อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 220 ซุน และ จิวต้าว
ตอนที่ 220
จิวต้าว เป็นถึงยอดฝีมือระดับสูง ทั้งยังมีตำแหน่งสูงล้ำในยุทธภพ และนี่ก็ยังเป็นการประชุมภายในพรรคที่เต็มไปด้วยสมาชิกระดับสูง จู่ ๆ เมื่อถูกชายหนุ่มอายุคราวเหลน เอ่ยวาจาดูแคลนเช่นนั้น ดวงตาก็แดงฉานขึ้นทันที…
“หุบปากแล้วนั่งลงซะ ไอหนู!! เห็นแก่ที่เจ้าเป็นคนของท่านผู้นำ ข้าจะถือว่าข้าไม่ได้ยินคำพูดเมื่อครู่นี้ของเจ้า… แต่หากข้าได้ยินเจ้ากล้าเหน็บแนมข้าอีกครั้ง รับรองว่าข้าจะหักขาทั้งสองข้างและตัดลิ้นเจ้าทิ้งซะ ให้สมกับเป็นขอทานมากยิ่งไปกว่านี้…”
ซุน สวบกอดอก สีหน้าและแววตาไร้ท่าทีกริ่งเกรง...
“เชื่อเถอะว่าท่านผู้นำกัง ไม่ปล่อยให้ท่านทำเช่นนั้นแน่นอน...”
จิวต้าว เมื่อถูกท้าทายดวงตาก็มีประกายดุร้ายขึ้นทันที อย่างไรเสียตำแหน่งของ จิวต้าว ภายในพรรคก็นับว่าสูงล้ำ การจะลงโทษสมาชิกสักคน ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องขออนุญาตผู้นำอย่าง กังจื่อหราน...
ชายชราได้ตวัดฝ่ามือเกิดคลื่นพลังน่าหวาดกลัวระลอกหนึ่งพุ่งไปยังขาทั้งสองข้างของ ซุน ที่ยืนอยู่ด้านตรงข้าม… แน่นอนว่านี่คือการลงมือของชนชั้นราชันย์ ต่อให้ ซุน มีความเร็วมากกว่านี้อีก 10 เท่า ก็ไม่มีทางที่จะเลี่ยงหลบได้…
ทว่าในตอนนั้นเอง กังจื่อหราน ก็พลันยื่นแขนขนาดใหญ่ที่กำยำออกไป เปล่งแสงสีทองอร่ามขึ้นตลอดทั้งท่อนแขน และรับการโจมตีของ จิวต้าว อย่างไม่สะทกสะท้าน... ทั้งดวงตายังกลายเป็นสีทอง แผ่รัศมีชนชั้นจักรพรรดิออกมา กดทับลงไปยัง จิวต้าว สะกดการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายเอาไว้อีกด้วย…
เหตุการณ์ชั่วพริบตาที่เกิดขึ้นนั้น ได้สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในที่ประชุมเป็นอย่างมาก ทุกคนไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร ที่ จิวต้าว จะลงมือกับสมาชิกพรรคที่ไร้มารยาทกับตน… แต่กลับไม่มีใครเชื่อว่า กังจื่อหราน จะออกตัวปกป้องสมาชิกที่กล้าเสียมารยาทกับ จิวต้าว ผู้นั้น ทั้งยังลงมือสะกดพลังของ จิวต้าว เอาไว้อีกด้วย…
“นี่ท่าน!!” จิวต้าว ถลึงตาขึ้นทันทีไม่คิดว่า กังจื่อหราน จะออกตัวปกป้องชายหนุ่มผู้นั้นถึงเพียงนี้… แม้แต่เหล่าผู้ติดตามรอบด้านก็ยังมีท่าทียึกยัก เผยความลังเลออกมา…
กังจื่อหราน ทอดถอนหายใจยาวพรืดหนึ่ง…
“ราชันย์เก้านิ้ว… พรรคเซียนประทานของเรา มีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่งที่ท่านเองก็น่าจะทราบดี เรื่องที่ว่าเคล็ดวิชา วิถีแห่งเซียนเมรัย ที่ท่านบูรพาจารย์ จี้เยี่ยซา คิดค้นเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนนั้น ถือว่าเป็นวิชาลับโบราณสถานะพิเศษของพรรคเซียนประทาน
และผู้สืบทอดในแต่ละรุ่นของวิถีแห่งเซียนเมรัย จะมีศักดิ์ฐานะเทียบเท่า การเป็นศิษย์ของท่านบูรพาจารย์ จี้เยี่ยซา โดยตรง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่รุ่น… ด้วยเหตุนี้สมาชิกทุกคนจำต้องให้ความเคารพยำเกรงกับผู้สืบทอด ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตำแหน่งราชันย์ยาจกของท่าน ที่ถูกก่อตั้งขึ้นมาใหม่ในภายหลัง…”
“กฎข้อนั้นข้าย่อมทราบดี!! และยังรู้อีกด้วยว่าตำแหน่งนั้น มันหายไปพร้อมกับ เหยาหมิง ผู้สืบทอดคนสุดท้ายตั้งแต่เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน!! จู่ ๆ ท่านจะมาพูดถึงอะไรเอาตอนนี้!!” จิวต้าว คำรามเสียงออกมาอย่างไม่พอใจถึงขีดสุด…
กังจื่อหราน ถอนหายใจอีกครั้ง ไม่เอ่ยตอบ จิวต้าว…
แต่ได้ทอดสายตามองไปยัง ซุน คล้ายเป็นการอนุญาต…
ทันใดนั้นเอง… ชายหนุ่มข้างกาย กังจื่อหราน ก็ได้ส่งเสียงกระแอมไอออกมา พร้อมกับรอยยิ้มเขินอายที่ประดับใบหน้า “โธ่… ท่านราชันย์ยาจก อายุก็ปูนนี้แล้ว ท่านก็ไม่น่ารีบใจร้อนเลย ข้ากำลังจะแนะนำตัวเองอยู่แล้วเชียว…”
ซุน ได้หยิบเอาตำราเก่าแก่เล่มหนึ่งมากางออก... เผยให้เห็นรายนามของตนที่ถูกขีดเขียนสลักไว้ด้วยตัวอักษรเลือด(ตอนที่ 22) ต่อท้ายจากนามของ เหยาหมิง… ซึ่งแน่นอนว่านี่คือตำราบันทึกรายชื่อผู้สืบทอดวิถีแห่งเซียนเมรัย…
“นามของข้าก็คือ ซุน ผู้สืบทอดวิถีแห่งเซียนเมรัย ในรุ่นนี้…
และข้าก็เป็นศิษย์สืบทอดของ เหยาหมิง อีกด้วย…”
เสียงคำพูดที่ไม่น่าจะดังมากนัก ทว่ามันกลับกึกก้องสะท้อนไปมาทั่วทั้งโถงใหญ่แห่งนี้ และยังคล้ายจะสะท้านไปถึงจิตใจของสมาชิกทั้งหมดที่เข้าร่วมการประชุม หลายคนเบิกตาโพรง หลายคนสำลักลมหายใจ โดยเฉพาะ จิวต้าว ที่ใบหน้าหดแคบเหลือเท่าฝ่ามือ…
“อะ…อะไรนะ!! เรื่องแบบนี้มันจะเป็นไปได้ยังไง วิถีแห่งเซียนเมรัย จะต้องสืบทอดเฉพาะสมาชิกพรรคเซียนประทานเท่านั้นนี่!! เหยาหมิง ไม่เพียงแค่เป็นผู้ทรยศ แต่ยังกล้าส่งมอบตำแหน่งผู้สืบทอดอันสำคัญยิ่ง ให้หลุดออกจากพรรคเซียนประทานด้วยงั้นหรือ!!”
จิวต้าว หลังจากรู้แล้วว่าอีกฝ่าย มีเกราะคุ้มกันอยู่จริง ๆ ตามกฎ จากสถานะผู้สืบทอดคนสำคัญ ทั้งยังอยู่ข้างกาย กังจื่อหราน ที่คอยคุ้มกันเช่นนี้ ตนย่อมไม่อาจทำอะไรได้… จึงเลือกที่จะบิดเบือนเรื่องราว เปลี่ยนสถานการณ์เพื่อให้ร้าย เหยาหมิง แทน!!
ซุน หรี่ตาแคบลงทันที ถึงอีกฝ่ายจะเป็นขอทานชรา แต่ก็คล้ายว่ามีเขี้ยวเล็บในการใช้วาจาและรู้จักเล่ห์เหลี่ยมในการใช้คำพูดอยู่บ้าง… หากเป็นสถานการณ์ตามปกติ ซุน คงไม่กล้าจะตอแย หรือกล้าที่จะแสดงความเป็นปรปักษ์กับอีกฝ่ายที่เป็นถึงยอดฝีมือระดับชนชั้นราชันย์… ทว่าเวลานี้ กังจื่อหราน ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า เลือกที่จะเข้าข้างฝั่งตน นั่นย่อมทำให้ ซุน ราวกับมีเทพอารักษ์ปกป้อง
ลำพังการต่อสู้ด้วยคำพูดและวาจา…
ไหนเลยที่ ซุน จะหวาดกลัวต่ออีกฝ่าย!!
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! คำก็ทรยศ สองคำก็ทรยศ… ไหนท่านลองกล่าวมาให้ข้ากระจ่างแจ้งสักข้อสิ?! ว่าอาจารย์ของข้า เหยาหมิง ทรยศต่อพรรคเซียนประทานอย่างไร?!” ซุน เอ่ยพลางยิ้มเยาะ มุมปากยกขึ้นเผยฟันเขี้ยวมีประกาย…
“เหอะ!! เรื่องนี้มันเกิดขึ้นก่อนเจ้าจะลืมตาดูโลกขึ้นมาเสียอีกไอหนู!! เหยาหมิง สละตำแหน่งว่าที่ผู้นำพรรคเซียนประธาน และหันหลังให้กับยุทธภพ ตั้งแต่เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน เรื่องนี้ทุกคนต่างก็รู้ดี!! ทั้งยังหอบหิ้วเอาตำราวิถีแห่งเซียนเมรัย แผนที่ฐานลับ หรือแม้แต่ป้ายประกาศิตพรรคเซียนประทานของพวกเราไป
ด้วยความผิดมากมาย ที่ถึงขั้นทำให้เกิดความระส่ำระสายขึ้นในพรรคของพวกเราอยู่หลายปี แบบนี้ไม่เรียกว่าคนทรยศแล้วจะเรียกว่าอะไร!!” จิวต้าว แค่นเสียงตวาดออกไปพร้อมใบหน้าที่เดือดดาล ปลุกระดมให้สมาชิกคนอื่น ๆ โดยรอบต้องพยักหน้าเห็นพ้อง ดึงบรรยากาศให้เอนเอียงไปหาตนเอง…
แต่แล้ว ซุน กลับเหยียดนิ้วชี้หน้าตรงไปยัง จิวต้าว…
“เหลวไหลสิ้นดี!! สักแต่มีปากก็พูดไป ไร้มูล ไร้เหตุผล คิดเองเออเอง ว่ากล่าวใส่ความผู้อื่น พยายามยัดเยียดความผิดให้กับอาจารย์ของข้า โดยที่อาจารย์ข้า ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะแก้ต่างในคำให้ร้ายเหล่านั้น!!
ก่อนหน้านี้ท่านก็ออกมาปากมาเองว่า อย่าได้ไปยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มมังกรทอง อ้างว่าแกนนำแข็งแกร่งอย่างงั้นบ้าง ผู้นำกลุ่มน่ากลัวอย่างงี้บ้าง บอกกับผู้อาวุโสกังจื่อหราน ว่าอย่าไปยั่วยุโทสะชนชั้นเทวะ เพราะจะนำพาพรรคเซียนประทานไปสู่อันตราย… ถุย!!
หากหลักการเดียวกันนี้อย่างที่ท่านคิด… เกิดขึ้นกับอาจารย์ของข้าเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนเล่า!! หากในปีนั้นอาจารย์ที่รู้ว่าตนเองกำลังถูกกลุ่มมังกรทองตามล่าตัว ทั้งที่อาจารย์จะรับตำแหน่งผู้นำพรรคเซียนประทานเลยก็ได้ แล้วยกกำลังในพรรคเข้าห้ำหั่นกับกลุ่มมังกรทอง หมายตัดสินเป็นตายกันไปข้าง คิดว่าในปีนั้นความสูญเสียจะมีมากเท่าไหร่?!
อาจารย์จึงตัดสินใจ ถอนตัวออกจากตำแหน่ง… เลือกที่จะให้กลุ่มมังกรทอง เพ่งเล็งไปที่ตนเองเพียงลำพัง โดยไม่นำพรรคเซียนประทานเข้าไปเกี่ยวข้อง… นั่นมิเท่ากับว่าอาจารย์นำพาภัยพิบัติที่อันตราย ออกไปจากพรรคเซียนประทานหรอกหรือ!! ความมั่งคงตลอดสามสิบกว่าปีมานี้ มิใช่เพราะการเสียสละของอาจารย์ข้าหรอกหรือ!!
แบบนี้ท่านยังเรียกอาจารย์ข้าว่าเป็นคนทรยศอีกอย่างนั้นหรือ!! น่าขันยิ่งนัก พรรคเซียนประทานอันยิ่งใหญ่ กลับขับไล่ไสส่งอดีตว่าที่ผู้นำให้ไปตาย ทั้งยังตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ โยนความผิดใส่ร้ายโดยไม่ไตร่ตรอง… อีกทั้งคนที่มีตำแหน่งเป็นถึง ราชันย์ยาจก ก็ยังเป็นแนวหน้าในการใส่ร้ายป้ายสีเช่นนี้ ข้าถามหน่อยเถอะว่า…ท่านละอายใจตนเองบ้างหรือไม่!!
หากท่านตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับอาจารย์ข้า ท่านจะกล้านำพาศัตรูที่แข็งแกร่งให้วิ่งตามท่านไปเพียงลำพัง เพื่อปกป้องพรรคเซียนประทานหรือไม่!! หากว่าท่านสามารถทำได้เฉกเช่นเดียวกับอาจารย์ข้า ถึงเวลานั้นท่านก็ค่อยมาวิพากษ์วิจารณ์!!”
ชายหนุ่มวัย 18 ปี ด่ากราดพลางชี้หน้า ชายชราอายุร่วมร้อยกว่าปี… ทั้งคำพูดยังเน้นย้ำแน่นหนักทุกถ้อยคำ ไม่เหลือช่องว่างให้ถูกแทรกแซง… เหล่าผู้ร่วมประชุมคนอื่น ๆ ถึงกับแข็งค้างลืมหายใจ กระทั่งผู้นำพรรคอย่างกังจื่อหราน ก็ยังมีลมหายใจถี่ระรัว อยากจะเอ่ยห้ามปราม ทว่าก็ไม่อาจหาจังหวะสอดแทรก
ใบหน้าย่ำแย่ที่สุด เห็นจะเป็น จิวต้าว ที่บัดนี้ใบหน้าเขียวคล้ำดำทะมึน แม้จะมีความโกรธเกรี้ยวและโทสะในคราแรก แต่พอรู้ว่าอย่างไรก็ไม่อาจใช้กำลังเข้าข่มอีกฝ่ายได้ ภายใต้การปกป้องดูแลของ กังจื่อหราน หนทางที่จะทำให้เชิดหน้าขึ้นได้ มีเพียงแค่ต้องหาเหตุผลมาพูดเพื่อท้วงติงหักล้างเท่านั้น…
หลังขบคิดหาเหตุผลอยู่ราวสิบลมหายใจเข้าออก ชายชราก็เริ่มจะอ้าปากขึ้น… ทว่าในเวลานั้น จิวต้าว กลับรู้สึกว่าลิ้นของตนจู่ ๆ ก็แข็งไป ไม่อาจประดิษฐ์คำพูดหรือถ้อยวาจาออกมาจากปากได้ ราวกับมันถูกสะกดก็มิปาน...
ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งหมดเกิดจาก เนตรสะกด ของ ซุน ที่ส่องสว่างแสงสีเขียววูบวาบหนึ่ง… ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มน่าขนลุก รู้ดีว่าตนคงไม่มีพลังพอที่จะหยุดกล้ามเนื้อบนร่างกายส่วนใด ๆ ของ จิวต้าว ได้เลย แต่ถ้าเพียงแค่ทำให้ลิ้นแข็งจนพูดไม่ได้ช่วงเวลาหนึ่งนั้น ก็ไม่นับว่ายากเย็น…
“นั่นอย่างไร… ท่านถึงกับ เถียงไม่ได้เลยงั้นสินะ!! มันต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะทุกอย่างที่ข้าเอ่ยขึ้นมาล้วนเป็นความจริง!! อาจารย์ข้า เหยาหมิง ยอมลำบากตรากตรำ ระหกระเหินปกปิดทั้งนามและแซ่ แม้แต่พื้นฐานลมปราณก็ไม่อาจแสดงออกมาได้ตลอดหลายสิบปี
อยู่เป็น เหล่าซือ แก่ ๆ ในชนบทรกร้าง ผู้คนต่างก็พากันรังแก โดนดูถูกดูแคลนยิ่งกว่าเป็นขอทานเสียอีก!! ทุกสิ่งที่มีติดตัวมาในการหลบหนี อาจารย์นั้นอยากนำกลับมาคืนให้กับ พรรคเซียนประทาน อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน… แต่เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยและความมั่นคงของพรรค จึงไม่กล้ากลับไป ได้แต่อดทนต่อสู้กับความเศร้าอาดูร โหยหาพี่น้อง โหยหามิตรสหาย หากพวกท่านคนใดไม่เป็นอาจารย์ข้า ก็ย่อมไม่มีทางเข้าใจ!!
และเวลานี้อาจารย์ข้าที่เสียสละเพื่อพรรคเซียนประทานถึงเพียงนั้น… กำลังถูกศัตรูจับกุมไว้ ทั้งยังถูกทรมานแสนสาหัส เวลานี้กำลังของพวกท่าน สามารถไปช่วยเหลืออาจารย์ข้าได้แท้ ๆ แต่กลับถูกความหวาดกลัวครอบงำ หดหัวอยู่ในกะลา!!
เป็นขอทานถึงจะฐานะต้อยต่ำ แต่อย่าให้จิตใจต่ำต้อยตามไปด้วย!! ที่ข้ามาที่นี่ คราแรกก็อยากจะมาขอบคุณพวกท่านที่คิดจะช่วยเหลืออาจารย์ของข้า และถึงแม้ว่าข้าจะอ่อนแอ แต่ข้าก็พร้อมจะเผชิญหน้าความเป็นความตาย เคียงคู่ไปกับพวกท่านทุกคน...
ทว่า… พอข้าได้ยินคำพูดและแนวคิดเช่นนี้แล้ว บอกตามตรงว่าข้ารู้สึกผิดหวังกับพรรคเซียนประทานเป็นยิ่งนัก… หากพวกท่านไม่กล้าไป ก็หลบอยู่กันอยู่ที่นี่แหละ บอกข้ามาเพียงคำเดียวก็พอ ว่าอาจารย์ข้าถูกขังอยู่ที่ใด ข้าจะบุกไปเองเพียงลำพัง!!
แกนนำงั้นหรือ?! ผู้นำชั้นเทวะงั้นหรือ?! ข้าไม่มีทางตายเพราะคนพวกนั้นหรอก เพราะจิตใจที่จะต่อสู้ข้านั้นมันยังไม่ตาย!! แต่สิ่งที่จะทำให้ข้าตายอย่างแท้จริง คือการหลงลืมผู้มีพระคุณ หลงลืมความช่วยเหลือที่ผ่านมา หลงลืมความศรัทธา นั่นต่างหากที่จะทำให้ข้าตายจากความเป็นคน!!”
ชายหนุ่ม ตวาดเสียงแน่นหนัก เผยความฮึกเหิมไร้สิ้นสุด…
ทำเอาเหล่าขอทานที่ร่วมประชุม ไม่เว้นแม้แต่ กังจื่อหราน นิ่งอึ้งงัน ไม่อาจปริปาก... แม้ ซุน จะไม่ได้ด่าผู้ใดตรง ๆ นอกเหนือจาก จิวต้าว แต่ทุกคนที่อยู่ภายในโถงแห่งนี้ กลับรู้สึกจิตใจแกว่งไหว สะท้านสะเทือนไปกับถ้อยวาจาที่ชายหนุ่มกล่าวออกมา…
…………………………………………………..