อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 214 สำนักบุปผาประจิม
ตอนที่ 214
เช้าวันต่อมา…
เจี่ยโย่วเทียน ลั่วชิงเหอ และ ซุน สามศิษย์เอกของสำนักสายลมประจิม กำลังเข้ามาในเมืองหลวง ซึ่งจุดหมายปลายทางแท้จริงก็เพื่อจะเดินตรงไปยังประตูเมืองด้านทิศตะวันออก มีเป้าหมายยังยังสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่นอกเมืองด้านทิศตะวันออก ซึ่งนั่นก็คือ… สำนักบุปผาประจิม
“ที่แท้วันนี้ศิษย์พี่เจี่ยก็ได้รับมอบหมาย ให้เป็นผู้ส่งสาส์นสำคัญไปยังสำนักบุปผาประจิมนี่เอง ท่านถึงได้มาขอให้ข้าช่วยเหลือเมื่อวานนี้…” ซุน เอ่ยขึ้นทั้งรอยยิ้ม
การเดินทางมายังสำนักบุปผาประจิมด้วยเช่นกัน
เจี่ยโย่วเทียน จะได้ให้ ซุน ช่วยเป็นที่ปรึกษา
“ในปีนี้ทั้งข้าและ ซวงฉวี่ ต่างก็อายุครบ 20 ปี กำลังจะบรรลุผ่านระดับของผู้เยาว์ และจำเป็นต้องมีเส้นทางใหม่เกิดขึ้น ข้าจึงไม่อยากพลาดโอกาสสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้อีกแล้ว ข้าอยากแสดงความรู้สึกกับนาง และอยากรู้ด้วยว่านางจะคิดเห็นเช่นไรกับข้า… ทว่าข้านั้นกลับไม่มีความมั่นใจในเรื่องแม้แต่น้อย ถึงจะพอมั่นใจว่านางเองน่าจะมีใจให้กับข้าบ้างก็เถอะ…” เจี่ยโย่วเทียน กล่าวพลางก้มหน้าต่ำ เผยท่าทีกระอักกระอ่วนผิดไปจากความเคร่งขรึมในทุกครา
ลั่วชิงเหอ ที่ติดตามมาด้วย ก็ตบไหล่ของ เจี่ยโย่วเทียน ดัง ป๊าบ, ป๊าบ, ป๊าบ! พร้อมกับเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันดูแคลน ดูเหมือนว่าพอพื้นฐานลมปราณของทั้งสองเท่าเทียมกันแล้ว ลั่วชิงเหอ ก็ยิ่งไม่มีความเกรงอกเกรงใจใด ๆ ต่อ เจี่ยโย่วเทียน แม้สักนิดเดียว…
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เจี่ยโย่วเทียน เจ้ามันช่างน่าสมเพชจริง ๆ แต่ก็ไม่จัดว่าโง่เขลานัก ที่เลือกมาพึ่งพิงบารมีศิษย์พี่ซุนของข้า ปรมาจารย์ด้านการเกี้ยวหญิงที่ใต้หล้าไร้คู่เปรียบ!!”
เจี่ยโย่วเทียน อดไม่ได้ที่จะแยกเขี้ยวออกมา ยิ่งเห็นกิริยาและคำพูดของ ลั่วชิงเหอ ที่ไม่คิดจะไว้หน้าตน ก็ไม่อาจรักษาความเคร่งขรึม… “ดูท่าเจ้าคงอยากให้ข้าเอากระบี่งัดปากเจ้าจริง ๆ งั้นสินะ!! ว่าแต่เจ้าเถอะ ข้าไม่ได้เอ่ยปากชักชวนเจ้าสักคำ จะติดตามมาด้วยหาบิดาเจ้าหรือไง?!”
ลั่งชิงเหอ ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะเสียงเย็น เผยแววตาภาคภูมิใจออกมา…
“เจ้าบ้า… ศิษย์พี่ซุน จะแสดงฝีมือท่ากลางทุ่งบุปผางามทั้งที จะมิให้ข้ามาประจักษ์แก่สายตาตนเองได้เยี่ยงไร?!”
ดูเหมือนว่าเวลานี้ทั้ง เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ จะหันมองมายัง ซุน ด้วยแววตาให้กำลังใจ ทั้งสองเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังที่จะได้เห็น ซุน แสดงสุดยอดทักษะเกี้ยวพาสตรีในเขตสำนักบุปผาประจิม ให้ประจักษ์แก่สายตาตน… ทำเอา ซุน ถึงกับขืนยิ้มออกมา หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก กุมขมับแนบแน่นด้วยความจนใจ…
ณ สำนักบุปผาประจิม
เขตสำนักหลักตั้งอยู่ที่ด้านนอกเมืองหลวงด้านทิศตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่มิต่างสำนักสายลมประจิม เป็นภูเขา 5 ลูกที่โอบล้อมลานกว้างแห่งทุ่งบุปผา หากมองจากที่ไกล ๆ ภูเขาทั้ง 5 จะเปรียบเสมือนกับกลีบดอกไม้ โดยมีทุ่งบุปผาใจกลางภูเขาทั้ง 5 ลูกเสมือนเป็นเกสร ส่งผลให้รัศมีนับร้อยลี้รอบสำนักเต็มไปด้วยกลิ่นหอมที่โชยตามลม…
ภายในสำนักเต็มไปด้วยปราณธรรมชาติที่ไหลเวียนหนาแน่น เขียวขจีไปด้วยพืชพฤกษา ประดับประดาตกแต่งด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ ที่มีไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นหลายแสนชนิด ทั้งหมดเกิดจากการตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อสร้างดอกไม้วิเศษ ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดความแข็งแกร่งของสำนักบุปผาประจิมแห่งนี้…
ด้วยความที่สำนักแห่งนี้ เป็นเขตห้ามบุรุษเพศย่างกรายเข้ามา… หากมิใช่เพราะ เจี่ยโย่วเทียน ลั่วชิงเหอ และ ซุน เป็นศิษย์ระดับแนวหน้าของสำนักสายลมประจิม ทั้งยังเป็นผู้ส่งสาน์ส ก็คงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในพื้นที่ได้เป็นกรณีพิเศษเช่นนี้…
สามชายหนุ่ม ถึงกับเดินตัวเกร็งหลังตรงไม่กล้าแสดงความล่อกแล่ก ทุกด้านโอบล้อมไปด้วยเหล่าหญิงสาวนับร้อยนับพันที่ชม้ายตามอง บ้างก็ยกชายเสื้อขึ้นปิดปากเผยท่าทีขบขัน มองดูน่าเย้ายวนรัญจวนใจเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ ซุน ที่ฝึกฝนสมาธิและสติมาตั้งแต่เยาว์วัย ยังมีอาการใจสั่นอยู่น้อย ๆ
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ สองบุรุษบ้าฝึกยุทธที่ไม่สันทัดในเรื่องเช่นนี้ ทั้งสองที่คราแรกเอาแต่พูดจากระแนะกระแหนแดกกัน คอยใช้วาจาข่มทับกันมาตลอดทาง แต่พอได้ลงสนามจริงก้าวเข้ามาในเขตสำนักบุปผาประจิม… ทั้งคู่กลับเงียบงันไม่ปริปาก อกผายไหล่ผึ่ง เลือกที่จะใช้ความองอาจห้าวหาญของบุรุษ กลบเกลื่อนอุปนิสัยแท้จริงที่ประหม่าอย่างถึงที่สุด…
ซุน ที่เฝ้ามองจากด้านหลัง ยังอดที่จะขบขันกับเรื่องนี้ไม่ได้…
เรื่องธุระจัดการของสำนักนั้นมิใช่ปัญหา เจี่ยโย่วเทียน สามารถทำหน้าที่ได้ดีสมกับเป็นศิษย์อันดับ 1 มีสัมมาคารวะ ท่วงท่าสง่างามต่อเหล่าผู้อาวุโสและเจ้าสำนักบุปผาประจิม อย่างที่คนใจร้อนเช่น ลั่วชิงเหอ คงไม่สามารถเลียนแบบได้…
รายละเอียดของสาส์นที่ส่งมา ต่อให้ ซุน ไม่ต้องเปิดอ่านก็สามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่าน่าจะเกี่ยวกับธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์ ไปยังพรรคมังกรฟ้า… ซึ่งเนื้อภายในนั้น เป็นเรื่องที่ทางสำนักสายลมประจิมและสำนักบุปผาประจิมจะทำข้อตกลงร่วมกัน
ให้ศิษย์สองสำนักที่ส่งไป มีความสัมพันธ์ที่กลมเกลียวระหว่างกันเป็นพิเศษ เพื่อให้จับกลุ่มคอยปกป้องดูแลกันในต่างที่ต่างแดน และกำชับมั่นเรื่องที่ไม่ให้ศิษย์เข้าไปวุ่นวายกับเรื่องแก่งแย่งชิงอำนาจของทั้ง 5 ตระกูลใหญ่ในพรรคมังกรฟ้า เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตรายเข้ามาถึงตัว…
เจ้าสำนักบุปผาประจิม จึงร่างจดหมายตอบกลับอีกฉบับเพื่อยืนยัน เท่าที่ก็เป็นอันจบภารกิจ… ในระหว่างทางกลับ แม้คล้ายว่า เจี่ยโย่วเทียน จะไม่เปิดเผยสีหน้าใด ๆ ออกมา แต่แท้จริงแล้ว กลับพยายามมองหา ซวงฉวี่ อยู่ตลอดเวลา อยากที่จะเอ่ยด้วยวาจาสัก 2-3 คำกับนาง แต่สุดท้ายก็ไม่พบนาง อาจเพราะนางปิดด่านฝึกอยู่ก็เป็นไป…
ซุน ที่พอจะเข้าใจดี จึงสะกิดเบา ๆ พร้อมเอ่ยให้กำลังใจ
“อย่าคิดมากไปเลย… จริงอยู่ที่การพยายามใกล้ชิดนางจะถือเป็นเรื่องดี ทว่าวิธีเช่นนี้ก็มิอาจใช้กับหญิงสาวบางคน หรือบางสถานการณ์ได้ มิเช่นนั้นก็อาจให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม… แม่นาง ซวงฉวี่ ก็น่าจะเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น อย่าลืมว่าบุปผาสูงส่งงดงามขวากหนามก็ยิ่งมากมาย
ศักดิ์และฐานะของนางสูงส่งในสำนัก นางย่อมมิอาจเปิดเผยความรู้สึกท่ามกลางการรายล้อมของศิษย์หญิงจำนวนมากเหล่านี้ที่เคารพนับถือนาง… ยิ่งท่านพยายามเข้าใกล้นางเท่าไหร่ นางก็จะยิ่งตีตนถอยห่างมากเท่านั้น และยังอาจสร้างกำแพงบางอย่างที่มองไม่เห็นขึ้นมา หากฝืนบีบคั้นนางมากเกินไป นางก็อาจจะโกรธท่านได้…”
ซุน เอ่ยปากเนิบนาบฟังดูมีหลักการอย่างยิ่ง ทั้งที่เจ้าตัวเองก็มิอาจช่ำชองอะไรนัก เพียงแต่ยกสิ่งนั้นสิ่งนี้จากในหนังสือตำราที่อ่านมาเปรียบเปรยให้ฟังดูน่าเชื่อถือเท่านั้นเอง… เจี่ยโย่วเทียน ได้แต่ผงกศีรษะระรัวรับฟังด้วยท่าทีตื่นเต้น ไม่คิดระแวงสงสัยแม้แต่น้อย…
หากแต่ทางด้าน ลั่วชิงเหอ กลับค่อย ๆ หรี่ตาแคบลงเผยความฉงนสนเท่ห์ ยิ่งฟัง ซุน พูดอธิบายสีหน้าก็ยิ่งยับย่น… จนในที่สุด ลั่วชิงเหอ ก็ทนฟังไม่ไหว แล้วจึงเอ่ยแทรกแซงขึ้นมากลางคัน…
“ศิษย์พี่ซุน… หลักการของท่านนี่ ฟังอยู่มันก็วกวนยังไง, ยังไง, อยู่นะ… หลายวันก่อนหน้านี้ที่ท่านชี้แนะข้า ท่านบอกการรุกจีบให้หนักมีผลมากที่สุด แต่หลังจากนั้นไม่นานท่านก็บอกว่าความนิ่งสงบคืออาวุธที่ทรงพลัง และเมื่อวันก่อนท่านก็ยังบอกข้าอีกว่า ปัจจัยและสถานการณ์รอบด้านสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
แต่พอมาวันนี้ กลับบอกให้ เจี่ยโย่วเทียน สร้างระยะห่าง?! ฟัง ๆ ดูแล้ว ราวกับว่าท่านเปลี่ยนแปลงหลักการไปมาไร้ความแน่นอนและแก่นสาร ฟังดูคล้ายพวกนักต้มตุ๋มอยู่ชอบกล… อย่าบอกนะว่าแท้ที่จริงแล้ว ท่านมิได้เก่งกาจอะไรในด้านนี้เลย แต่อาศัยถ้อยวาจาสละสลวยหลอกล่อพวกเราไปเป็นครั้งเป็นคราว?!”
“!!!!!!!!!!” ซุน ถึงกับผงะหน้าถอดสีไปโดยพลัน…
เฒ่าชีเปลือย ซึ่งอยู่ด้านหลังพลันกลิ้งเกลือกส่งเสียงหัวเราะบนนภาอากาศ ชอบใจในสถานการณ์เช่นนี้เป็นอย่างยิ่ง… ซุน ไม่คิดว่าจะถูกอีกฝ่ายจับได้เร็วถึงเพียงนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ลั่วชิงเหอ นั้นอยากได้ทักษะเกี้ยวพาหญิงสาวไว ๆ ก่อนไปยังพรรคมังกรฟ้า จึงมาคอยเทียวไล้เทียวขื่ออยู่เป็นประจำแทบจะทุกวัน… ซุน ที่ในแต่ละวันก็เอ่ยหลักการจีบหญิงแบบส่ง ๆ ออกมา แต่ก็ไม่คิดว่าจะถูกอีกฝ่ายจดจำแม่นยำยิ่งกว่าเคล็ดวิชาลับ!!
เจี่ยโย่วเทียน ได้ยินเช่นนั้นก็หรี่ตาแคบมองมายัง ซุน เช่นกัน เกิดเป็นสายตากดดันที่ทำให้ ซุน รู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่ปลอดภัย จึงรีบหันมองไปรอบด้านด้วยความเลิ่กลั่ก จวบจนไปสะดุดเข้ากับ ฉีลู่ชิง และ เตียซวงซวง ที่เดินอยู่ในระยะที่ไกลลิบตา…
ซุน เผยรอยยิ้มทันที หากเป็นพวกนางย่อมเพียงพอจะใช้ความสัมพันธ์ กอบกู้วิกฤตความน่าเชื่อถือให้กลับคืนมาได้เป็นแน่ ตั้งท่าจะตรงเข้าไปยังพวกนางทั้งสอง… ทว่าในเวลานั้น ลั่วชิงเหอ ได้จับคว้ากดไหล่ของ ซุน เอาไว้มิให้พุ่งตัวออกไป ทั้งยังเผยดวงตาดุร้าย พลางเอ่ยขึ้นช้า ๆ แน่นย้ำคำพูด
“คราวก่อนก็เป็นพวกนาง ข้านั้นประจักษ์แจ้งถึงฝีมือเจ้าไปแล้ว… ถึงแม้ว่าในภายหลังข้าจะสืบรู้มาว่าเจ้าเคยไปทำการกิจพิเศษร่วมกับพวกนางมาก่อน จึงมีความสนิทสนมกันเป็นต้นทุน แต่เอาเถอะ! ข้าจะไม่ถือสาเรื่องที่มันผ่านไปแล้ว
แต่ในวันนี้เจ้าต้องแสดงทักษะการเกี้ยวพาหญิงให้พวกเราดู โดยที่เป้าหมายของเจ้า ต้องไม่ใช่พวกนางสองคนนั้น!!” ลั่วชิงเหอ ย่อมมิได้โง่เขลา เอ่ยปากดักทางของ ซุน เอาไว้ไม่ยอมเสียท่าเช่นคราวก่อนอีก…
ซุน ถึงกับสำลักลมหายใจออกมาทันที แววตาที่กดดันของ ลั่วชิงเหอ และ เจี่ยโย่วเทียน ดูจะมากขึ้นเรื่อย ๆ บรรยากาศชักจะเริ่มมีกลิ่นไม่ค่อยดี… อีกทั้ง ซุน ก็ไม่อยากจะเสียความน่าเชื่อถือของตนอีกด้วย ก็กัดฟันยืดอกตั้งขึ้น…
“เหอะ!! พวกท่านพูดจาเหลวไหลอันใดกัน?! ข้าคือแมวสวรรค์ ชื่อเสียงเลื่องลือเกรียงไกรในใต้หล้า แม้ผ่าแยกภูผาหรือบรรพตก็ยังสามารถพบเจอนามของข้าสลักอยู่ในนั้น!! แม้มุดลงก้นสมุทรก็ยังมีฝูงปลาเอ่ยขานชื่อข้าก้องดัง!! แล้วนับประสาอะไร ข้าจะต้องลำบากมาสร้างชื่อเสียงจอมปลอมให้พวกท่านครหา!!” ซุน สะบัดชายแขนเสื้อ เปล่งรัศมีที่มากบารมี เชิดคางสูงขึ้นเล็กน้อย ชำเรืองมองเหล่าหญิงสาวนับร้อยที่หันมองตรงมาทางนี้…
ซุน ถึงกับแอบปลดปล่อยพรแห่งร่างสถิตมา แผ่สายลมสีม่วงแห่งการตรวจสอบให้กระจายออกไปรอบรัศมี ใบหน้าแม้จะเคร่งขรึมแต่ภายในใจกับร้อนรนอยู่ไม่น้อย จู่ ๆ จะให้ตนเดินดุ่ม ๆ เข้าไปเกี้ยวพาหญิงสาว ไหนเลยที่เจ้าตัวจะมีประสบการณ์เช่นนั้นมาก่อน นี่ไม่ใช่สิ่งที่การเข้าฌานสมาธิจะช่วยเหลืออะไรได้
ทว่าหลังการกระจายสายลมสีม่วงออกมา พลังในการตรวจจับก็ได้ปรากฏภาพในห้วงสำนึกโดยตรง ทำให้ ซุน มองเห็นบรรดาหญิงสาวและรับรู้ตำแหน่งของทุกคนในรัศมีสิบลี้รอบตัว แม้แต่ชนชั้นยอดฝีมือระดับผู้อาวุโส ก็ไม่อาจรับรู้ถึงสายลมสีม่วงอันเบาบางที่ ซุน ปลดปล่อยออกไป รัศมีการตรวจจับสามารถแทรกซึมไปได้ทุกแห่งหน แทรกแซงไปตามซอกหลืบภายในถ้ำปิดด่าน หรือแม้แต่บ่อน้ำพุร้อน ที่หญิงสาวต่างพากันลงไปชำระร่างกาย…
ซุน ถึงกับกะพริบตาปริบ ๆ เผยสีหน้าปั้นยากขึ้นมา เนื่องด้วยภาพที่สะท้อนเข้ามาในห้วงสำนึกของตนนั้น มันมิได้พร่าเลือนเฉกเช่นสัมผัสลมปราณ… แต่มันเป็นภาพที่ชัดเจนราวกับตนเองได้ไปยืนอยู่ภายในสถานที่เหล่านั้น สมกับที่เป็นดวงตาแห่งสายลม…
ทว่าชายหนุ่ม ก็เลือกที่จะสะบั้นศีรษะไปมาลบเลือนภาพเหล่านั้น อย่างไร ซุน ก็นับเป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่ง ที่ไม่ต้องการจะเสียมารยาทกับสตรีด้วยการแอบมอง… ทั้งสิ่งเหล่านั้นก็ยังไม่ใช่เป้าหมายอีกด้วย ซุน แค่กำลังจับตามองหาโอกาสและความเป็นไปได้สูงสุด ในการจะเลือกหญิงสาวสักคนเพื่อที่จะเดินตรงเข้าไปเกี้ยวพา โดยอาศัยสถานการณ์บางอย่างช่วยเกื้อหนุนความสำเร็จเท่านั้น…
จวบจนกระทั่ง ซุน สัมผัสได้ถึงหญิงสาวผู้หนึ่ง…
ดวงตาของ ซุน เกิดประกายเจิดจรัสขึ้นในทันที…
…………………………………………