อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 218 บุกฐานลับ (2)
ตอนที่ 218
“นี่เจ้าอยู่สังกัดของใคร?! เหตุใดจึงเข้ามาเพียงลำพังเช่นนี้!! แล้วทำไมก่อนเจ้าจะลงมา ผู้เฝ้าสุสานบรรพชน จึงไม่ส่งสัญญาณมาบอกก่อน…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วฉับในทันที แม้เจ้าตัวจะมิได้คาดหวังว่าจะสำเร็จ แต่ดูเหมือนว่าชายวัยกลางคนทั้งสอง จะเข้าใจว่า ซุน เป็นหนึ่งในสมาชิกพรรคเซียนประทาน ด้วยสภาพเกรอะกรังที่เห็นในเวลานี้…
อย่างไรเสียพรรคเซียนประทาน ก็มีจำนวนสมาชิกที่กระจัดกระจายอยู่มากมาย จึงยากที่จะระบุว่าใครเป็นใครได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ สังกัดใหญ่ของพรรคก็อยู่ที่ทวีปเต่าทมิฬ ดังนั้นในหัวเมืองชนทบของทวีปที่ห่างไกลเช่นนี้ ไม่แปลกเลยที่หลาย ๆ คนจะไม่เคยพบเจอหน้ากันมาก่อน บ้างก็ถูกเข้าใจว่าเป็นกำลังเสริม ที่ถูกเรียกมาจากหัวเมืองอื่น…
หลังประมวลทุกอย่างในหัวอย่างรวดเร็ว… ซุน ก็ได้กระแอมไอออกมาราวกับคนป่วย ก้มหลังค่อม เดินเหินกระย่องกระแย่ง อาศัยเส้นผมที่ขาวโพลนแฝงตัวเป็นคนมีอายุเสียเลย ทั้งใบหน้าในเวลานี้ยังเกรอะกังจนมองไม่เห็นความอ่อนเยาว์ใต้ขี้ธูป เพียงแค่แค่นเสียงให้แหบแห้งก็น่าจะเป็นอันใช้ได้…
ชายวัยกลางคนทั้งสอง เห็น ซุน เงียบงันไม่ยอมตอบจึงเอ่ยถามอีกครั้ง…
“ว่ายังไง?! เจ้าอยู่สังกัดของใครกันแน่”
ซุน เผยไอดุร้ายของสัตว์อสูรออกมา พร้อมแววตาที่คมกริบราวกับจะฉีกร่างเหยื่อที่จดจ้อง…
“หุบปาก!! สถานะของพวกเจ้า กล้าดียังไงมาสอบสวนข้า!! บอกมาว่าท่านผู้นำกังจื่อหราน รอข้าอยู่ที่ใดก็พอแล้ว!!”
ชายวัยกลางคนทั้งสองผงะถอยหลังทันที ไอดุร้ายที่อีกฝ่ายปล่อยออกมาทำเอาทั้งสองถึงกับใจเต้นระส่ำ แม้ว่ารัศมีลมปราณของ ซุน จะเป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นสูงสุด แต่ทั้งสองที่เห็นไอดุร้ายเช่นนั้น ย่อมไม่เชื่อว่าจะเป็นรัศมีของชนชั้นลมปราณสีเขียวธรรมดา… มันถูกชวนให้เข้าใจว่า ซุน ปกปิดพื้นฐานลมปราณที่แท้จริงเอาไว้เสียมากกว่า…
“ขะ…ขออภัยท่านผู้อาวุโส ท่านผู้นำกัง รออยู่ที่ด้านในแล้ว… เวลานี้การประชุมยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้น ยังขาดสมาชิกระดับสูงที่นัดหมายไว้อยู่อีกหลายคน…” ชายวัยกลางคนกล่าวอธิบายด้วยเสียงที่สั่นครืน เผยความหวาดกลัวอย่างชัดเจน
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็ส่งเสียง หึหึ ในลำคอ… รู้สึกว่าตนเข้ามาได้ถูกจังหวะยิ่งนัก การประชุมใหญ่ก่อนลงมือดูเหมือนว่าจะยังไม่เริ่มต้นขึ้น… เนื่องจากศัตรูในครั้งนี้คือกลุ่มมังกรทอง องค์กรณ์ใต้ดินที่น่ากลัวที่สุด มีผู้นำเป็นถึงชนชั้นเทวะลมปราณสีแดง และยังมีชนชั้นจักรพรรดิ และชนชั้นราชันย์เป็นระดับแกนนำ… ดังนั้นต่อให้เป็น กังจื่อหราน ก็จำเป็นต้องวางแผนให้รัดกุม และต้องเรียกสมาชิกระดับสูงจากทั่วสารทิศให้มาช่วยเหลือในภารกิจนี้…
เวรยามดูแลม่านพลัง คาดว่าคงเป็นคนในพื้นที่ ดังนั้นย่อมไม่รู้จักสมาชิกจากเขตห้างไกลด้านนอก การภายใต้สถานการณ์ที่เร่งรัดมาตรฐานการตรวจตราจึงถูกลดทอนไปพอสมควร… อีกทั้งฐานลับแห่งนี้ แม้แต่สมาชิกพรรคเซียนประทาน ยังมีเฉพาะสมาชิกพรรคระดับสูงเท่านั้นที่รับรู้ ดังนั้นคนที่มาถึงที่นี่ได้ ก็เท่ากับเป็นการยืนยันขั้นแรกแล้ว…
ขณะที่ ซุน กำลังจะเดินเข้าไปด้านใน เวรยามเห็นความผิดสังเกตบางอย่างจึงเอ่ยทักขึ้น… “ผู้อาวุโส… ถึงท่านจะไม่แจ้งสังกัดกับพวกเรา ทว่าอย่างไรท่านก็ต้องแสดงสิ่งของยืนยัน มิเช่นนั้นพวกเราก็จำต้องทำตามหน้าที่…”
ซุน เหลือบมองเล็กน้อยลังเลชั่วครู่ ก่อนจะยกสายเชือกที่ห้อยชิ้นกระดูกสีดำขึ้นมา แน่นอนว่าเป็นของที่ ซุน ชิงมาจากผู้เฝ้าสุสานบรรพชนที่ด้านบน… “พอใจพวกเจ้าแล้วหรือไม่?! พอดีว่าเชือกมันเพิ่งขาดไป”
เวรยามทั้งสองเห็นสัญลักษณ์ของระดับสมาชิก ก็ไม่กล้าเสียมารยาทประสานมือโค้งตัวแทนคำขออภัย… ซุน ถอนหายใจแผ่วเบา ยังดีที่ ซุน หยิบฉวยสิ่งนี้มาป้องกันความผิดพลาด แต่ที่ไม่แขวนแสดงตั้งแต่ ก็เพื่อต้องการความแน่ชัด ว่าสิ่งนี้เพียงพอจะทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือหรือไม่…
เมื่อผละจากเวรยามทั้งสองแล้ว ซุน ก็เดินเข้าไปด้านในด้วยความระมัดระวัง ไม่นานก็มาถึงเขตพื้นที่ด้านใน ซึ่งเป็นโถงถ้ำขนาดใหญ่ ทั้งยังมองเห็นข้าวสารอันเป็นเสบียงสำรองหลายกระสอบ และวัตถุมีค่าอีกหลายต่อหลายชิ้น ทว่าก็มิได้ล้ำค่ามากพอจะดึงดูดความสนใจของ ซุน ได้
ที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือกลุ่มคนที่มารวมตัวกัน…สภาพแต่ละคนล้วนซอมซ่อไร้ราศี และถึงแม้จะเรียกว่าเป็นการประชุม แต่กลับไม่มีโต๊ะประชุมหรือเก้าอี้สักตัวเดียว สมาชิกภายในนี้โถงนี้มีราวสิบกว่าคน ทั้งหมดหากไม่นั่งสะเปะสะปะกับพื้นก็นอนเกลือกกลิ้งในโถง มองดูแล้วไร้ระเบียบอย่างถึงที่สุด
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ซุน กลับสัมผัสได้ถึงรัศมีของยอดฝีมือ!! ในหมู่คนสิบกว่าคนในเวลานี้ เกือบทั้งหมดอยู่ในระดับที่ ซุน ไม่อาจต่อกรได้ และมีกว่า 5 คน ที่เป็นถึงยอดฝีมือระดับชนชั้นลมปราณสีส้ม ที่แขวนกระดูกสีดำ 5-6 ชิ้น ถึงรูปลักษณ์ภายนอกจะดูไม่สง่างาม แต่รัศมีที่แผ่ออกมานั้นก็น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งที่การรวมตัวกันในครั้งนี้ เป็นแค่สมาชิกบางส่วนเท่านั้น มิใช่ขุมกำลังหลักภายในทวีปเต่าทมิฬที่ยกระดมมาตั้งแต่แรก การที่ยอดฝีมือมารวมกันถึงระดับนี้ แสดงถึงแสนยานุภาพของพรรคเซียนประทาน ที่มากพอจะเขย่าคลอนใต้หล้า สมกับที่เป็นขุมกำลังอันดับ 2 ของทวีปเต่าทมิฬ เป็นรองเพียงแค่ ราชวงศ์เสวียนอู่ ในปัจจุบันเท่านั้น…
ทันทีที่ ซุน ก้าวเข้ามา มีคนเพียง 5-6 คนเท่านั้นที่เหลือบหันมอง เกิดเป็นบรรยากาศหนักอึ้งที่มองไม่เห็นกดทับลงมาบนร่างของ ซุน… จากนั้นชายชราที่ตาบอดข้างหนึ่ง ก็เอ่ยโพล่งเสียงขึ้นกังวาน...
“ไม่คุ้นหน้าเลย?! เจ้ามาจากไหน ทำไมถึงเข้ามาในประชุมนี่ได้?!”
คนอื่น ๆ เริ่มหันมองมามากขึ้นเรื่อย ๆ บางคนแม้จะนอนหันหลังให้ แต่ก็ยังมีการแผ่สัมผัสลมปราณออกมาครอบคลุมโดยรอบ ทำเอา ซุน ถึงกับร่างสั่นเยือกในทันที รู้ดีว่ากลุ่มยอดฝีมือเหล่านี้คือสมาชิกระดับสูงของจริง ไหนเลยจะสามารถใช้เพียงกลิ่นอายหรือการข่มขู่เช่นเดียวกับเวรยามที่หน้าประตูได้ จะคาดหวังกับแผ่นป้ายที่ไม่รู้จักก่อน ผลลัพธ์ก็มีความเสี่ยงมากเกินไป…
ในหัวของ ซุน แล่นเร็วจี๋ รีบกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนดวงตาจะฉายเป็นประกายขึ้น…
“ขะ…ข้าเป็นคนส่งสุรา!! เมื่อสองชั่วยามก่อนมีผู้มั่งคั่งกลุ่มหนึ่ง นำสุราชั้นเลิศมาสักการะเทวรูป เมื่อคนพวกนั้นจากไปคนเฝ้าสุสานบรรพชนด้านบน จึงไหว้วานให้ข้านำสุรามามอบให้กับพวกท่านผู้อาวุโส…”
กล่าวจบ ซุน ก็หยิบเอาสุรา 3 ไห ออกมาทันที และแน่นอนว่ามันเป็นสุราชั้นเลิศที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนออกไปคละคลุ้งเต็มโถงกว้างแห่งนี้… ดวงตาของเหล่าสมาชิกพรรคเซียนประทานต่างก็เบิกโพลงตกตะลึง…
ซุน ผายมือสองข้างพร้อมยิ้มกว้าง…
“เชิญเลย…”
เสียงหัวเราะดังครั่นครื้นภายในโถงแห่งนี้ทันที สุราทั้งสามไห ถูกยกลอยสูงขึ้นด้วยลมปราณเพียงแค่ชายชราบางคนโบกสะบัดมือ ยาจกขอทานเหล่านี้ย่อมไม่มีอาวุธวิเศษประจำกายที่ล้ำค่า แต่ทุกคนกลับมีจอกสุราประจำตัว!!
แม้แต่ผู้ที่นอนเกลือกกลิ้งในคราแรก ยังพากันลุกพรวดตาตั้ง โดดเข้าร่วมวงสุราโดยไม่มีความลังเล เกิดเป็นความครื้นเครงอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา ทั้งที่มีหลายคนพบเจอกันครั้งแรก… ทำให้ ซุน กลายเป็นผู้ที่ถูกลืมจากกลุ่มนี้ไปทันที…
ชายหนุ่มถึงกับยิ้มแห้ง ๆ หน้าเจื่อน แม้ในใจจะคิดว่าวิธีนี้น่าจะมีโอกาสสำเร็จน้อยมาก เพราะหากเป็นสมาชิกระดับสูงของขุมกำลังอื่น ๆ ย่อมไม่มีทางรับสุราจากคนแปลกหน้ามาดื่มกินเช่นนี้ โดยไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดแน่นอน เพราะหวั่นเกรงว่าจะถูกวางยาพิษ…
“นี่หรือวิถีแห่งขอทาน... ไม่อาจนำสามัญสำนึกของชาวยุทธสามัญมาใช้ชี้วัดได้เลย แต่ในขณะเดียวกับ ทำไมถึงดูว่าคนเหล่านี้มีอิสรภาพยิ่งนัก ไม่ถูกจำกัดขอบเขต ไม่ถูกบีบคั้นด้วยทำนองครองธรรม ถึงจะไร้ดูระเบียบแต่ก็ไม่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์…” ซุน เอ่ยพึมพำขึ้นในใจ
และในตอนนั้นเอง ก็ได้มีมือข้างหนึ่งโอบมาที่ไหล่ของ ซุน… มันเป็นมือที่หยาบและหนาอย่างยิ่ง ทั้งที่รูปร่างของ ซุน สันทัดกำยำขึ้นมากแล้วหลังเป็นร่างสถิต แต่เมื่อเทียบกับคนผู้นี้ที่สูงเกือบ 1 จั้ง(3 เมตร) ซุน จึงแทบไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยผู้หนึ่ง ที่สูงไม่เกินหน้าอกของชายคนดังกล่าว…
“ตัวใหญ่ชะมัด!!” ซุน สบถขึ้นทันที ทว่าก็มิอาจขัดขืนใด ๆ ไปจากสภาพนี้ ราวกับว่ามือข้างเดียวของคนผู้นี้ที่วางบนไหล่ สามารถสะกดเอาทุกสิ่งอย่างของ ซุน ไว้ได้สมบูรณ์… ซุน เหลือบ มองไปยังชายผู้นี้ด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด…
แต่ชายร่างใหญ่คนนั้น กลับไม่ได้แสดงท่าทีอะไรมากไปกว่าทอดมองไปยังกลุ่มขอทาน ที่กำลังร่ำสุราด้วยความครื้นเครง... “พรรคเซียนประทาน คืออิสระของกลุ่มคนที่ฐานะต่ำต้อยที่สุดในแผ่นดิน ทว่าจิตใจของพวกเรานั้นมิได้ตกต่ำไปตามฐานะ คนพวกนี้หากคิดที่จะไต่เต้าแสวงหาความมั่งคั่ง ด้วยพื้นฐานของระดับฝีมือมีหรือที่จะทำไม่ได้?!
แต่ทุกคนกลับเลือกที่จะปฏิเสธสิ่งเหล่านั้น… ปฏิเสธขอบเขตที่ขวางกั้นอิสรภาพ ปฏิเสธความยุ่งยากที่ตามมาพร้อมความมั่งคั่งและอิทธิพล ความสุขของคนเราล้วนไม่เท่ากันและไม่เหมือนกัน…
นี่แหละคือวิถีแห่งขอทาน วิถีแห่งความเป็นอิสระ…”
ชายร่างใหญ่เอ่ยเนิบนานน้ำเสียงล้ำลึก บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจในวิถีชีวิตเช่นนี้… ซุน จากที่ก่อนหน้านี้มองเหล่าขอทานด้วยความรู้สึกอย่างหนึ่ง แต่เวลานี้กลับได้มาเห็นในมุมมองที่แตกต่าง ได้เห็นถึงความเป็นอิสระตามที่ชายร่างกำยำนี้ได้กล่าวมา…
ชายชราตาบอดในคราแรก จากที่กำลังครื้นเครงก็เหลียวหันมองมายัง ซุน และชายร่างใหญ่กำยำ เผยรอยยิ้มยินดี ยกจอกสุราเหนือหัวประหนึ่งเป็นการให้เกียรติในรูปแบบของตน…
“ท่านผู้นำกัง มาดื่มด้วยกันสิ!!”
“!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างขึ้นโดยพลัน เมื่อได้ยินชายชราตาบอดเอ่ยเช่นนั้น
กังจื่อหราน ผู้ที่ร่างใหญ่โตกำยำ เสียงหัวเราะก็ยังดังราวกับฟ้าร้อง…
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เชิญพี่น้องทั้งหลายดื่มกินตามสบาย… ข้าในฐานะผู้นำการประชุม จะให้เมามายก่อนเริ่มประชุมได้อย่างไร?!”
ชายชราตาบอดได้ยินเช่นนั้น ก็ยกจอกเหนือหัวอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะกลับไปสังสรรค์ครื้นเครงกับคนอื่น ๆ ต่อไป… ทางด้าน ซุน แทบจะสำลักลมหายใจ เอียงคอมองไปยัง กังจื่อหราน ด้วยแววตากริ่งเกรงขึ้นมา… หากพิจารณาดูแล้ว รัศมีพลังของชายผู้นี้ ดูคล้ายว่าจะเหนือกว่า อวิ๋นหยางหลิ่ง เจ้าสำนักสายลมประจิมเสียอีก…
กังจื่อหราน ก็ก้มมองมายัง ซุน เช่นเดียวกัน…
“ตัวเจ้าไม่มีกลิ่นของขอทาน... สุราเหล่านั้นก็มิใช่ของที่นำมาสักการะ หรือสามารถหาได้ในเมืองใต้สวรรค์ อีกทั้งเจ้ายังนำสุราออกมาจากแหวนมิติ ซึ่งนั่นมิใช่สิ่งที่คนในพรรคเซียนประทานจะมีปัญญาเป็นเจ้าของมันได้…
ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นใคร… แต่จงบอกข้ามาว่า เจ้าหาที่นี่เจอได้ยังไง?!”
เสียงของ กังจื่อหราน นิ่งเรียบไม่คุกคาม ส่วนหนึ่งอาจเพราะยังเคลือบแคลงในตัวอีกฝ่าย ทั้งยังเห็น ซุน เป็นเพียงแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง ที่แค่พลิกฝ่ามือก็มากพอจะสังหารผู้เยาว์ตรงหน้านี้ได้แล้ว… แต่แทนที่ ซุน จะตกใจที่ถูกจับได้ว่าแฝงตัว ชายหนุ่มกลับเผยรอยยิ้มยินดีออกมาเสียด้วยซ้ำ… เนื่องด้วยเป้าหมายของ ซุน ที่ต้องการจะเข้าพบ กังจื่อหราน ได้สำเร็จบรรลุแล้วเช่นเดียวกัน…
………………………………………