อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 215 สำนักบุปผาประจิม (2)
ตอนที่ 215
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” จู่ ๆ ซุน ก็โพล่งเสียงหัวเราะออกมา… ทำเอา เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ถึงกับต้องสะบัดหน้าหันมองกันด้วยความงุนงง ต่างคนต่างคิดว่า ‘เจ้านี่มันเพี้ยนไปแล้วงั้นหรือ?!’
ซุน กลับมาสงบอากัปกิริยาอีกครั้ง จัดแต่งความเรียบร้อยของอาภรณ์ชุดคลุม ไม่ทราบแน่ชัดว่าหยิบเอาพัดขนนกออกมาถือไว้ตั้งแต่ยามใด โบกสะบัดเบา ๆ ให้ลมโชยหน้า เส้นลมปลิวไสว เผยแววตาล้ำลึกคล้ายปลดปลงอนิจจัง ราวกับชีวิตนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานนับไม่ถ้วน…
ลั่วชิงเหอ เกือบจะสะดุดล้มบนความว่างเปล่าเมื่อเห็นท่าทีของ ซุน เวลานี้ ที่แม้ภายนอกดูสูงส่งดุจผู้เชี่ยวชาญที่กร้านโลก แต่มันกลับทำให้คนรู้จักมักคุ้นที่เฝ้ามอง รู้สึกเหมือนจิตใจคันคะเยอ ยิ่งเห็นก็ยิ่งขัดหูขัดตา… “ศิษย์พี่ซุน เจ้ายังปกติดีหรือไม่?! หากเจ้าทำไม่ได้ก็แค่กล่าวมา ขะ…ข้าไม่ตำหนิอะไรเจ้าหรอก อย่างไรพวกเราก็ยังเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน”
ซุน ถลึงตาขึ้นมาในทันที…
“พูดอะไร… ข้าหรือจะทำไม่ได้?! ข้าแค่รู้สึกว่าเหล่าหญิงสาวศิษย์สำนักบุปผาประจิมตรงหน้า แม้พวกนางจะงดงามหมดจด มองดูราวกับดอกไม้แรกแย้ม แต่พวกนางอยู่รวมตัวกันมากเกินไป!! หากข้าเกี้ยวพานางผู้หนึ่ง ก็อาจทำให้นางอีกผู้หนึ่งที่เห็นต้องสลดเสียใจ ในฐานะที่ข้าเป็นสุภาพบุรุษ ข้าต้องให้ความทะนุถนอมจิตใจของพวกนางทุกคนเป็นสำคัญ…”
ขณะที่ ซุน เอ่ยปากเนิบนาน แววตาก็ยังแฝงความล้ำลึกอยู่ตลอด… ทำเอา ลั่วชิงเหอ และ เจี่ยโย่วเทียน ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ขึ้นโดยพลัน… “ละ…เหลวไหล!! จะ…เจ้าแต่พยายามหาข้ออ้างที่ไม่กล้าเข้าไปเกี้ยวพาพวกนางเท่านั้น!!”
ซุน ยกมือขึ้นปรามพลางส่ายหน้า…
“พวกท่านนี่ไม่รู้อะไรเลย… ข้าแค่บอกว่าข้าไม่อยากไปเกี้ยวพาพวกนาง แต่ใช่ว่าข้าจะไม่เกี้ยวพาผู้ใด หญิงสาวเยาว์วัยเหล่านั้นเปรียบดังดอกไม้แรกแย้มที่แม้จะน่าเด็ดดม แต่จงรู้ไว้ว่าดอกไม้แรกแย้ม อย่างไรเสียก็ไม่มีกลิ่นที่หอมรัญจวนมากไปกว่า ดอกไม้ที่บานสะพรั่งอย่างเต็มที่!!”
พริบตานั้น ซุน ก็เผยแววตาเด็ดเดี่ยว ชี้นิ้วตรงไปยังหญิงสาวคนหนึ่ง…
“นั่นต่างหาก คือเป้าหมายของข้า”
“!!!!!!!!!!!” เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ เบิกตากว้างทันที
“บะ…บ้าน่า ท่านผู้ฝึกสอน หยวนอิงเล่อ งั้นหรือ!!”
หยวนอิงเล่อ หญิงสาวงดงามผู้มีใบหน้าที่เย็นชา ดุจเทพธิดาหิมะ ความงามของนางเลิศล้ำจากความเป็นหญิงสาวเจริญวัย ทั้งทรวดทรงยังสะโอดสะองไปด้วยส่วนเว้าส่วนโค้ง ที่อาภรณ์ยาวยังมิอาจปกปิดได้มิดชิด และที่น่าครั่นครามมากที่สุดก็คือสถานะของนาง ซึ่งมีตำแหน่งเป็น ผู้ฝึกสอนชนชั้นพิเศษ ถือเป็นว่าที่ผู้อาวุโสของสำนักบุปผาประจิมเสียด้วยซ้ำ…
แม้แต่ยามที่เข้าร่วมขบวนในหอคอย เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ยังแอบชำเรืองมองนางอยู่หลายครั้งหลายครา เนื่องด้วยนางเป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์ที่สุด หากเทียบกับเหล่าหญิงสาวผู้เยาว์คนอื่น ๆ ในขบวน… และเวลานี้ หยวนอิงเล่อ ก็กำลังอยู่ระหว่างชี้แนะศิษย์สายในจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับพืชพฤกษา นางมิได้สังเกตเห็นการมาของชายหนุ่มทั้งสามคนเสียด้วยซ้ำ…
ซุน สะบัดชายแขนเสื้อเบา ๆ ใบหน้าเคร่งขรึม เอ่ยเน้นเสียงทีละคำออกมาด้วยความแน่นหนัก“หากคิดจะก้าวสู่เส้นทางของชายผู้มากรัก ก็อย่าได้คิดสร้างขอบเขตจำกัดให้กับตนเอง… พวกท่านสองคน จงถ่างตาดูข้าไว้ให้ดี ๆ”
เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ถึงกับสำลักลมหายใจ ดวงตาเผยถึงความไม่อยากจะเชื่อ หากเกี้ยวพาหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันยังพอว่า… แต่ หยวนอิงเล่อ ถือเป็นหญิงสาวสะพรั่งในวัย 30 ปีที่สมบูรณ์แบบ นางมีรัศมีบางอย่างที่เหล่าชายหนุ่มผู้เยาว์ล้วนไม่กล้าแตะต้อง หญิงสาวเพียบพร้อมเช่นนั้น ย่อมไม่มีทางชายตามองชนชั้นผู้เยาว์ให้เสื่อมเสียเกียรติของนางเป็นแน่มั่น!!
ซุน ยืดอกตั้งสะบัดมือไปไพล่หลัง ก้าวเดินเนืองช้าสง่างาม ตรงไปยังกลุ่มศิษย์สายในที่ หยวนอิงเล่อ กำลังชี้แนะสอนสั่ง… รอบกายยังขับขานสายลมให้อาภรณ์ปลิวไสว กลิ่นหอมของสุราอ่อน ๆ ที่ชายหนุ่มได้เลือกสรร ผสมไปด้วยกลิ่นสมุนไพรบางชนิดที่ใช้กระตุ้นอารมณ์ ทำให้ใครที่มองเห็น ซุน ในเวลานี้ รู้สึกราวกับเป็นชายเจ้าสำราญที่บุกตะลุยหอนางโลมมานักต่อนัก…
ซุน เดินมาหยุดยืนอยู่ด้านหลังหมู่ศิษย์สายในกลุ่มเล็ก ๆ นี้ แรกเริ่มเดิมที่ก็ไม่เป็นที่สังเกตเห็นนัก แม้หยวนอิงเล่อจะชายตามองมาชั่วครู่หนึ่ง เห็นกลุ่มบุรุษที่พอจะทราบว่ามีการส่งสาน์สมาจากสำนักสายลมประจิม แต่นางก็มิได้ใส่ใจเพราะนางยังไม่เห็น ซุน อยู่ในกลุ่มนั้น…
ทว่านางก็รู้สึกเอะใจบางอย่าง จึงเหลือบมองดูอีกครั้งหนึ่ง… ดวงตาของนางเผยความตกตะลึงออกมา เพราะ ซุน ในเวลานี้แตกต่างไปจากเดิมทั้งรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งรัศมีพลัง และกลิ่นอายรอบตัว จึงทำให้นางจดจำไม่ได้ในคราแรก...
ซุน กระแอมไอเบา ๆ ทั้งรอยยิ้ม ประสานมือยกขึ้นมาแต่ไม่ได้โค้งตัวลง…
“แม่นางหยวน… สบายดีหรือไม่?!”
“!!!!!!!!!!!!” พริบตาที่ ซุน เอ่ยทัก หมู่ศิษย์หญิงโดยรอบ หรือแม้แต่สองชายหนุ่มต่างก็พลันสูดลมหายใจลึกดังเฮือก ดวงตาเผยความตกตะลึงออกมา… ใครกันจะคิดว่า ซุน นั้นกล้าเรียกขาน หยวนอิงเล่อ ผู้ฝึกสอนชั้นพิเศษราวกับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน โดยปกติแล้วชนชั้นรุ่นเยาว์ทั้งหมดจากสองสำนัก ล้วนต้องเรียกนางอย่างให้เกียรติว่า ท่านผู้ฝึกสอนหยวน มิใช่ แม่นางหยวน…
ทว่าแทนที่หญิงสาวจะเผยแววตาดุร้ายหรือสีหน้าตำหนิ
นางกลับปริยิ้มน้อย ๆ ใบหน้าแดงระเรื่อเปล่งปลั่ง
“ซุน… ได้ยินว่าเจ้าปลอดภัยดีกลับมา แต่ดูเหมือนว่าเจ้าจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอยู่ไม่น้อย”
ซุน หัวเราะเบา ๆ ทั้งรอยยิ้ม “การเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งที่เคียงคู่กับมนุษย์มาช้านาน... อยู่ที่ว่าจะเป็นในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลง ไม่ทราบว่าแม่นางหยวน มองข้าในมุมมองใดงั้นหรือ?!”
หญิงสาวยิ้มกว้างขึ้นอีกเล็กน้อย ยกชายเสื้อขึ้นปิดมุมปากเอียงอาย ก่อนที่นางจะค่อย ๆ ลุกจากตำแหน่งที่นั่ง เดินตรงเข้ามาเรื่อย ๆ พลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแว่วอ่อนหวาน... “เดิมทีเจ้าก็มิได้ย่ำแย่อยู่แล้ว มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองที่เด่นชัด จนน่าจับตามอง…”
นางเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้นจนเกือบจะแนบชิด ใช้ปลายนิ้วช้อนปลายคางของ ซุน ขึ้นมาน้อย ๆ ชายหนุ่มก็ยินยอมไปตามนางโดยไม่บ่ายเบี่ยง นางนั้นรูปร่างสูงระหง แต่หลังจากที่ ซุน ได้กลายเป็นร่างสถิต ดูเหมือนนอกจากมวลกล้ามเนื้อที่กระชับมากขึ้นแล้ว แม้แต่ความสูงก็ยังมากขึ้นมาอีกเล็กน้อย ทำให้หญิงสาวต้องเงยหน้ามองอีกฝ่าย
“ทว่าเจ้าในตอนนี้… อืม, เส้นผมสีขาวทำให้ความอ่อนเยาว์ของเจ้าหายไป เรือนกายที่กำยำล่ำสัน ก็ทำให้เสน่ห์ของบุรุษเด่นชัดขึ้น และที่สำคัญก็คือ….” นางลากเสียงยาว คล้ายกำลังลังเลว่าควรจะเอ่ยประโยคถัดไปดีหรือไม่…
แต่จังหวะนั้น ซุน กลับเสียมารยาท ยกมือตนเองจับคว้าข้อมือของนางตรง ๆ ทอดสายตามองประสานกับหญิงสาวโดยไม่มีความประหม่ากริ่งเกรง ประหนึ่งมีดวงวิญญาณของชายผู้มากรักมาสถิตร่าง เอ่ยปากออกมาแทนคำพูดที่ขาดช่วงไปของนาง…
“ที่สำคัญก็คือ… ความแตกต่างในช่วงวัยของเราทั้งสอง ได้ลดลงแล้วใช่หรือไม่?!”
หญิงสาวใบหน้าแดงฉ่าขึ้นทันที จิตใจของนางสะท้านสั่นไหว ทั้งที่นางมีอายุมากกว่า แต่ยังต้องเป็นฝ่ายที่หลบสายตาก่อน เพราะนางรู้สึกว่าเขินอายมากเกินไป… มือของนางเฉียบเย็นพยายามจะดึงออกจากการคร่ากุมของ ซุน แต่ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะไม่ยินยอม ทั้งยังออกแรงดึงนางเข้ามาใกล้อีกขั้น จนหน้าอกของทั้งสองกระแทกชนกัน
หญิงสาวแว่วเสียงหลงครั้งหนึ่งด้วยความตกใจ ก่อนที่นางจะหน้าแดงมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น…
“จะ…เจ้ากำลังข่มเหงข้า?!”
ซุก ยักคิ้วเบา ๆ สีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว… “ข่มเหงท่าน?! ตัวข้าที่เป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีเขียวน่ะหรือ จะข่มเหงท่านที่เป็นชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุด?! สิ่งที่ข้าทำแม้จะเสียมารยาทไปบ้าง แต่มันมิใช่การข่มเหงอย่างแน่นอน...
และที่สำคัญ… ท่านก็ไม่มีท่าทีปฏิเสธ มิใช่หรือ?!”
หญิงสาวใจสั่นโครมครามดัง ตึก! ตัก! นางจำต้องสูดลมหายใจลึกเพื่อประคับประคองสติมิให้เลื่อนลอย ก่อนจะสะบัดมือออกจากการคร่ากุมของ ซุน แค่นเสียงเบา ๆ ออกมา พร้อมหลบเลี่ยงสายตา… “คนบ้า!” นางหมุนร่างสะบัด จนอาภรณ์ที่สวมใส่ลู่ไปตามแรงลม เผยให้เห็นสะโพกที่ผึ่งผายเต็มล้น และเอวที่คอดกิ่วอย่างชัดเจน
ซุน นั้นถึงกับจดจ้องตาไม่กะพริบ…
นางชำเลืองกลับมายัง ซุน เล็กน้อย ด้วยสายตาแสนเย้ายวน ก่อนหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าชิ้นบางออกมา ใช้ลมปราณควบคุมให้ลอยไปเข้ามามือของชายหนุ่ม… ตัวผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ยังบอกพิกัดด้วยแผนที่เล็ก ๆ ผ่านการปักเย็บ ราวกับว่านางจัดเตรียมสิ่งนี้เอาไว้ก่อนแล้ว…
“นั่นคือที่พักส่วนตัวของข้าในเมืองหลวง… หากมีอะไรให้ช่วยเหลือ ก็สามารถไปหาข้าได้ที่นั่น…” นางเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงที่กระเส่าอ่อนหวาน
ซุน เชิดปลายคางขึ้นน้อย ๆ กระหยิ่มยิ้มย่องออกมา… “หากธุระของข้าเกิดขึ้นยามวิกาล... ไม่ทราบว่าแม่นางหยวนจะถือสาหรือไม่?!”
นางหันควับกลับมาด้วยใบหน้าที่แดงปลั่ง แต่สุดท้ายนางก็มิได้เอ่ยตอบรับหรือปฏิเสธ รีบเดินหนีจากไปเพราะเวลานี้ เริ่มมีศิษย์หญิงของสำนักหลายคน สังเกตเห็นเหตุการณ์เหล่านี้บ้างแล้ว… ซุน ก็มิได้คาดคั้น ยกผ้าเช็ดหน้าของนางขึ้นดอมดม สูดลมหายใจลึกด้วยใบหน้าที่เลื่อนลอยเปี่ยมสุข จากนั้นก็ตวัดสายตามองไปยัง เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ที่ยืนอ้าปากแข็งค้างราวกับถูกสาปร่างให้กลายเป็นหิน…
ซุน ถอนหายใจด้วยความปลดปลง ส่ายศีรษะเบา ๆ ขณะที่เดินกลับมาหาทั้งคู่…
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตให้ต้องตกใจอะไร… หากจดจำคำพูดและวิธีการของข้าให้ได้สักส่วนหนึ่ง พวกท่านเองก็สามารถทำเช่นเดียวกันนี้ได้…”
ซุน ยื่นมือตบไหล่ของชายหนุ่มทั้งสองเบา ๆ ราวกับผู้อาวุโสที่สั่งสอนศิษย์ เผยแววตาให้กำลังใจแก่ทั้งคู่… เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ต่างสูดลมหายใจลึก ประสานมือตอบรับด้วยสัญชาตญาณ มีประกายตาแห่งความเลื่อมใสศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม…
…………………………………………….