขั้นเสียอีก... จนทำให้เวลานี้ เจี่ยโย่วเทียน ลั่วชิงเหอ และ ซุน กลายเป็นศิษย์หลักสามคนในสำนักที่บรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 9 ร่วมกัน และเตรียมพร้อมที่จะเดินทางไปยังพรรคมังกรฟ้า ตามธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์ที่กำลังจะเกิดขึ้น…
ทางด้านเจ้าสำนักอวิ๋นหยางหลิ่ง แม้จะมีการเรียก ซุน ไปสอบถามถึงความเป็นมาในร่างสถิตที่ได้รับ ทั้งยังต้องการคำยืนยันว่า ซุน พิชิตหอคอยได้ตามที่หลายคนคาดการณ์หรือไม่… แต่แน่นอนว่า ซุน ที่ตระหนักในความรอบคอบเป็นที่ตั้ง ย่อมไม่ปริปากให้ตนเองต้องตกที่นั่งลำบาก
ถึงแม้สำนักสายลมประจิมจะเป็นสถานที่ซึ่งน่าไว้วางใจ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนในสำนักจะไว้ใจได้ หากข่าวนี้เกิดหลุดจากสำนักและแพร่กระจายออกไป เกี่ยวกับการปรากฏตัวขึ้นของผู้พิชิตหอคอย ผู้ซึ่งครอบครองร่างสถิตราชันย์พยัคฆ์ขาว จนมีโอกาสก้าวเดินบนเส้นทางเดียวกับสามผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต ต่อให้มีผู้คนจำนวนมากให้การสรรเสริญ แต่เชื่อว่าก็คงมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ริษยา และตั้งแง่จะหาทางช่วงชิงบางสิ่งบางอย่างไปจาก ซุน ก็เป็นได้
หลังพินิจพิเคราะห์ถี่ถ้วนแล้ว ซุน จึงกุเรื่องเป็นตุเป็นตะเรื่อยเปื่อยตามประสา… ถึงแม้ระดับผู้นำจะพอมองออกว่า ซุน มิได้เอ่ยความจริงทั้งหมดออกมา แต่ผู้ชราเหล่านี้ก็เลือกที่จะไม่คาดคั้นเข้าใจถึงความอันตรายของเรื่องนี้เป็นอย่างดี… บนเส้นทางแห่งการฝึกตน ต่างคนต่างก็ต้องมีความลับในโชควาสนาทั้งสิ้น ดังนั้นขอเพียงแค่ ซุน มิได้ออกนอกลู่นอกทาง มีความปรารถนาดีต่อสำนัก เท่านี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว…
กำหนดการที่จะไปยังพรรคมังกรฟ้าคืออีก 20 วัน ช่วงเวลาเหล่านี้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง เพราะทุกขุมกำลังจากทั่วทวีป เลือกที่จะส่งศิษย์ไปยังพรรคมังกรฟ้าพร้อม ๆ กัน จะได้ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำ… ทางสำนักบุปผาประจิม พรรคราชสีห์สวรรค์ หรือแม้แต่ หน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ ของราชวงศ์ไป๋หู่ ก็ยังตอบรับธรรมเนียมที่จะส่งผู้เยาว์ไปที่พรรคมังกรฟ้าเช่นเดียวกัน เนื่องด้วยหลาย ๆ ฝ่ายได้เกาะติดสถานการณ์ และให้ความสนใจกับขั้วอำนาจที่กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ภายในพรรคมังกรฟ้า…
เวลาที่เหลืออยู่นั้น ซุน แทบไม่ได้ออกจากไปถ้ำปิดด่านของตน เอาแต่หมกหมุ่นอยู่กับการหมักบ่มสุรา และการหลอมศพเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะตระเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด… ซุน ในเวลานี้ไม่อาจพึ่งพาการช่วยเหลือของ เฒ่าชีเปลือย ได้อีกแล้ว ทุกย่างก้าวจึงต้องแม่นยำ เพื่อลดความเสี่ยงของตนเองให้มากที่สุด
แต่ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ ซุน ไม่ก้าวออกไปจากถ้ำปิดด่าน นั่นก็คือ… รู้สึกเขินอายกับสภาพตนเองในตอนนี้?!
“บ้าเอ้ย!! สีดำจากแก่นไม้สกัด ก็ย้อมเส้นผมของข้าไม่ได้หรือนี่ ผมทุกเส้นราวกับมีกระแสลมไหลเวียนเพื่อขับสิ่งเจือปนออกมา อย่าบอกนะว่านี่ก็เป็นหนึ่งในพลังของร่างสถิต!! แบบนี้ข้ามิต้องอยู่ในสภาพที่ดูชราหัวหงอกเช่นนี้ไปจนตายเลยงั้นหรือ!!” ซุน บ่นอิดออดอยู่หน้ากระจกเงา หลังจากที่พยายามจะย้อมสีผมให้กลายเป็นสีดำดังเดิม แต่สุดท้ายก็จนปัญญา
ยังดีที่ขนคิ้วมีการดูดซึมได้อยู่บ้างและมีพลังอ่อนกว่า จึงยังพอที่จะแต่งแต้มสีดำให้กลับมาเป็นดังเดิมได้ ทำให้ดูเป็นชายหนุ่มขึ้นมาอีกนิดก็ยังดี ถึงแม้จะต้องคอยเติมสีดำจากแก่นไม้สกัดลงไปในทุก ๆ สามวันก็ตามที…
ในส่วนของกลิ่นอายสัตว์ร้ายจากร่างสถิตนั้น ซุน คิดไม่ตกว่าจะปกปิดมันไว้ได้ยังไง จริงอยู่ที่ถึงจะไม่ปิดบังอะไร การถูกล่วงรู้ว่ามีสถานะเป็นร่างสถิตก็ไม่ได้ย่ำแย่นัก ยอดฝีมือจำนวนไม่น้อยในยุทธภพต่างก็เป็นร่างสถิต อีกทั้งกลิ่นอายก็ยังไม่สามารถแยกแยะระหว่างร่างสถิตแท้และร่างสถิตเทียมได้อยู่ดี
ในปัจจุบันไม่มีร่างสถิตแท้ปรากฏออกมาแล้ว… ฉะนั้นอย่างมาก ซุน ก็คงถูกเข้าใจว่าเป็นร่างสถิตเทียมของพยัคฆ์ขาวตนหนึ่งที่หายากเท่านั้นเอง… แต่เนื่องจากความไม่ค่อยสบายใจ ซุน จึงเลือกใช้วิธีหนึ่งสะกดข่มกลิ่นอายของสัตว์ร้ายเอาไว้ชั่วคราว และก็ไม่ใช่วิธีการที่ซับซ้อนอะไรเลย ก็แค่ดื่มสุราให้หนักขึ้น เพื่อใช้กลิ่นของสุราบดบังกลิ่นสัตว์ร้ายให้เจือจางลงเท่านั้น…
ทางด้าน เฒ่าชีเปลือย แม้จะผนึกตบะพลังวิญญาณกว่า 9 ส่วนของตนไปแล้ว แต่วิถีชีวิตในแต่ละวันก็แทบไม่ต่างไปจากเดิม ยังคงเรียกวิญญาณหญิงสาวมาคอยบีบนวดด้วยใบหน้าที่ระรื่นชื่นบาน ต่อให้เหลือพลังตบะแค่เพียงส่วนเดียว ก็ยังเหนือล้ำกว่าดวงวิญญาณทั้งหมดในโลกวิญญาณใบเล็ก อีกทั้งเวทย์คาถาก็มิได้เลือนหายไป แม้พลังจะลดน้อยลงไปตามตบะ แต่ความหลากหลายของเวทย์คาถาที่ครอบคลุมก็ยังมีมากมายไม่รู้จบ
“หากเจ้ามีปัญหากับสีผมมากนัก เจ้าก็โกนหัวไปเสียสิ!! นักบวชชราที่เลี้ยงดูเจ้ามาในโลกใบเดิม ก็โกนหัวอยู่ตลอดเลยมิใช่หรือ ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” เฒ่าชีเปลือย ส่งเสียงหัวเราะชอบใจ
“หุบปาก!!” ซุน คำรามเสียงออกไปทันที ไม่พอใจเรื่องที่อาจารย์ผัน ผู้ชุบเลี้ยงตนขึ้นมาถูกเหน็บแนม…
ไม่นานก็มีเสียงเคาะจากหน้าประตูถ้ำ เมื่อ ซุน เปิดประตูออกก็พบว่าเป็น เจี่ยโย่วเทียน ซึ่งปกติแล้วถ้ำของ เจี่ยโย่วเทียน จะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ ซุน เพราะเป็นสองถ้ำที่ดีที่สุดในเขต ร้อยถ้ำปิดด่าน...
“มีอะไรหรือ ศิษย์พี่?!”
เจี่ยโย่วเทียน กระแอมไอเล็กน้อย แววตาคล้ายมีเรื่องบางอย่างแอบแฝงอยู่…
“เอ่อ… ศิษย์น้อง ข้ามีเรื่องอยากจะรบกวนเจ้าสักสองเรื่อง…”
ซุน เอียงคอเผยแววตาฉงนขึ้นทันที…
ในช่วงบ่ายวันนั้น… ซุน ถูกไหว้วานจาก เจี่ยโย่วเทียน ให้มาเป็นคู่ซ้อมในการฝึก เนื่องจากเวลานี้ไม่มีศิษย์สำนักคนใดจะมีความแข็งแกร่งพอที่จะฝึกร่วมกับ เจี่ยโย่วเทียน ได้แล้ว อีกทั้งเหล่าผู้อาวุโสและชนชั้นผู้ฝึกสอนเกือบทั้งหมด ก็ยังยุ่งอยู่กับการสร้างข่ายอาคมปกป้องสำนัก เพื่อทดแทนการป้องกันของ พยัคฆ์วาตะ ในส่วนที่ขาดหายไป
ซุน เองก็อยู่ในช่วงที่ต้องการฝึกฝนเพิ่มความชำนาญในพรแห่งร่างสถิต ดังนั้นจึงไม่ปฏิเสธ… ลั่วชิงเหอ ที่ได้ยินเรื่องนี้ ก็เข้ามาขอร่วมฝึกด้วย ตอนนี้จึงกลายเป็นการที่ ลั่วชิงเหอ และ เจี่ยโย่วเทียน สองคนร่วมมือกัน เพื่อต่อสู้กับ ซุน เพียงลำพัง
เสียงตูมตามขึ้นอย่างรุนแรง มิต่างกับการต่อสู้ของชนชั้นผู้ฝึกสอน... การต่อสู้เป็นไปด้วยความหนักหน่วง แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตปลอดภัย ทั้งสามใช้พลังราว 7-8 ส่วนเท่านั้น โดยใช้ทะเลสาบใจกลางสำนักเป็นดั่งพื้นเวทีประลอง ถือเป็นการฝึกควบคุมวิชาตัวเบาเหยียบย่างบนผิวน้ำไปในตัว…
ทางด้าน เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ แข็งแกร่งขึ้นมาก จากพื้นฐานที่ถูกยกระดับในหอคอย… ถึงกระนั้น ทั้งสองคนที่กวัดแกว่งศาสตราประจำกายเข้าต่อสู้… ก็ยังไม่อาจเอาชนะ ซุน ที่ใช้มือเปล่าในการต่อสู้ครั้งนี้ได้!!
แรกเริ่มเดิมที ซุน มีพื้นฐานปราณวายุที่สูงอยู่แล้ว ยิ่งพอได้พลังจากร่างสถิตเข้ามาเสริมส่ง ยิ่งทำให้ปราณวายุของ ซุน แตะย่างเข้าสู่ขอบเขตที่สามารถเปิดแง่มประตูแห่งเจตจำนงสายลมออกมา ถึงจะยังมิใช้เจตจำนงสมบูรณ์แบบ แต่ก็สามารถเรียกขานสายลมได้อย่างเป็นมิตร มองเห็นแก่นแท้แห่งสายลมอยู่รำไร…
ทุกการสะบัดมือจะเกิดกระแสลมหลายรูปแบบตามแต่จะขับขานพลังพรร่างสถิต ทักษะเฉพาะที่ เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ระเบิดออกมานั้น ยังสามารถถูกสกัดกั้นไว้ได้ด้วยปราการสายลมสีคราม และเมื่อ ซุน เผยดวงตาของพยัคฆ์ร้าย ยกมือขวาทำการผนึกรวบรวมพลัง ยังก่อให้เกิดกงเล็บพยัคฆ์สายลมสีน้ำเงินขึ้นเหนือท้องฟ้า…
“สายลมแห่งกงเล็บพยัคฆ์!!”
ตูม!!
กระแสลมได้ฉีกกระชากชั้นบรรยากาศ แม้แต่ผิวน้ำในทะเลสาบ ยังปรากฏการถูกผ่าแยกหลายสาย ลึกลงไปหลายจั้งจนมองเห็นก้นทะเลสาบได้อย่างชัดเจน เป็นกระบวนท่าที่มีพลังเชือดเฉือนยิ่งกว่า กระบี่แยกสมุทร ที่ ซุน เคยใช้เสียอีก!!
เจี่ยโย่วเทียน ที่ยกกระบี่ตั้งรับสายลมระลอกนี้ มือขวาถึงกับสั่นสะท้านจนกระบี่แทบจะหลุดมือ ลั่วชิงเหอ แม้จะเบี่ยงตัวหลบได้เฉียดฉิว แต่เศษเสี้ยวกระแสลมยังมากพอจะฉีกอาภรณ์ให้ขาดวิ่น เป็นคลื่นพายุอันน่ากลัวจนทำเอาทั้งสองคนถึงกับขนลุกชูชัน…
เมื่อทั้งสองหันมองไปยัง ซุน แล้ว ยังให้ความรู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้า เฉียงตงฟาง ก็ไม่ปาน... ดวงตาของทั้งสองเบิกโพรง รับรู้ถึงระยะห่างของความแข็งแกร่งที่ยากจะถมเต็มในเวลาอันสั้น เสียงถอนหายใจยาวของทั้งคู่แทบจะดังพร้อมเพรียง…
“บ้าเอ้ย!! นี่น่ะหรือพลังของร่างสถิต ดูท่าข้าคงต้องเสาะแสวงหาพลังอำนาจเช่นนี้มาครองบ้างแล้ว…” เจี่ยโย่วเทียน อดไม่ได้ที่จะสบถขึ้น รู้สึกเหมือนตนเองกำลังจะถูกทิ้งห่าง
ลั่วชิงเหอ เองก็มีความคิดไม่ต่างกัน แววตาแฝงไว้ด้วยความเจ็บใจ… จังหวะหนึ่งยังอดที่จะเหลือบหันมองไปยังแหวนมิติของตนเองไม่ได้ แอบพิจารณาว่ามีทรัพยากรมากพอจะเสาะแสวงหา ซากร่างและลูกแก้วดวงจิตของสัตว์อสูรที่เหมาะสม เปลี่ยนตนเองให้เป็นร่างสถิตได้หรือไม่…
ซุน แม้จะเหนือกว่าชัดเจน แต่ก็มิได้แสดงท่าทีข่มทับแต่อย่างใด เอ่ยให้กำลังกับทั้งสองคนด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปยัง เจี่ยโย่วเทียน อีกครั้ง “ศิษย์พี่เจี่ย… ท่านว่ามีเรื่องจะขอร้องข้าสองเรื่อง?! การให้ช่วยจับคู่ประลองถือเป็นเรื่องหนึ่งแล้ว อีกเรื่องคืออะไรงั้นหรือ?!”
เจี่ยโย่วเทียน ได้ยินเช่นนั้นก็แสดงท่าทีกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ทั้งยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปยัง ลั่วชิงเหอ ที่อยู่ใกล้ ๆ แต่สุดท้าย ก็รวบรวมความกล้าและกล่าวออกมา “เอ่อ… คือข้ารู้มาว่าเจ้าถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเกี้ยวพาสตรี ที่แม้แต่ ลั่วชิงเหอ ยังต้องยอมเอ่ยเรียกเจ้าว่าศิษย์พี่… หากไม่เหนือบ่ากว่าแรง เจ้าจะพอให้คำชี้แนะข้าในเรื่องนี้ได้หรือไม่?!”
“!!!!!!!!!!” ซุน อึ้งงันไปในทันที…
แต่ทางด้าน ลั่วชิงเหอ กลับแผดเสียงหัวเราะคำรามลั่นดัง จนทำให้ เจี่ยโย่วเทียน กัดฟันดังกรอดถลึงตาพร้อมจับกระบี่แนบแน่น... “หากไม่อยากถูกตัดลิ้น ก็หยุดเสียงหัวเราะอันน่ารังเกียจของเจ้าได้แล้ว…”
ลั่วชิงเหอ ที่ไม่ได้มีความเกรงกลัวเป็นทุนเดิม ก็ยิ่งหัวเราะหนักข้อขึ้นไปอีก...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! พอเจ้าได้ยินข่าวว่า ซวงฉวี่ จะได้ไปที่ พรรคมังกรฟ้า ตามธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์เฉกเช่นเดียวกับพวกเรา เจ้าก็กลายเป็นแมวหวงก้างเลยงั้นสินะ?! คงกลัวว่านางจะไปหลงเสน่ห์ติดพันชายหนุ่มที่มั่งคั่งภายในพรรคมังกรฟ้าล่ะสิ ถึงต้องให้ศิษย์พี่ซุนช่วยในการรวบหัวรวบหางนางเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ คิดหรือว่าข้าจะรู้ไม่ทันเจ้า?!”
เจี่ยโย่วเทียน ใบหน้าแดงก่ำ เพราะเจ้าตัวคิดอ่านเช่นนั้นอยู่จริง ๆ
“หุบปาก!!”
ซุน ที่เห็นทั้งสองทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นเรื่องปกติ ก็อดไม่ได้ที่จะขืนยิ้มออกมา รู้สึกปวดหัวอยู่ไม่น้อย หากต้องเดินทางร่วมกับทั้งสองคนนี้ไปยัง พรรคมังกรฟ้า…
………………………………………..