อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 219 ราชันย์ยาจกเก้านิ้ว
ตอนที่ 219
“ว่ายังไง… ข้าไม่มีความอดทนมากนักหรอกนะ ถึงข้าจะไม่ชอบรังแกเด็กก็ตามที…” กังจื่อหราน แค่นเสียงขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ไม่เห็นว่าชายหนุ่มผู้นี้จะแสดงท่าทีลนลานอะไรออกมาเลย ซึ่งนับว่าผิดปกติ สำหรับคนที่ลักลอกเข้ามาแล้วถูกจับตัวได้…
ซุน หยิบแผนที่เก่าแก่ขึ้นมาแสดง เผยรอยยิ้มน้อย ๆ ประดับใบหน้า…
“สิ่งนี้อย่างไรที่นำทางผู้เยาว์ที่ถึงที่นี่…”
กังจื่อหราน กดหัวคิ้วต่ำลงก่อนจะเพ่งมองแผนที่นั้นอย่างละเอียดในพริบตา… สีหน้าของชายชราร่างกำยำแปรเปลี่ยนไปในทันที!! ตำแหน่งที่ตั้งของฐานลับแต่ละแห่ง สมาชิกระดับสูงจะล่วงรู้เฉพาะฐานลับในเขตพื้นที่ซึ่งตนเองดูแลเท่านั้น…
มีแค่เพียงผู้นำพรรคที่จะได้รับอนุญาตให้ล่วงรู้ตำแหน่งของฐานลับในทุกหัวเมืองของทั้ง 4 ทวีป และก็เพราะแผนที่นี้ได้หายไปพร้อมกับ เหยาหมิง นั่นจึงทำให้ กังจื่อหราน ต้องลำบากเดินทางไปยังหัวเมืองทั้งหมดใน 4 ทวีปในช่วงหลายปี ติดต่อสมาชิกระดับสูงในละแวก เพื่อคัดลอกแผนที่ใหม่ขึ้นมา…
“ทะ…ทำไมสิ่งนี้ถึงอยู่กับเจ้า!!” กังจื่อหราน เผยแววตาไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะเริ่มขบคิดเชื่อมโยงเรื่องราว ซึ่งแน่นอนว่า กังจื่อหราน ที่เคยได้ติดต่อกับ เตียมู่หยง ก่อนหน้านี้ ย่อมต้องทราบข้อมูลสำคัญในเรื่องที่ เตียมู่หยง ได้ให้การอุปการะผู้สืบทอดของ เหยาหมิง เป็นการชั่วคราว…
กังจื่อหราน ถึงกับสูดลมหายใจลึก เพราะนี่คือความเป็นไปได้หนึ่งเดียว ที่แผนที่นี้จะปรากฏต่อหน้าตนเองครั้ง และยิ่งมองไปยังชายหนุ่มผู้นี้ ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดา… ทว่าไม่ทันที่ กังจื่อหราน จะเอ่ยถามสิ่งใดต่อกับ ซุน ด้านหลังก็ได้มีกลุ่มขอทานชราอีกหลายคน ก้าวเดินเข้ามาที่โถงแห่งนี้
“อะไรกัน… ไฉนตั้งวงสุรากันได้ ทั้งที่คนยังมาไม่พร้อมหน้า?!” เสียงแหบแห้งของชายชราอีกผู้หนึ่ง ดังขึ้นหลังก้าวเข้ามา ทั้งยังเดินนำหน้าเป็นหัวขบวนแผ่กลิ่นอายของยอดฝีมือที่กล้าแกร่ง พื้นฐานจัดว่าสะท้านแผ่นดิน เป็นถึงยอดฝีมือชนชั้นราชันย์ขั้นสูง ลมปราณสีส้มขั้นที่ 6
ชายชราผู้นี้รูปร่างไม่ใหญ่ไม่เล็ก ไม่สูงไม่เตี้ย มองดูแล้วให้ความรู้สึกที่สามัญเป็นอย่างยิ่ง… เอกลักษณ์อย่างเดียวคือนิ้วมือที่ไม่ครบถ้วน ขาดนิ้วก้อยข้างซ้ายไปหนึ่งนิ้ว จนทำให้เหลือเพียงแค่เก้านิ้ว…
กังจื่อหราน เผยแววตาล้ำลึก… ชายชราที่มาใหม่นี้ก็คือคนที่ กังจื่อหราน กำลังรอคอย เป็นสมาชิกระดับ ราชันย์ยาจก ที่มีเพียงแค่ 3 คน ตำแหน่งเป็นรองแต่ตำแหน่งผู้นำพรรคอย่าง กังจื่อหราน เท่านั้น… ซึ่งราชันย์ยาจกจะทำหน้าที่ปกครองขอทาน สมาชิกพรรคเซียนประทานในทวีปพยัคฆ์ขาว ทวีปมังกรฟ้า และทวีปหงสาเพลิง เป็นตัวแทนผู้นำพรรคที่ปกครองทวีปเต่าทมิฬ ทำให้ไม่อาจเข้าไปดูแลทวีปอื่น ๆ ได้ทั่วถึงเพียงลำพัง…
ซึ่งชายชราผู้นี้ก็คือ ราชันย์ยาจกเก้านิ้ว
ผู้ปกครองทวีปพยัคฆ์ขาว นามว่า จิวต้าว…
ทันทีที่ จิวต้าว ปรากฏตัวขึ้น คล้ายว่า กังจื่อหราน จะละความสนใจจาก ซุน ลงในทันที… ถึงแม้ว่า กังจื่อหราน จะเป็นผู้นำพรรคมีอำนาจครอบคลุม แต่ด้านอิทธิพลและความน่าเชื่อถือภายในทวีปพยัคฆ์ขาวแห่งนี้ อย่างไรก็ควรให้เกียรติ ราชันย์ยาจกเก้านิ้ว
ประหนึ่งว่ามังกรต่างถิ่น จำต้องไว้หน้างูดินเจ้าที่…
“ราชันย์เก้านิ้ว… ไม่พบเจอกันเสียหลายปี ดูเหมือนว่าท่านจะขยับเข้ามาใกล้ชนชั้นจักรพรรดิมากขึ้นทุกทีแล้วสินะ…” กังจื่อหราน เอ่ยขึ้นใบหน้าเรียบเฉย
“หึหึ… ท่านผู้นำชื่นชมเกินไปแล้ว ไหนเลยที่ข้าจะกล้าเทียบรัศมีกับท่าน” จิวต้าว หัวเราะเสียงเย็น เหล่าขอทานด้านหลังอีก 6 คนที่ติดตาม ต่างก็เป็นสมาชิกระดับสูงที่มีพลังชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นต้น ห้อยกระดูกสีดำหลายต่อหลายชิ้นจนหน่ายจะนับ สมกับที่เป็นผู้ติดตามของ จิวต้าว…
จิวต้าว หันมองไปยัง ซุน ที่ยืนนิ่งอยู่ข้างกาย กังจื่อหราน ชายชรากดหัวคิ้วต่ำลงทันที รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา แต่ก็ไม่อาจบอกได้ว่าเคยเห็นหน้าชายหนุ่มคนนี้ที่ไหน เมื่อนึกไม่ออกก็ชวนทำให้เข้าใจว่า คงเป็นสมาชิกในกลุ่มย่อยที่ตนน่าจะเคยเห็นเมื่อนานมาแล้ว
ซึ่งอันที่จริง จิวต้าว ที่เป็นถึง ราชันย์ยาจก ด้านข่าวสารในทวีปพยัคฆ์ขาวแทบจะทุกเรื่องย่อมต้องผ่านหูผ่านตาชายชราผู้นี้มาบ้าง ซึ่งแน่นอนว่ารวมไปถึงการปรากฏตัวของ อัจฉริยะรุ่นเยาว์ คนใหม่ของทวีปนี้ แม้แต่งานประลองในวังหลวง จิวต้าว ก็ยังได้รับเชิญเข้าร่วมงานพิธีใหญ่ในฐานะตัวแทนพรรคเซียนประทาน ทว่าเวทีรุ่นเยาว์ก็มิใช่ระดับที่ดึงความสนใจของชายชราผู้นี้มากนัก จึงไม่ได้เข้าไปรับชมการประลอง…
ด้วยสภาพที่เกรอะกรังในเวลานี้ ผนวกกับที่ภาพลักษณ์ของ ซุน เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยตั้งแต่ที่กลายเป็นร่างสถิตเมื่อไม่กี่วันก่อน นั่นจึงทำให้ จิวต้าน ไม่อาจทับซ้อน ซุน แมวสวรรค์แห่งสายลมประจิม ที่ตนเคยเห็นแต่เพียงผ่านตาในใบประกาศ กับชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านี้ได้…
กังจื่อหราน สะกิดไปที่ไหล่ของ ซุน อีกครั้ง ทำให้ชายหนุ่มเข้าใจสัญญาณ รีบประสานสุภาพให้กับ จิวต้าว… “คารวะท่านผู้อาวุโส ราชันย์ยาจก”
จิวต้าว ไม่ได้ให้ความสนใจนัก เดินผ่านเข้าไปในโถงทันที… จากวงสุราที่ครึกครื้นในคราแรก ทั้งหมดต่างไม่กล้าส่งเสียงโหวกเหวก เพราะสมาชิกทั้งหมดทราบดีว่า จิวต้าว ที่แม้จะเป็นขอทานเหมือนคนอื่น ๆ แต่ก็ค่อนข้างที่จะมีความเป็นระเบียบอยู่ไม่น้อย ผิดกับนิสัยของ กังจื่อหราน ที่ให้อิสระมากกว่า…
“ท่านผู้นำกัง… เพื่อให้ไม่เป็นการเสียเวลา ข้าว่าพวกเรารีบประชุมกันเลยดีกว่า…” จิวต้าว เอ่ยปากขึ้น ราวกับเป็นผู้มีอิทธิพลสามารถเริ่มงานเองได้… กังจื่อหราน ทราบดีว่านิสัยของแต่ละคนเป็นอย่างไร ก็ไม่ได้ถือสานัก อีกทั้งที่นี่ยังเป็นเขตดูแลของ จิวต้าน หากตนเอ่ยสิ่งใดที่ทำให้ จิวต้าว เสียหน้าต่อสมาชิกคนอื่น ๆ ก็คงไม่เป็นการดีต่อความสัมพันธ์…
“อืม… เอาเช่นนั้นก็แล้วกัน” กังจื่อหราน พยักหน้าตอบรับ ก่อนจะเหลียวมองมายังชายหนุ่มข้างกาย… “ไอหนู… มานั่งข้างข้า หากข้ายังไม่ถามก็อย่าได้พูดอะไรแทรกแซงเข้าใจหรือไม่?!”
ซุน สูดลมหายใจลึก แต่ก็พยักหน้าตอบรับเบา ๆ
การประชุมพรรคเซียนประทาน จะเป็นการนั่งล้อมวงกับพื้น… โดยตำแหน่งของ กังจื่อหราน อยู่ทิศเหนือสุดและมี ซุน นั่งที่ด้านข้าง สมาชิกหลายคนแม้จะสงสัยแต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยถามเรื่องนี้… ทางด้าน จิวต้าว นั่งฝั่งตรงข้ามของวงล้อมด้านทิศใต้ ซ้ายขวาขนาบด้วยคนสนิทรอบด้าน
การมาทวีปพยัคฆ์ขาวของ กังจื่อหราน ในครั้งนี้ เป็นการเดินทางที่ค่อนข้างเร่งร้อน ทั้งพรรคเซียนประทานแม้จะยิ่งใหญ่แต่ก็มิได้ร่ำรวย จึงไม่มีทรัพยากรมากพอจะส่งยอดฝีมือจากพรรคสาขาหลักติดตามมาได้มากนัก การมาในครั้งนี้ของ กังจื่อหราน จึงมีคนสนิทมาด้วยเพียง 2 คน เท่านั้น ส่วนคนที่เหลือในการประชุม ล้วนเป็นสมาชิกจากฝั่งของทวีปพยัคฆ์ขาวทั้งสิ้น…
เมื่อการประชุมเริ่มต้นขึ้น ก็ได้มีขอทานสามถึงสี่คนออกมารายงานข่าวที่สืบรับรู้มา ทั้งตำแหน่งที่ตั้งของ ฐานลับกลุ่มมังกรทอง การเคลื่อนไหวเท่าที่สืบทราบมา แม้แต่โอกาสและความน่าจะเป็นของ 9 แกนนำ หลังจากสูญเสีย เกาเทียนฉี ไปแล้ว ก็ยังมีรายงานออกมา
ซุน ที่เฝ้ารับฟังอยู่ อดไม่ได้ที่จะอึ้งงัน พลังในข่าวสารของพรรคเซียนประทานเป็นที่เลื่องลือไปทั่วยุทธภพ จากจำนวนสมาชิกที่มากมายมหาศาล… คราแรก ซุน ก็ไม่ปักใจเชื่อนัก แต่พอได้มาเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ก็ราวกับดวงตาประจักษ์แจ้งว่า พรรคเซียนประทาน ช่างน่ากลัวยิ่ง
ข้อมูลที่พรรคเซียนประทาน รายงานขึ้นมานั้น มีมากยิ่งกว่าข้อมูลที่สำนักสายลมประจิม หรือราชวงศ์ไป๋หู่สืบรู้มาเสียอีก ทั้งยังเป็นข้อมูลการเคลื่อนไหวในระยะสั้น ๆ เพียงไว้กี่วันมานี้อีกด้วย มิใช่การเคลื่อนไหวเมื่อหลายเดือนก่อนอย่างที่ ซุน ได้รับมาจากห้วงความทรงจำของ เกาถิง ข้อมูลจึงเรียกได้ว่าล้ำลึกมากยิ่งกว่ากันหลายขั้น…
หลังรับฟังได้ราวสองชั่วยาม ข้อสรุปที่ ซุน ได้รับมาก็คือ… กลุ่มมังกรทองในเวลานี้ อยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะแก่การบุกฐานลับ ณ หุบเขาสายลมสวรรค์ เป็นอย่างยิ่ง… ทั้งหมดก็เพราะกลุ่มมังกรทอง หลังจากที่พยายามบีบคั้น เหยาหมิง มาสักระยะแต่ก็คว้าน้ำเหลว จึงให้น้ำหนักความสำคัญกับอีกเรื่องหนึ่งมากยิ่งกว่า…
นั่นก็คือ เรื่องการผลัดเปลี่ยนขั้วอำนาจของ พรรคมังกรฟ้า สาขาทวีปพยัคฆ์ขาว!!
นี่คือแผนการใหญ่ในรอบหลายสิบปีของกลุ่มมังกรทอง นับตั้งแต่ที่เคยโค่นล้มพรรคมังกรฟ้า สาขาหลักที่ทวีปเฒ่าทมิฬได้สำเร็จเมื่อ 40 ปีก่อน... นั่งจึงเป็นสาเหตุให้กลุ่มแกนนำเกือบทั้งหมด รวมไปถึงผู้นำกลุ่มยอดฝีมือชนชั้นเทวะที่ยังเป็นปริศนา ก็มีข้อมูลว่าปักหลักอยู่ใกล้กับเขตติดต่อของ พรรคมังกรฟ้า ทางทิศเหนือสุดของทวีป ซึ่งห่างจากเมืองใต้สวรรค์หลายพันลี้ คงไม่อาจจะกลับเข้ามาสบทบได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ
ทำให้ฐานลับ ณ หุบเขาสายลมสวรรค์ในเวลานี้ น่าจะมีแกนนำอยู่แค่เพียง 2 คน หรืออย่างมากก็ไม่เกิน 3 คน!! หากต้องการจะช่วยเหลือ เหยาหมิง ที่ถูกจับอยู่ ก็นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุด… ซุน ที่ได้รับสรุปรายงานออกมาเช่นนั้นก็เต็มไปด้วยความปิติดีใจ มองเห็นถึงความหวัง
ทว่า นั่นกลับเป็นเพียงข้อสรุปจากข่าวสารข้อมูลเท่านั้น…
ยังมิใช่ข้อสรุปของแผนการช่วยเหลือ!!
“ข้าไม่เห็นด้วย ที่จะให้พาคนของเราไปเสี่ยงชีวิต... กับอดีตสมาชิกที่ทรยศพรรคเซียนประทานไปตั้งหลายสิบปีมาแล้ว…” จิวต้าว เอ่ยปากขึ้นเสียงแข็งท่ามกลางที่ประชุม
กังจื่อหราน ถึงกับหดนัยน์ตาแคบลง แต่ก็มิได้รู้สึกแปลกใจนัก… เพราะ กังจื่อหราน ทราบมาตั้งแต่แรกแล้วว่า จิวต้าน ไม่เห็นด้วยกันแผนการช่วยเหลือ เหยาหมิง ในครั้งนี้… ทั้งยังเป็นคนที่หัวแข็งดื้อรั้นอย่างถึงที่สุด เหตุผลหลัก ๆ ของการประชุมครั้งนี้ มิใช่การหารือเรื่องแผนการ แต่เป็นการหาข้อสรุปว่า จิวต้าว จะยอมให้สมาชิกในสังกัดของตน ให้การสนับสนุนแผนการครั้งนี้หรือไม่ต่างหาก...
“ราชันย์เก้านิ้ว… ท่านคงไม่ลืมนะว่าคนที่ท่านกำลังพูดถึงนั่น ก็คืออดีตว่าที่ผู้นำพรรคของเรา และยังเป็นศิษย์พี่ของข้าอีกด้วย หากเมื่อ 30 ปีก่อนไม่เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็อาจไม่ใช่ข้า แต่เป็น เหยาหมิง!!” กังจื่อหราน แค่นเสียงดุดันขึ้นมา
จิวต้าว กลับหัวเราะ
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ท่านผู้นำกัง คนทรยศก็คือคนทรยศ อย่างไรข้าก็ยืนยันว่าไม่คุ้มค่าที่จะเอาชีวิตสมาชิกของพวกเราไปเสี่ยง!! แกนนำของกลุ่มมังกรทองไม่ใช่ธรรมดา บางคนอาจจะแข็งแกร่งกว่าข้าหรือตัวท่านเสียด้วยซ้ำ
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงผู้นำชนชั้นเทวะของพวกมัน หากพวกมันสืบรู้ว่าพรรคเซียนประทานของพวกเรา ช่วงชิงคนและสังหารแกนนำกลุ่มในภารกิจครั้งนี้ ลำพังตัวท่านจะสามารถรองรับโทสะของชนชั้นเทวะได้งั้นหรือ?! หากพรรคเซียนประทานต้องเอาความมั่นคงไปเสี่ยงกับคนที่มันทรยศพรรคเราไปแล้ว มันคุ้มค่าแล้วงั้นหรือ!!”
“!!!!!!!!!!” กังจื่อหราน ดวงตาแข็งกร้าวขึ้นทันที แม้จะกำหมัดแนบแน่น แต่ก็ไม่อาจหาเหตุผลใดมาโต้แย้งได้ จริงอยู่ที่ กังจื่อหราน มีพลังมากพอที่จะบีบบังคับ จิวต้าว หรือทุกคนในการประชุมนี้ให้ทำตามเจตนาของตน… ทว่าการทำเช่นนั้นย่อมต้องทำให้ ราชันย์คนอื่น ๆ หรือแม้สมาชิกพรรคอีกนับล้านคน จะต้องเกิดความเคลือบแคลงใจต่อตำแหน่งของ กังจื่อหราน อย่างแน่นอน...
ทว่า…ขณะที่ กังจื่อหราน ทำได้เพียงกำหมัดแนบแน่นพูดอะไรไม่ได้อยู่นั้น ชายหนุ่มข้างกายที่ตอนนี้ไม่อาจทนฟังได้อีกต่อไปก็ลุกยืนพรวดขึ้น เผยแววตาดุร้ายออกมาพร้อมกับแผ่รัศมีคุกคามอย่างถึงที่สุด โดยไม่สนใจว่าตนเองจะอ่อนแอที่สุดในการประชุมครั้งนี้…
ซุน ได้ใช้สายตาดูแคลนมองไปยัง จิวต้าว… ต่อให้อีกฝ่ายเป็นชนชั้นราชันย์แล้วอย่างไร? มีตำแหน่งสูงส่งแล้วอย่างไร? สำหรับ ซุน แล้ว ไม่ว่าใครหน้าไหน ก็ไม่มีสิทธิ์มีดูแคลนอาจารย์ของตนทั้งนั้น!!
“ราชันย์ยาจกเก้านิ้ว… ที่ท่านไม่ยอมให้การสนับสนุนแผนนี้ มิใช่ว่าจริง ๆ แล้ว ท่านแค่ขี้ขลาด หวาดกลัวหรอกหรือ?! แบบนี้ไม่ต้องเรียกตัวเองว่าราชันย์ยาจกอีกแล้ว ควรเรียกตนเองว่าขันทียาจก น่าจะเหมาะสมกว่า!!”
…………………………………….